'SMTOWN LIVE' จดหมายรัก 30 ปี ถึงชาว 'PINK BLOOD' ความทรงจำของชีวิตวัยเยาว์
‘SMTOWN LIVE’ จดหมายรัก 30 ปี ถึงชาว ‘PINK BLOOD’ ความทรงจำของชีวิตวัยเยาว์
ในค่ำคืนที่สนามราชมังคลากีฬาสถานถูกอาบไปด้วยแสงของแท่งไฟหลากสีจากชาว‘Pink Blood’ พร้อม ๆ กับความรู้สึกราวกับได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เด็กที่วันนั้นยังผมติ่ง ยังนั่งรอดู MV เพลงผ่านรายการโทรทัศน์ วันที่รายการซับไทยเป็นของหายาก ในวันที่ผนังห้องนอนถูกแปะไปด้วยโปสเตอร์ ทั้งหมดล้วนเป็นความทรงจำในยุคหนึ่งของใครหลายคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้
การหวนคืนราชมังฯ ในรอบ 13 ปีของคอนเสิร์ตรวมศิลปิน‘SMTOWN LIVE 2025–26 [THE CULTURE, THE FUTURE] in BANGKOK’ คือการฉายภาพความทรงจำตลอด 3 ทศวรรษ ของค่ายที่ชื่อว่าSM Entertainment และชาว “Pink Blood” แฟนคลับที่เติบโตมาพร้อม ๆ กันในบ้านหลังสีชมพู
คอนเสิร์ตรวมศิลปิน SM ในครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ประเทศไทย เป็นการปิดทัวร์ที่ตรงกับวันแห่งความรัก และยังเป็นวันครบรอบการก่อตั้งค่ายพอดิบพอดี ราวกับตั้งใจให้ค่ำคืนนี้เป็นจดหมายรักฉบับใหญ่ที่ศิลปินเขียนถึงแฟนคลับ
“30 ปี SM Entertainment รากฐานของอุตสาหกรรม K-POP”
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หากจะกล่าวถึงรุ่งอรุณแห่งอุตสาหกรรมไอดอลเกาหลี คงไม่มีนามใดจารึกไว้ได้อย่างงดงามและทรงพลังเท่ากับ H.O.T., S.E.S. และ Shinhwa สามเสาหลักผู้กรุยทางให้กระแส K-Pop กลายเป็นตำนานระดับโลกจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เป็นจุดกำเนิดของ “ราชินีแห่งเคป็อป” (Queen of K-pop) คำจำกัดความที่แฟน ๆ มอบให้ BoA (ควอน โบอา) ศิลปินหญิงเดี่ยวจาก SM ที่เปิดประตูสู่ญี่ปุ่น และเอเชีย
หาก H.O.T., S.E.S., Shinhwa และ BoA คือรุ่งอรุณแห่งยุคสมัย TVXQ! (ทงบังชินกิ) ก็เปรียบเสมือน “สุริยเทพ” ที่ผงาดขึ้นมาเติมเต็มแสงสว่างให้วงการ K-Pop ก้าวสู่ยุคทองอย่างแท้จริง ด้วยชื่อที่มีความหมายว่า “เทพเจ้าแห่งทิศตะวันออก”
หลังจากนั้นเริ่มต้นยุค K-POP เจนเนเรชัน 2“ยุคทอง” ของอุตสาหกรรม K-POP ที่ทำให้คลื่นฮันรยู (Korean Wave) พุ่งทะยานไปสู่เวทีโลกขนาดที่ถ้าหากไม่ใช่แฟนคลับก็ต้องรู้จักเพลงฮิตติดหูอย่าง Sorry, Sorry พร้อมท่าเต้นถูมือไวรัล ของ Super Junior เต้นเพลง Gee ของ Girls’ Generation หน้ากระจก เคยฮัมเพลง Ring Ding Dong ของ SHINee ซ้ำ ๆ หรือแม้กระทั่งเหมือนถูกสะกดจิตด้วยท่อน “E-e-e-electric Shock” จาก f(x)
กระแส K-POP เดินทางมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 กำเนิด “ราชาแห่ง K-POP” วงบอยกรุ๊ปภายใต้สังกัด SM Entertainment ที่ถูกยกให้เป็นศูนย์กลางความยิ่งใหญ่ของยุคอย่าง“EXO” หากจะให้ไล่เรียงความสำเร็จของพวกเขานั้น อาจจะต้องหาเวลาว่างสัก 1-2 วัน นั่งล้อมวงคุยกันยาว เพราะความสำเร็จของ EXO มีมากกว่าการเป็น K-POP ที่มียอดขายอัลบั้มทะลุ 1 ล้านชุดในรอบ 12 ปี หรือการกวาดรางวัลทุกเวที แต่ชื่อของ EXO สำหรับแฟนคลับหมายถึง “ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตวัยเยาว์”
เป็นช่วงเวลาที่เราหัวเราะ เราร้องไห้ เราลุ้นอันดับชาร์ตเพลงไปกับศิลปิน รีบกลับบ้านหลังเลิกเรียนเพื่อเปิดคอมฟังเพลงใหม่ หวีดศิลปินผ่านเว็บบอร์ด แอบพิมพ์ฟิคในห้องคอมโรงเรียน หรือเก็บเงินค่าขนมเพื่อซื้ออัลบั้มผ่านร้านที่รับพรีออเดอร์ หรือแม้แต่ทะเลาะกับเพื่อนเพราะเมนไม่เหมือนกัน เมื่อย้อนกลับไปคิดถึง ก็ยังรู้สึกอบอุ่นในใจเสมอ
ขณะที่ฝั่งเกิร์ลกรุ๊ปในเจน 3 ภายใต้สังกัดเดียวกัน อย่าง“Red Velvet” หรือ “น้องเค้ก” ของเหล่าลัฟวี่ไทยก็ได้พิสูจน์ความสำเร็จบนเส้นทางสายดนตรีมากมายเช่นเดียวกันกับผลงานเพลงที่เปรียบเสมือน“งานศิลปะ” และความโดดเด่นเรื่องโวคัล ที่เป็นหมัดฮุกของ SM จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปที่มีไลน์ดนตรีหลากหลายและคุณภาพสูงที่สุดในเจน 3
จากนั้นในปี 2016 จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของค่าย เมื่อ SM เริ่มขยับจาก “ระบบวงแบบดั้งเดิม” ไปสู่แนวคิดที่ซับซ้อนและทะเยอทะยานยิ่งขึ้น นั่นคือการสร้าง “จักรวาล NCT” วงบอยกรุ๊ปที่ถูกออกแบบให้ไร้ขีดจำกัด ทั้งด้านจำนวนสมาชิกและยูนิตย่อย ที่มีทั้ง NCT 127, NCT U, NCT DREAM และ WayV ภายใต้คอนเซปต์ “Neo Culture Technology”
เมื่อก้าวเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 4 ค่ายยกระดับความทะเยอทะยานไปอีกขั้นกับการเปิดตัว “aespa” เกิร์ลกรุ๊ปที่ผสานโลกความจริงเข้ากับโลกเสมือน ภายใต้คอนเซปต์เมตาเวิร์สและตัวตนดิจิทัล “ae” ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของ K-POP ในยุคเทคโนโลยี
ปัจจุบัน อุตสาหกรรม K-POP เดินทางมาถึงเจเนอเรชันที่ 5 แน่นอนว่า SM ยังคงเดินหน้าปลุกปั้นศิลปินหน้าใหม่ประดับวงการ โดยมี RIIZE, NCT WISH, Hearts2Hearts และ XngHan&Xou เป็นตัวแทนของคลื่นลูกใหม่ที่กำลังนิยาม K-POP ในยุคถัดไป
“SMTOWN LIVE เทศกาลของชาว PINK BLOOD”
คอนเสิร์ต ‘SMTOWN LIVE’ เปรียบดั่งเทศกาลดนตรีที่เชื่อมศิลปินและแฟนคลับหลายเจเนอเรชันให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ชาว PINK BLOOD หรือแฟน ๆ ของ SM รวมพลังกันเต็มสเตเดียมในคอนเสิร์ตรวมศิลปิน ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ในรอบ 13 ปี ขนทัพศิลปินกว่า 13 ทีม รวม 64 ชีวิต ทั้งรุ่นพี่ระดับตำนานและรุ่นน้องดาวรุ่ง Girls’ Generation (HYOYEON), SHINee (MINHO), Red Velvet, NCT 127, NCT DREAM, WayV, aespa RIIZE NCT WISH, Hearts2Hearts และ XngHan&Xoul พร้อมทีมหน้าใหม่และเด็กฝึกหัดชาย SMTR25 ที่มาส่งต่อพลังแห่งอนาคต
ค่ายที่เติบโตมากับแฟนคลับทุกยุค ตั้งแต่เจเนอเรชันแรกจนถึงวันนี้ ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าดนตรีไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ“ช่วงชีวิตหนึ่งของผู้คน” กว่า 4 ชั่วโมงเต็ม กับ 51 บทเพลง ทั้งเพลงใหม่ที่สะท้อนทิศทางอนาคต และเพลงฮิตที่เป็นดั่งไทม์แมชชีนพาเราย้อนกลับไปในวันที่ยังหัดจำชื่อเมมเบอร์ทีละคน เป็นซาวด์แทร็กของชีวิตวัยรุ่นที่ได้ยินทีไรก็ยังหัวใจเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่ฟัง
แม้คอนเสิร์ตรวมศิลปินในครั้งนี้ จะเต็มไปด้วยศิลปินหน้าใหม่ของค่าย และเซ็ตลิสต์เพลงใหม่ที่ต้องยอมรับว่าแฟนคลับรุ่นบุกเบิกอาจจะไม่เคยฟัง หรือเคยฟังอยู่บ้าง หากแต่ยังคงกลิ่นอายของ“ความเป็น SM” ทั้งเพอร์เฟอร์แมนซ์ และโวคัลที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่ ท่ามกลางอากาศร้อนกว่า 30 องศา ในประเทศไทย ซึ่งได้ใจแฟนคลับยุคบุกเบิก และยุคใหม่ จนส่งเสียงกรี๊ดและปรบมือเอาใจช่วยตลอด 4 ชั่วโมง
รวมถึงช่วงเมดเลย์เพลงฮิต จากทีมเด็กฝึกหัด SMTR25 ถูกหยิบมาร้อยเรียงอยู่ในเซ็ตลิสต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ SM เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี นอกจากนั้นยังมีเวทีคอลแลบอเรชันข้ามรุ่น ‘Chu~♡’ ของ f(x) ที่ถูกถ่ายทอดใหม่ โดย ไอรีน-ซึลกิ Red velvet และ คาริน่า-วินเทอร์ รุ่นน้องจาก aespa
ทั้งหมดเป็นเซ็ตลิสต์วัยเยาว์ที่เราฟังในวันที่เศร้า อกหัก ในวันที่สอบตก หรือแม้แต่วันที่เราสอบติดมหาวิทยาลัย และเมื่อเวลาผ่านไป หลายคนเติบโต มีหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบที่มากขึ้น แต่ทันทีที่เพลงเหล่านี้ดังขึ้นในเพลย์ลิสต์ ความทรงจำก็ย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ราวกับเราได้พบตัวเองในวัยมัธยมอีกครั้ง เด็กคนนั้นที่มีดวงตาเป็นประกาย หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่เห็นทีเซอร์คัมแบ็กของศิลปินคนโปรด
แต่หนึ่งในพาร์ทที่ทำเราน้ำตาไหล คงจะเป็นช่วงการปรากฏตัวของ EXO ซูโฮ, ดีโอ, ชานยอล, ไค และเซฮุน ภาพวัยเยาว์ของใครหลายคนก็ถูกฉายในห้วงความคิด ฉับพลันน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้ตัว แม้กระทั่งพาร์ทแนะนำตัวที่กล้องโคลสอัพไปทีละเมมเบอร์ จนมาถึงมักเน่เซฮุนที่ยังคงแนะนำตัวเป็นภาษาไทยว่า “ผมเป็นน้องเล็กขี้อาย เซฮุน” เพียงเท่านั้น EXO L หลายคนที่พยายามกลั้นน้ำตาตอนช่วงต้น ก็แทบพังทลายลงในวินาทีนั้น เพราะประโยคสั้น ๆ จากน้องเล็กเซฮุนที่ไม่ได้เป็นแค่คำทักทายธรรมดา แต่มันคือเสียงสะท้อนจากวันวาน เป็นความทรงจำของเด็กหนุ่มที่เราเฝ้ามองการเติบโตมาตลอดเส้นทางในนามของ EXO
ช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต ศิลปินทั้งหมดกลับขึ้นเวทีเดียวกันเพื่อร้องเพลง Hope from KWANGYA ก่อนจะขึ้นรถรางเลื่อนไปทักทายแฟน ๆ รอบสเตเดียม ท่ามกลางโปรเจกต์ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่แฟนคลับชาวไทยตั้งใจจัดทำ ภาพศิลปินโบกมือให้แฟน ๆ ภายใต้แสงไพโรเทคนิคที่ส่องประกายเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน คือภาพจำที่ตอกย้ำว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศิลปิน SM ไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพัง แต่เติบโตเคียงข้างแฟนคลับเสมอ
ในวันที่หลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบมากมาย เราอาจไม่ได้เฝ้าหน้าจอรอคัมแบ็กเหมือนวันวาน แต่ทุกครั้งที่เพลงเก่าดังขึ้น ภาพตัวเองในชุดนักเรียนก็ย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ความเหน็ดเหนื่อยในชีวิตจริงถูกโอบกอดด้วยทำนองคุ้นเคยราวกับเพื่อนเก่าที่ไม่เคยจากไปไหน
เพราะทุกความทรงจำ ไม่เคยจางหาย ตลอด 30 ปีของ SM และตลอดช่วงชีวิตหนึ่งของคำว่า “K-POP” สำหรับ Pink Blood เรื่องราวเหล่านั้นคือช่วงวัย คือเพื่อน คือบ้าน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี เราจะยังยืนอยู่ตรงนี้ พร้อมร้องเพลงตามอย่างสุดเสียง เหมือนเด็กคนนั้นในวันแรกที่ตกหลุมรัก K-POP
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘SMTOWN LIVE’ จดหมายรัก 30 ปี ถึงชาว ‘PINK BLOOD’ ความทรงจำของชีวิตวัยเยาว์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th