จับอดีตช่างอินเทอร์เน็ตรับจ้างบอสจีน ลอบติดตั้ง SIM BOX โยงแก๊งคอลฯ ข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.บุรินทร์ กะปิตถา ปรก.รอง ผกก.(สอบสวน) ร่วมแถลงข่าว ปฏิบัติการตัดสายลวงจับกุมอดีตช่างอินเทอร์เน็ตลักลอบติดตั้งซิมบ็อกซ์ในพื้นที่ จ.สระแก้ว
จากกรณีที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ตรวจสอบคดีผู้เสียหายแจ้งความกับตำรวจ สน.พญาไท ว่า ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือและตำรวจ สภ.เมืองเลย หลอกให้โอนเงินตรวจสอบความบริสุทธิ์ สูญเงินกว่า 1 แสนบาท จนสืบสวนพบว่ามีการใช้อุปกรณ์ SIM BOX แปลงสัญญาณโทรศัพท์ในการก่อเหตุ
เมื่อเข้าตรวจค้น พบห้องถูกล็อกด้วยแม่กุญแจขนาดใหญ่ ภายในพบเครื่อง SIM BOX จำนวน 8 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ เช่น เราเตอร์ WiFi อุปกรณ์สำรองไฟ ปลั๊กอัจฉริยะ และกล้องวงจรปิด จึงยึดของกลางและตัดสัญญาณ แต่ไม่พบผู้เช่า โดยเจ้าของห้องระบุว่ามีชายชื่อ นายสันติโชค เช่าห้องตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.
ต่อมาตำรวจขยายผลจับกุมนายสันติโชค ที่ อ.อรัญประเทศ ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์จริง โดยได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าชื่อนายเอ บอสชาวจีนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ส่งอุปกรณ์จากต่างประเทศ และจ่ายค่าจ้าง 2,000 บาทต่อเครื่อง ทำมาแล้วประมาณ 1 เดือน ตำรวจจึงยึดเครื่องเพิ่มจากอีก 2 จุด รวมทั้งหมด 12 เครื่อง
จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ พบว่าจะลักลอบติดตั้งเครื่อง SIM BOX ตามบ้านเช่าในย่านชุมชนชนบท และจะกระจายการติดตั้ง ไม่รวมไว้แค่จุดใดจุดหนึ่ง นอกจากนี้ SIM BOX ที่พบ ไม่มีซิมการ์ดอยู่ภายในเครื่อง แต่ตัวเครื่องจะติดตั้งอยู่ในไทย ใช้วิธีการเชื่อมสัญญาณผ่านคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ที่รวบรวมซิมการ์ดไทยไว้ในต่างประเทศ และจะใช้การโทรฯ ผ่าน VOIP หรือโทรศัพท์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้เบอร์ที่ปรากฏก็จะเป็นเบอร์ประเทศไทย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ซึ่งหากซิมการ์ดถูกปิดหรือชำรุด ก็สามารถเปลี่ยนได้ที่ต่างประเทศ ไม่ต้องเข้ามาจัดการกับ SIM BOX ที่อยู่ในไทย เพื่อให้ยากต่อการสืบสวนจับกุม
พ.ต.อ.นิธิ กล่าวว่า จากการตรวจสอบบันทึกการใช้งานของเครื่อง SIM BOX เบื้องต้นพบแค่ 2 เครื่อง จากทั้งหมด 12 เครื่อง ที่มีการโทรฯ ออกไปหาเหยื่อมากกว่า 56,000 สาย ภายใน 1 สัปดาห์ หรือระหว่างวันที่ 13-19 ก.พ. 69 ยังเหลืออีก 10 เครื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลผู้ว่าจ้างและผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวบอสชาวจีนอีก 2 คน ที่เชื่อว่าบงการอยู่ที่ฝั่งประเทศกัมพูชา
ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายมือถือทั้ง 2 แห่ง ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการโทรศัพท์ติดต่อขอข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าแต่อย่างใด.