ใช้กิ๊บติดผมหนีบคิ้ว "แก้ปวดไมเกรน" จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์
ในโลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลและคลิปวิดีโอสาธิตวิธีการบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยระบุว่าการนำกิ๊บติดผมมาหนีบบริเวณคิ้วจะช่วยให้อาการปวดหายไปได้ในทันที
ข้อมูลดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจและถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนมกราคม 2569 จนสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย
กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นข้อมูลบิดเบือนและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหากนำไปปฏิบัติอย่างผิดวิธี รวมถึงการอ้างอิงชื่อ Sanook News ในบางแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข่าวนี้ถือเป็นการแอบอ้างข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
คำถาม
การใช้กิ๊บติดผมหนีบบริเวณคิ้ว สามารถช่วยรักษาหรือแก้อาการปวดไมเกรนได้จริงหรือไม่ ตามที่มีการแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย?
การตรวจสอบ
กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบแล้วพบว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการหรืองานวิจัยใด ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถยืนยันได้ว่าการใช้กิ๊บติดผมหนีบบริเวณคิ้วสามารถรักษาหรือแก้ปวดไมเกรนได้ผลจริงตามที่กล่าวอ้าง
จากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง พบว่าโรคไมเกรนเป็นภาวะซับซ้อนทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองและการขยายตัวของหลอดเลือด การใช้แรงกดจากกิ๊บหนีบผมลงบนผิวหนังบริเวณคิ้วอาจทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดใหม่มาเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดเดิม หรือเป็นเพียงผลทางจิตใจ (Placebo Effect) เท่านั้น
ทั้งนี้ การใช้กิ๊บหนีบที่มีความแข็งหรือคมหนีบลงบนใบหน้าเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง รอยช้ำ หรือส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทส่วนปลายในบริเวณดังกล่าวได้ ซึ่งไม่ใช่วิธีการรักษาที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการแพทย์สากล และกองบรรณาธิการขอชี้แจงว่า Sanook.com ไม่เคยเผยแพร่บทความแนะนำวิธีรักษาที่ขาดมาตรฐานเช่นนี้
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง ปวดบ่อยครั้ง หรือมีอาการทางตาและกล้ามเนื้อร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับยาและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรหลงเชื่อวิธีรักษาทางเลือกที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์รองรับ
ข้อเท็จจริง
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอมและเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างยิ่ง วิธีการใช้กิ๊บติดผมหนีบคิ้วไม่สามารถรักษาโรคไมเกรนได้จริงและไม่มีข้อมูลทางการแพทย์รองรับ ประชาชนไม่ควรหลงเชื่อและไม่ควรแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาผิดวิธี