โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อย.เดินเกมดัน 'เวลเนส&ลองจิวิตี้' ขึ้นแท่น New Engine เจาะตลาดนิช(Niche)

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ภายในการประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Thailand’s Next Engine : ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย.ไม่เพียงดำเนินงานในเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่จะต้องส่งเสริมเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งภาพรวมของโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีสัดส่วนผู้สูงวัย 20% ของประชากรทั้งหมด

เทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เป็นเรื่องของการรักษาโรคแต่เป็นการดูแลสุขภาพที่ดี(Wellness) เพื่อมีอายุยืนยาวอย่างมากสุขภาพดี(Longevity) ซึ่งมูลค่าตลาดทั่วโลกของเวลเนสและลองจิวิตี้ในปี 2568 อยู่ที่ 6.62 แสนล้านบาท จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในเรื่องเศรษฐกิจ

โดยอย.จะเปิดฐานยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้ปลอดภัยและกลายเป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกที่สามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากขึ้น มีเป้าหมายผลักดันสินค้าไทยจาก Local to Global ที่โฟกัสในเรื่องสมุนไพรไทย ,นวัตกรรม ATMPs ,ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์

กลิ่นสมุนไพรไทย ดึงดูดตะวันออกกลาง

ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า จากการเดินทางไปที่ดูไบเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าตลาดตะวันออกกลางให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจุดเด่นเรื่องกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique Scent) จึงอยากทำ MOU เพื่อมาสถานที่ผลิตสมุนไพรของประเทศไทยได้มาตรฐานตามสากลหรือไม่ เพื่อที่เมื่อนำเข้าไปขายที่ประเทศเขานั้น จะช่วยสร้างทางลัด (Shortcut) หรือ Fast Track ในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดดูไบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ต้องเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

“แสดงให้เห็นว่าที่สร้างความเชื่อมั่นหรือtrust ต่อผลิตภัณฑ์ให้ดีเป็นที่ยอมรับ ผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศก็มีช่องว่างให้สามารถเติบโตไปได้ในตลาดโลก จะเน้นแต่ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะมีคู่แข่งมาก แต่ต้องมุ่งตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สร้างความแตกต่าง สร้างอัตลักษณ์ มีคุณภาพตามมาตรฐาน เป็นสิ่งที่จะทำให้โตไปได้อย่างยั่งยืน”

สิ่งสำคัญต้องเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม ยกตัวอย่างกรณี "ขิง" ที่หากขายเป็นเพียงขิงดิบจะมีราคาต่ำมาก แต่หากใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสกัดเป็นสารสำคัญจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาล

เป็นจุดที่ อย. จะเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลดช่องว่างตรงกลางนี้ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานและส่งเสริมการสร้างความแตกต่างและอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ไทย เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักการเน้นขายสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน

อย. จะไม่เป็นเพียง Regulator ที่เป็นผู้อนุมัติ อนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพเท่านั้น มิติใหม่จะเป็นทั้งผู้สนับสนุน (Supporter) , ผู้ประสานงาน (Coordinator) , และ Emotional Supporter ผ่านการดำเนินงาน “กลยุทธ์ 4T” สร้างมาตรฐานสากลเพื่อเปลี่ยนสินค้าสุขภาพให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการปั๊มรายได้เข้าประเทศ ประกอบด้วย

  • Trust คือ การสร้างความเชื่อถือผ่านมาตรฐานที่เท่าเทียมสากลและโปร่งใส
  • Teamwork ที่หมายรวมถึงการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ
  • Target ที่มุ่งเป้าจากท้องถิ่นสู่สากล
  • และ Technology ที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนงาน

“อย. ยุคใหม่ที่จะนำพาผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยไปยืนหยัดในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้หน่วยงานภาครัฐกลายเป็นแรงผลักดันหลักทางเศรษฐกิจ (Engine) โดยอาศัยความแข็งแกร่งของมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ (FDA Recognition) มาเป็นใบเบิกทางในการส่งออก Soft Power ด้านสุขภาพของไทย และสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างยั่งยืน” ภญ.บุญเสริมกล่าว

อุตฯสุขภาพตลาดเดียวยังแข็งแรง

ขณะที่นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) กล่าวว่า สุขภาพเป็นตลาดเดียวในสภาอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแรงอยู่ โดยกลุ่มอื่นๆโดนกระทบซ้าย กระทบขวาอยู่มาก แต่กลุ่มสุขภาพมีต้นทุนที่ดีตรงรากฐานประเทศไทยเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันภาพรวมของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย มีความโดดเด่นอย่างมากในสายตาต่างชาติ

โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ที่มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าไทยเป็นอย่างสูง แม้วัตถุดิบบางอย่างจะส่งมาจากประเทศจีน แต่ผู้บริโภคยังเจาะจงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากความเข้มงวดในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอาหารและสุขภาพของไทยยังคงเติบโตและส่งออกไปได้ทั่วโลก

เร่งดันไทยผงาดเบอร์ต้นโลก

รวมถึง ระบบการขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินในประเทศไทย ยังมีการพัฒนาไปอย่างมาก จากเดิมที่เคยมีความยุ่งยากและใช้ระยะเวลาในการพิจารณายาวนาน แต่ปัจจุบันมีการปรับตัวและนำระบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การขออนุญาตทำได้ง่ายขึ้นและใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ถือเป็นปัจจัยบวกที่เอื้อต่อการแข่งขันในตลาดโลกที่ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงถึงกันหมด

“เป้าหมายสำคัญของไทย คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อตอบรับกับกระแสตลาดสมัยใหม่ที่เน้น ของดีราคาถูก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ผ่านการผลิตในจำนวนที่มากพอเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง”นายนาคาญ์กล่าว

ต้องยึดหัวหาดผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สำหรับการวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างภาพจำให้กับสมุนไพรไทยในระดับสากลนั้น นายนาคาญ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นมีชาเขียว หรือเกาหลีมีโสม แม้ไทยจะมีความท้าทายจากการมีสมุนไพรที่หลากหลาย จนทำให้การเลือกตัวชูโรงทำได้ยาก

แต่สมุนไพรหลายชนิดมีศักยภาพสูงมากในตลาดต่างประเทศ เช่น กระชายดำ ที่ในไทยอาจเน้นเรื่องการบำรุงกำลังบุรุษ แต่ในญี่ปุ่นกลับมองเห็นศักยภาพในการนำไปใช้เพิ่มระบบเผาผลาญและดูแลรูปร่างสำหรับสตรี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดด้วยมุมมองใหม่ ๆ

ปัจจุบันประเทศไทยมีเทคโนโลยีการสกัดระดับสูงเทียบเท่าต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำนาโนเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการสกัดอื่น ๆ แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หากสามารถรวมกลุ่มเทคโนโลยีและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันได้

"ประเทศไทยก็จะสามารถยึดหัวหาดว่าเราเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับโลก โดยกำหนดตัวที่เลือกผลิตให้ชัดเจนแล้วผลิตในจำนวนมาก เพื่อซัพพลายให้ตลาดทั่วโลก เป็นเป้าที่ดีที่สุดที่ไทยควรจะต้องทำ”นายนาคาญกล่าว

สกสว.พร้อมหนุนงานวิจัย-นวัตกรรม

ด้านศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) กล่าวว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนตัวเองจากที่มีคนบอกว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย เป็นการมีโอกาสใหม่ เพราะระบบของต้นน้ำที่เป็นการพัฒนาคน และงานวิจัยอย่างสกสว.จะเป็นข้อต่อที่เป็นทีมไทยแลนด์ อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยขึ้นไปอยู่ในระดับโลก โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรมซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ New Growth Engine
ทั้งนี้ สกสว.มีการสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem) ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบการทำงานแบบคู่ขนานของอย. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เพื่อร่นระยะเวลาการนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2.ระบบรับรองวัตถุดิบสมุนไพรและสารสกัด พัฒนาระบบที่ช่วยเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภํณฑ์และเพิ่มความน่าเชื่อถือ

3.กลไกผลักดัน Food Ingredient และอาหารมูลค่าสูงสู่เชิงพาณิชย์

4.การสนับสนุนด้านมาตรฐานและความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ

5.การเชื่อมโยงระบบข้อมูลสนับสนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียน

6.กลไกหารคัดกรองโครงการและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรวิจัย

และ7.แซนด์บ็อกซ์ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง การทดลองร่วมกันผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีศักยภาพ ตั้วแต่ต้นจนถึงการขึ้นทะเบียนรับรองหน่วยงานใน Ecosystem

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...