โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พาณิชย์”สกัดทุนเทา-มิจฉาชีพ เปิดบัญชีม้านิติบุคคลหลอกคนไทย เข้มตั้งแต่จดบริษัท-ดึงพันธมิตรบัญชีช่วย

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ปัญหาทุนเทาและมิจฉาชีพหลอกลวงคนไทย ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเบาบางลงไปบ้าง หลังภาครัฐขยับเข้ามาดูแล แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ยังคงมี และมีการปรับรูปแบบการหลอกลวงไปใช้วิธีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ การจัดตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้ในการหลอกลวงประชาชน หรือที่เรียกกันว่า บัญชีม้านิติบุคคล ทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่กำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคล ได้ปรับมาตรการใหม่ เพิ่มความเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนเทาและมิจฉาชีพหลุดเข้ามาใช้บริษัทเป็นช่องทางในการหลอกลวง และสร้างความเสียหายให้กับคนไทย

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ต้องการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดยปัจจุบันการจัดตั้งบริษัท สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่จองชื่อบริษัท เลือกวันจดทะเบียน จะเป็นสายมูเตลู สายวันมงคล หรืออยากเลือกให้ตรงกับวันสำคัญในชีวิต วันเกิด ก็สามารถทำได้หมด แต่ความสะดวกตรงนี้ ทำให้มีกลุ่มทุนเทาและมิจฉาชีพ ได้เข้ามาใช้ในการจดตั้งบริษัท เพื่อใช้ในการหลอกลวงด้วย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงต้องปรับมาตรการในการกำกับดูแลการจดทะเบียนใหม่ โดยประชาชนและผู้ประกอบการ ที่เป็นคนดี ทำธุรกิจปกติ จะไม่ได้รับผลกระทบ ทุกอย่างยังมีความคล่องตัวเหมือนเดิม แต่สำหรับทุนเทาและมิจฉาชีพ รับรองว่า มีความยากเกิดขึ้นแน่ การจดตั้งบริษัทจะไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

ตรวจสอบบุคคลกลุ่มเสี่ยง HR-03

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การป้องกันการจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคล กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยได้รับรายชื่อบุคคลกลุ่มเสี่ยงในบัญชี HR-03 ซึ่งเป็นกลุ่มต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางการเงิน มาแล้วจำนวน 9.8 หมื่นรายชื่อ เบื้องต้นได้นำรายชื่อไปตรวจสอบกับรายชื่อบุคคลที่มาจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอยู่ในฐานระบบปัจจุบันประมาณ 9.8 แสนราย ปรากฏว่า มีชื่อบุคคลเสี่ยงประมาณ 1,500 รายที่ตรงกับชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ซึ่งกรมได้นำส่งรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อแล้ว

นอกจากนี้ ในการรับจดทะเบียนนิติบุคคล หากมีชื่อบุคคลในบัญชี HR-03 เข้ามายื่นจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หรือแจ้งเปลี่ยนกรรมการ หุ้นส่วน กรมจะแจ้งให้มายืนยันตัวตน ถ้ามายืนยันก็จะรับจดให้ แต่ถ้าไม่มา ก็จะไม่จดให้ ซึ่งส่วนใหญ่ พอเรียกไปก็ไม่มา หรือถ้ามายืนยันตัวตน และได้รับการจดทะเบียน ก็จะส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามต่อไปด้วย

ดูแลคนจนถูกหลอกมาจดทะเบียน

ในการกำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคล ยังได้ขยายการดูแลในเรื่องสถานะการเงินของผู้มายื่นจดทะเบียน โดยที่ผ่านมา พบว่า ทุนเทาและมิจฉาชีพได้ไปหลอกลวงประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน อาจจะว่าจ้างแค่หลัก 1,000-2,000 บาท เพื่อเอาชื่อมาใช้ในการจดทะเบียนบริษัท หรือเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นหุ้นส่วน ทำให้เวลาบริษัทไปสร้างปัญหา หรือไปหลอกลวงคนอื่น ผู้ถือบัตรคนจนที่ถูกหลอกมา ก็จะได้รับความเดือดร้อน ต้องถูกฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล

“ได้ประสานงานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อขอข้อมูลผู้ที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่จำนวน 13.4 ล้านราย และได้รับมอบรายชื่อมาแล้ว โดยกรมได้นำชื่อเหล่านี้มาใส่ไว้ในระบบ เมื่อมีคนมาจดทะเบียนนิติบุคคล หากชื่อไปตรงกับชื่อในบัญชีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะเด้งขึ้นมาเลย โดยผลการดำเนินการมาประมาณ 10 กว่าวัน ตั้งแต่เปิดปีใหม่เป็นต้นมา พบมี 200 รายชื่อที่ตรงกัน จึงได้เรียกมาพบเจ้าหน้าที่ เพื่อขอให้ชี้แจงและแสดงหลักฐานทางการเงิน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่มา และทิ้งคำขอ แต่ถ้ามาแสดงตัว ก็รับจดให้ และส่งรายชื่อต่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาสถานะผู้ถือบัตรใหม่ เพราะไม่ได้จนจริง เนื่องจากการจดทะเบียนนิติบุคคล มีการลงทุน 5 แสนบาทจนกระทั่งถึง 1 ล้านบาท คนที่ถือบัตรคนจน และเป็นคนจนจริง ไม่น่าจะมีเงินมากขนาดนี้”

ทั้งนี้ เงื่อนไขการเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ มีเงินสดในบัญชีไม่เกิน 1 แสนบาท มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 แสนบาท มีที่ดิน 1 ไร่ หากเป็นเกษตรกร 10 ไร่ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นผู้มีรายได้น้อย

พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งตรวจสอบบุคคลที่มายื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในระยะเวลาไม่ห่างกัน จดทีเป็น 10 หรือ 20 บริษัท หรือใช้ที่อยู่ที่เดียวกันเป็นที่ตั้งบริษัท จะไม่อนุญาตให้จดทะเบียนได้ทันที จะเรียกมาชี้แจง และยืนยันตัวตน และแสดงหลักฐานทางการเงิน หากเป็นที่อยู่เดียวกัน จะต้องมีใบยืนยันจากเจ้าบ้านให้ใช้เป็นสถานที่ตั้งมาแสดงด้วย โดยตั้งเป้าเอาไว้ไม่เกิน 5 ราย หากเกินนี้ จะเข้าไปตรวจสอบทันที

ใช้คำสั่งทางกฎหมายกำกับอีกชั้น

นอกจากมาตรการคุมเข้มที่ใช้กำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังได้ออกคำสั่งนายทะเบียน และประกาศนายทะเบียน เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า โดยออกคำสั่ง 4 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งนายทะเบียนกรณีจดทะเบียนแล้ว มีกรรมการผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนเป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานสถานที่ตั้งสำนักงาน

คำสั่งกรณีหลอกใช้บุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน พร้อม Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่ง กรณีจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด และมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท (กลุ่มเสี่ยงนอมินี) ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคน ต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่ง กรณีจดทะเบียนและใช้ที่ตั้งซ้ำ ๆ กัน (หลายนิติบุคคลที่ตั้งเดียวกัน) ต้องจัดส่งหนังสือยินยอมของผู้มีสิทธิ์ให้ใช้สถานที่ และเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิ์

ส่วนอีก 2 ประกาศ คือ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียน จะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ) และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน

ดึงพันธมิตรบัญชีช่วยสกัดกั้น

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในปัจจุบัน การยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล ประชาชนและผู้ประกอบการมีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเองประมาณ 15% อีก 85% เป็นการว่าจ้างให้ผู้จัดทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ เป็นผู้ยื่นจดทะเบียนให้ กรมจึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า”

โดยทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) และสมาคมนักบัญชีไทย

ที่มาของความร่วมมือดังกล่าว เพราะทุกวันนี้ เวลาคนอยากตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดำเนินการเอง มักจะใช้นักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยในการจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ตลอดจนการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินให้แก่ธุรกิจ และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นด่านแรกที่จะช่วยสกัดกั้นธุรกิจที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้นอมินีบัญชีม้า และการจดทะเบียนอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพราะหากผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี ตกเป็นเครื่องมือหรือร่วมมือกับมิจฉาชีพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพบัญชีโดยรวม และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ กรมจึงให้ความสำคัญในการเร่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงจากบัญชีม้าบุคคล เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และนักบัญชีและสำนักงานบัญชีถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของระบบธุรกิจไทย ที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้”นายพูนพงษ์กล่าว

หากช่วยทุนเทา-มิจฉาชีพเล่นงานหนัก

ทั้งนี้ หากกรมพบว่าผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ กระทำความผิด ช่วยเหลือการจดทะเบียนนิติบุคคลอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพื่อทำบัญชีม้านิติบุคคล โดยไม่ตรวจสอบ หรือรู้ทั้งรู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมิจฉาชีพ เช่น บุคคลคนเดียว จดตั้งบริษัทหลาย ๆ บริษัท บางทีเป็น 100 บริษัท หรือใช้สถานที่อยู่เดียวกันในการจัดตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ก็จะดำเนินการตามกฎหมายที่กรมมีอยู่ และส่งต่อให้สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสำนักงานที่ดูแลทนายความ จัดการต่อตามกฎระเบียบที่มีอยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน ในการรับจดทะเบียนนิติบุคคล หากตรวจสอบพบว่า ไม่มีการลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง ก็จะระงับสิทธิ์ผู้ใช้งานจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นนักบัญชี สำนักงานบัญชี ทนายความ ออกจากการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมทันที จึงขอฝากให้กลุ่มบุคคล หรือสำนักงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียน ให้ช่วยกันทำตามที่กฎหมายกำหนด เพราะอาจจะเป็นเครื่องมือให้กับมิจฉาชีพ และยิ่งถ้าพบความเสียหายเกิดขึ้นในภายหลัง ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาด้วย

ลุยตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังจะเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงในจังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกระบี่ ที่มีข้อมูลและมีความเสี่ยงที่จะใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทยโดยเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ใน 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

โดยการตรวจสอบ จะใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก ส่วนจะตรวจแบบไหน ขอเป็นความลับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการไหวตัวทัน แต่จะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ถูกจับกุม และส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว

สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมา ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงไปแล้วหลายธุรกิจ อาทิ ตรวจสอบธุรกิจค้าเหล็ก ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ หลังได้รับการร้องเรียนจากสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย อาจเป็นนอมินีและทำผิดกฎหมาย โดยพบความผิดปกติ ทั้งการถือหุ้น การประกอบกิจการ , การตรวจสอบสำนักงานบัญชี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พบพฤติการณ์เข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ , การตรวจสอบธุรกิจค้าเหล็ก อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 2 ราย พบใช้ที่ตั้งเดียวกัน และกรรมการชาวต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถือหุ้นคนไทย มีความเชื่อมโยงกันทั้ง 2 บริษัท , การตรวจสอบการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ที่ จ.ชลบุรี พบใช้ทำธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และให้เช่าพื้นที่ทำโรงงาน พบกรรมการต่างชาติและผู้ถือหุ้นคนไทยของทั้งสองบริษัทมีความเชื่อมโยงกันและถือหุ้นในหลายบริษัท , การตรวจสอบบริษัท ฮิลเลล เฮาส์ ทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้าม และใช้คนไทยเป็นนอมินี และบริษัท กระบี่ แอดไวเซอร์ ให้บริการรับจดบริษัทให้ชาวต่างชาติ ขอวีซ่า พบข้อมูลเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจอื่น และลงพื้นที่ตรวจตลาดสายใต้เซ็นเตอร์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ไม่พบพฤติการณ์เป็นนอมินี แต่ได้กำชับให้ผู้บริหารตลาด ต้องกำกับดูแล ห้ามให้คนต่างชาติเข้ามาขายสินค้า

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบทั้งหมด พบหลักฐานการกระทำความผิดในหลายธุรกิจเสี่ยงที่มีลักษณะนอมินี ได้มีการส่งดำเนินคดีตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แล้วหลายราย และยังได้ส่งสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่

“กรมจะดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเน้นการตรวจสอบแบบเชิงลึก พุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่มีความตั้งใจอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจริง ๆ ให้ได้รับความสะดวกมากที่สุดด้วย”นายพูนพงษ์กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...