โพลพาเคลิ้ม พื้นที่พาเหนื่อย ‘พิธา’ กับราคาที่พรรคส้มต้องจ่าย
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินมาถึงช่วงตัดสินใจจริง ว่าใครอ่านเกมขาด และใครหลงไปกับภาพลวงจากตัวเลข
พรรคประชาชนหรือพรรคส้มก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมแรงหนุนจากโพลหลายสำนัก ชื่อพรรคยังถูกจัดให้อยู่กลุ่มบน บางโพลยกให้นำ บางโพลให้สูสี แต่แทบไม่เคยเห็นชื่อพรรคนี้หลุดจากวงเต็ง ภาพเหล่านี้ถูกพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเชื่อว่ากระแสยังอยู่ และคะแนนเสียงยังพร้อมเดินตามเหมือนเดิม
แต่เมื่อพ้นจากกราฟและตัวเลข แล้วลงไปดูบรรยากาศหาเสียงในพื้นที่จริง ภาพที่ปรากฏกลับสวนทาง เวทีหลายจุดไม่คึกเหมือนปี 2566 การเดินพื้นที่ไม่ได้ดึงบทสนทนาใหม่ คนฟังมี แต่ความมั่นใจไม่มา
คำถามจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งไม่ได้มองไปข้างหน้า แต่ย้อนกลับไปหาเรื่องเดิมที่พรรคยังตอบไม่จบ
ผู้สมัครในหลายเขตสะท้อนตรงกันว่า การหาเสียงรอบนี้ไม่ได้ติดแค่คู่แข่ง แต่ติดตรงต้องอธิบายเรื่องเก่า ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องที่โพลไม่เคยสะท้อนออกมาเป็นตัวเลข แต่โผล่ชัดในวงคุยของคนเลือกตั้ง และเป็นเรื่องที่สร้างแรงต้านมากกว่าสร้างแรงหวัง
ในจังหวะที่สนามหาเสียงเริ่มส่งสัญญาณเหนื่อย พรรคส้มจึงเลือกใช้ไพ่ที่คุ้นมือที่สุดอีกครั้ง นั่นคือการประกาศดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กลับมาทำหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง การตัดสินใจนี้ไม่ได้สะท้อนความมั่นใจ แต่สะท้อนว่าพรรคกำลังติดกับดักโพล และเลือกใช้สูตรเดิมกับสนามที่เปลี่ยนไปแล้ว
แม้พิธาจะยังไม่ได้ขึ้นเวทีจริง แต่เพียงแค่ชื่อของเขากลับมาอยู่ในสมการการเมือง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้บรรยากาศในพื้นที่ขยับทันที และไม่ใช่ในทางบวก หากแต่เป็นการดึงภาพจำเก่ากลับมาอยู่หน้าสุดของการรับรู้
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่ ภาพของพิธาไม่ได้ถูกจดจำจากคำอธิบายย้อนหลังหรือเจตนาที่อ้างภายหลัง แต่ผูกติดอยู่กับคำพูดตรง ๆ ที่เคยถูกมองว่าดูแคลนกองทัพและด้อยค่าทหาร
คำพูดอย่างการตั้งคำถามว่าทหารมีไว้ทำไม การพูดว่าบางประเทศไม่มีกองทัพถ้าผู้นำฉลาดพอ หรือประโยคที่ว่าหากมีผู้รุกราน รบไปก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ ถูกฟังในความหมายเดียวกันทั้งหมดว่าเป็นการลดค่าบทบาทของทหาร และเป็นเส้นที่คนจำนวนมากรับไม่ได้
ความไม่พอใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ผูกกับเหตุการณ์จริงที่ทั้งประเทศรับรู้ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการปะทะและมีความสูญเสีย ทำให้บทบาทของทหารถูกมองว่าเป็นคนที่ยืนอยู่แนวหน้า ในบริบทแบบนี้ คำพูดใดก็ตามที่ถูกมองว่าดูแคลนกองทัพ ย่อมกระทบความรู้สึกของสังคมทันที
เมื่อบริบทเป็นเช่นนี้ พรรคส้มไม่ได้เลือกแก้จุดอ่อนของตัวเอง แต่เลือกเอาจุดอ่อนเดิมกลับมาวางบนเวทีการเมืองอีกครั้ง ทั้งที่รู้ดีว่าประเด็นกองทัพคือเส้นที่ข้ามไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องที่อธิบายย้อนหลังแล้วจะหักล้างได้
ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ทำให้คนที่ยังลังเลไม่ขยับเข้ามา แต่ส่งสัญญาณชัดว่า คนบางส่วนที่เคยเลือกพรรคส้มมาก่อน มีแนวโน้มจะถอยออกไปในการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะไม่ยอมรับภาพจำเรื่องการดูแคลนกองทัพและด้อยค่าทหาร
ตรงนี้เองที่ช่องว่างระหว่างโพลกับพื้นที่จริงกลายเป็นปัญหาทางการเมือง โพลอาจยังจัดวางพรรคส้มไว้ในกลุ่มนำ แต่พื้นที่ส่งสัญญาณตรงกันว่าแรงต้านกำลังกัดกินคะแนน และเป็นแรงต้านที่พรรคเลือกมองข้าม
การตัดสินใจดึงพิธากลับมาในช่วงโค้งสุดท้าย สะท้อนชัดว่าพรรคส้มอ่านสนามเลือกตั้งผิด โพลทำให้พรรคเคลิ้ม แต่พื้นที่จริงกำลังบอกว่าภาพจำเรื่องดูแคลนกองทัพคือจุดลบ ไม่ใช่จุดขาย พรรคไม่ได้พลาดเพราะคู่แข่งแข็งกว่า แต่พลาดเพราะประเมินอารมณ์ของสังคมผิดพลาด
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พรรคเลือกเอาจุดอ่อนของตัวเองกลับมาวางหน้าเวที ทั้งที่รู้ดีว่านี่คือประเด็นที่คนจำนวนมากไม่ยอมรับ และเมื่อถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคส้มกำลังเสี่ยงเผชิญผลลัพธ์จากการตัดสินใจนี้เอง ไม่ใช่จากเกมของใครอื่น.