โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ย้อนอดีต จุดกำเนิดระบบความปลอดภัยยุคแรก เบรก ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบอิเล็กทรอนิกส์สี่ล้อที่ทันสมัย ถูกนำมาใช้ในรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายครั้งแรกโดย Mercedes-Benz ในปี 1978 ในรถเรือธง S-Class (W116) ระบบเบรกผสานดิจิทัลนี้ ได้รับการพัฒนาร่วมกับ Bosch และเข้ามาปฏิวัติความปลอดภัยของยานยนต์ด้วยการป้องกันล้อไม่ให้ล็อกระหว่างการใช้เบรกแบบฉุกเฉิน

รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเปิดตัว ระบบ ABS

ปี 1978 (Mercedes-Benz): S-Class รุ่น W116 เป็นรุ่นแรกที่มีระบบ ABS แบบอิเล็กทรอนิกส์หลายช่องสัญญาณสี่ล้อเป็นอุปกรณ์เสริม

ระบบอื่นๆ ในยุคแรก: แม้ว่าระบบของ Mercedes-Benz ในปี 1978 จะเป็นระบบ ABS แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในปริมาณมากเป็นครั้งแรก แต่ Chrysler ก็ได้นำเสนอระบบ "Sure Brake" ใน Imperial ปี 1971 และ Fiat ก็ได้พัฒนาระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ในยุคแรกในปี 1971 เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

หลังจากการเปิดตัว Mercedes-Benz ได้ค่อยๆ ทำให้ ABS เป็นมาตรฐานในรถยนต์ทุกรุ่น สิ่งที่ตามมาก็คือ ABS กลายเป็นระบบเบรกป้องกันล้อล็อกที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์

ย้อนเวลากลับไปในปี 1978 การเปิดตัวระบบเบรกป้องกันล้อล็อกแบบ four-wheel multi-channel anti-lock brake systems ในปี 1978 เปลี่ยนวิธีเบรกในรถยนต์ไปตลอดกาล ABS ไม่เพียงแต่จะเป็นนวัตกรรมแห่งความปลอดภัยแบบแรกที่ช่วยให้มนุษย์หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ แต่ยังเปิดประตูสู่เทคโนโลยีรถยนต์สมรรถนะสูงยุคใหม่ที่เราได้เพลิดเพลินกันในปัจจุบัน สิ่งที่น่าทึ่ง ก็คือ การทำให้แนวคิดเรื่องเบรก ABS ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่และสามารถนำมาใช้ในรถยนต์เพื่อประสิทธิภาพของการเบรก ไม่ใช่ที่ระยะเบรก แต่เมื่อใช้เบรกฉุกเฉินแล้วรถไม่เสียการทรงตัว Bosch และ Daimler เริ่มนำระบบนี้นำมาใช้ในรถยนต์ S-Class W116 ในช่วงปลายทศวรรษ 1970

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วิศวกรชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน (รวมถึง Robert Bosch) ทดลองระบบเบรกป้องกันการลื่นไถลสำหรับรถไฟและอากาศยาน ในช่วงทศวรรษ 1950 Dunlop ผู้บุกเบิกด้านดิสก์เบรก คิดค้นระบบที่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการเบรกในอากาศยานรบของกองทัพอากาศอังกฤษได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Maxaret ยังถูกนำไปใช้กับต้นแบบรถจักรยานยนต์ ทศวรรษ 1960 Ferguson Research นำไปใช้กับรถยนต์ Formula One ขับเคลื่อนสี่ล้อคันแรกของโลก นั่นก็คือ P99 ที่ใช้เครื่องยนต์ Climax และประเทศอังกฤษ ก็ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของเทคโนโลยี เมื่อมีการพัฒนาระบบควบคุมล้อล็อกแบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยสำหรับเครื่องบินคองคอร์ด แน่นอนว่า ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาระบบเบรกABS ของอากาศยาน ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการสร้างเครื่องบินเจ็ทที่ทำความเร็วได้ถึง Mach 2.04 ภารกิจในการทำให้ระบบเบรก ABS มีราคาถูกและมีความน่าเชื่อถือ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงตกเป็นหน้าที่ของคนเยอรมัน

งานวิจัยที่ Daimler เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1953 เมื่อ Hans Scherenberg ซึ่งในขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Mercedes-Benz ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกอย่างรุนแรง ความท้าทายก็คือ เมื่อเทียบกับอากาศยานและรถไฟ รถยนต์ต้องการเซ็นเซอร์มากกว่า มีการประมวลผลสัญญาณได้เร็วกว่า ส่วนประกอบต่างๆ ต้องบันทึกการชะลอตัวและการเร่งความเร็ว จากการหมุนของล้อโดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น รวมถึงขณะเข้าโค้ง บนพื้นผิวที่ไม่เรียบ และในสภาพผิวถนนเปียกลื่น

ปี 1963 Daimler-Benz เริ่มพัฒนาการควบคุมเบรกแบบอิเล็กโทรไฮดรอลิกเป็นครั้งแรก เวลาเดินทางมาถึงในปี 1966 Benz ร่วมมือกับ Teldix บริษัทเยอรมันเล็กๆ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์จากไฮเดลเบิร์ก (ต่อมาถูก Bosch เข้าควบรวมกิจการ) การเปิดตัวระบบเบรกครั้งแรกในปี 1970 ฮันส์ เชเรนเบิร์ก นำเสนอ "ระบบป้องกันล้อล็อกแบบอนาล็อก-อิเล็กทรอนิกส์ Mercedes-Benz/Teldix Anti-Bloc System แก่สื่อมวลชนที่สนามทดสอบในอุนเทอร์ทือร์คไฮม์

แน่นอนว่า วิศวกรของทุกบริษัทรถยนต์ต้องทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนและความก้าวหน้าของบริษัทในด้านการคิดค้นนวัตกรรม ฝั่งอเมริกา Chrysler ร่วมมือกับ Bendix Corporation ทำการพัฒนาระบบ ABS แบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า "Sure Brake" สำหรับใส่ในระบบเบรกของรถ Imperial ปี 1971 ปรากฏว่ามันได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่คิดไว้ Ford แบรนด์อเมริกันยักษ์ใหญ่ตอบโต้ด้วย "Sure-Track" ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกเต็มกำลัง โดยติดตั้งเฉพาะล้อหลังของรถหรู Lincoln Continentals แบรนด์ GM ลงสนามการแข่งขันด้านความปลอดภัยเหมือนกัน โดยเปิดตัวระบบเบรก ABS ในปี 1972 ซึ่งในตอนแรกมีเฉพาะสำหรับล้อหลังเท่านั้น ซึ่งมีให้เลือกในรถ Cadillacs และ Oldsmobile

ในญี่ปุ่น Denso ทำการพัฒนาระบบเบรกป้องกันล้อล็อกแบบไฟฟ้า (Electro Anti-lock System) สำหรับบรรจุในระบบเบรกของ Nissan President ในขณะที่แบรนด์สามห่วง Toyota ผลิตระบบเบรกป้องกันล้อล็อกที่เหมือนกันสำหรับประจำการในเรือธง Toyota Crown ปี 1971 แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็โผล่ออกมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 (1978)

ทีมงานของ Benz ก้าวไปไกลกว่านั้นมาก เพื่อที่จะผลิตระบบ ABS แบบหลายช่องสัญญาณสำหรับล้อทั้งสี่ ในปริมาณมาก เรื่องดังกล่าว…จำเป็นต้องใช้ตัวควบคุมดิจิทัล ตามที่วิศวกร Jürgen Paul หัวหน้าโครงการ ABS ของ Mercedes-Benz ให้ความเห็นเอาไว้ การตัดสินใจใช้ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ดิจิทัล สำหรับระบบเบรก ABS รุ่นที่สองนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆของแบรนด์ตราดาว

ปี 1978 ปัญหาต่างๆ เช่น การหมุนที่ไม่สามารถควบคุมได้และอาการอันเดอร์สเตียร์ หรือรถอาจเสียหลักและหมุนเข้าไปในเลนสวนกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลน้อยลง สำหรับคนที่ซื้อรถ Mercedes-Benz S-Class ในเวลานั้นและได้ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก Mercedes ใช้สโลแกนว่า "วิศวกรรมที่ไม่เหมือนรถยนต์คันใดในโลก" และในกรณีของ W116 ประสิทธิภาพของการเบรกฉุกเฉินท่ามกลางสายฝนบนถนนที่เปียกลื่น..มันหมายความอย่างนั้นจริงๆ

Mercedes-Benz และ Bosch เปิดตัวเทคโนโลยี ABS ที่พร้อมใช้งานจริงในรถยนต์รุ่นเรือธง ณ สนามทดสอบของ Daimler ในเดือนสิงหาคม ปี 1978 โบรชัวร์ของแบรนด์ตราดาวที่ปรากฎในเอกสาร ระบุไว้ดังนี้ :

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงความเร็วในการหมุนของล้อแต่ละล้อในระหว่างการเบรก หากความเร็วลดลงเร็วเกินไป (เช่น เมื่อเบรกบนพื้นผิวที่ลื่น) และล้อเสี่ยงต่อการล็อก คอมพิวเตอร์จะลดแรงดันเบรกโดยอัตโนมัติ ล้อจะเร่งความเร็วอีกครั้งและแรงดันเบรกจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทำให้ล้อเบรก กระบวนการนี้ เกิดขึ้นซ้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งในเวลาไม่กี่วินาที พูดง่ายๆ ก็คือ เบรก จับ ปล่อย จับ ปล่อย แบบถี่ยิบ เพื่อป้องกันล้อล็อกซึ่งอาจตามมาด้วยอาการเสียการทรงตัว ตามด้วยอุบัติเหตุรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในรถยนต์ที่ไม่มี ABS สิ่งที่ Mercedes-Benz คาดไม่ถึงในขณะนั้นก็คือ สี่ทศวรรษต่อมา รถยนต์ใหม่ทุกคันที่ขาย ตั้งแต่ Toyota Corolla ไปจนถึง McLaren Senna เบรกได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการชน จากวิวัฒนาการของระบบเบรกป้องกันล้อล็อกผสานระบบช่วยเบรกอีกหลายรายการที่พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงทุกวันนี้

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ช่วยให้มนุษย์ได้รูปแบบพื้นฐานของการกระจายแรง รวมถึงการบังคับเลี้ยวด้วยการเบรก นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ สามารถตั้งค่าโหมดการขับขี่ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งทุกวันนี้ บางโหมด เปิดโอกาสให้มีการลื่นไถลของยางในระดับต่างๆ ตั้งแต่แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์ หรือยกเลิกการควบคุมด้วยระบบช่วยเหลือต่างๆ ไปจนถึงการแทรกแซงเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ทุกวันนี้ เมื่อ ABS ทำงานร่วมกับชุดแอโรไดนามิกและเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาดมหึมาในรถยนต์สมรรถนะสูง ระบบ ABS ในปัจจุบัน สามารถสร้างระยะเบรกที่สั้นอย่างเหลือเชื่อ ช่วยให้รถยนต์ขนาดใหญ่และหนัก วิ่งผ่านโค้งได้อย่างง่ายดายและเร็ว ช่วยเปลี่ยนแรงม้ามหาศาลให้เป็นการเร่งความเร็วขั้นสุดขั้ว เซ็นเซอร์และตัวประมวลผลของระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ยังทำให้ระบบควบคุมการยึดเกาะและระบบรักษาเสถียรภาพสมัยใหม่ทุกระบบมีความเป็นไปได้ ตั้งแต่ระบบที่หยุดการพยายามเบิร์นยาง ไปจนถึงระบบที่ทำให้คุณดูเหมือนฮีโร่ในสนามแข่ง

แน่นอนว่า เฟืองท้ายอัจฉริยะ ยาง (ที่ดี) และแอโรไดนามิกที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีความสำคัญต่อการควบคุม แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังสมองดิจิทัลโดยเซ็นเซอร์ จะส่งกลับมายังตัวควบคุม ABS ในจำนวนการคำนวนหลายล้านครั้งต่อวินาที ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์ รถไฟและเครื่องบิน.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนอดีต จุดกำเนิดระบบความปลอดภัยยุคแรก เบรก ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

ยานยนต์

Motul เปิดตัว น้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ไฮบริด

autoinfo.co.th

CHANGAN ส่งรถไฟฟ้าร่วมทดสอบเส้นทางหิมะ อุณหภูมิติดลบ ชูไฮไลท์ SDA Intelligence

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

เปิดตัว Honda Super-One รถยนต์ EV ตัวแรง แต่งเต็มจากโรงงาน

sanook.com
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...