โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Kitchen Origin โมเดลธุรกิจ ข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน ที่ CP เคยไปดูงาน

ThaiFranchiseCenter

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การทำข้าวกล่อง (Lunch Box/Meal Box) เป็นอีกโมเดลที่น่าสนใจ ตอบโจทย์กับการแก้ปัญหา Pain Point เรื่องเวลา ของคนยุคใหม่ ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ยกมาประกอบพอให้มองเห็นภาพว่าทำไมถึงเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน แม้จะเจอคู่แข่งมากก็ตามที

  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนทำงานมีเวลาน้อยลง ต้องการความสะดวก และนิยมสั่งผ่าน Delivery มากขึ้น
  • บริหารจัดการง่ายกว่าร้านอาหารเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีหน้าร้านหรูหรา (Cloud Kitchen) ลดค่าเช่าที่ ลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ
  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ, งานสัมมนา, งานศพ, กิจกรรมโรงเรียน ไปจนถึงสายสุขภาพ (Clean Food)
  • คำนวณวัตถุดิบได้แม่นยำกว่าการขายตามสั่ง ทำให้ Food Waste น้อยลง
ภาพจาก https://citly.me/Xg01I

ความท้าทายการทำธุรกิจ “ข้าวกล่อง” ที่ต้องเจอ!

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติแต่ต้องพูดถึงเรื่องระบบบริหารจัดการในร้านด้วย การจะลงทุนในธุรกิจนี้มีความท้าทายที่ต้องพบเจอ 3 ด้านคือ

1.ค่า GP และการบริหารกำไร

ภาพจาก https://citly.me/Xg01I

ถ้าตัดเรื่องรายได้จากการขายหน้าร้านออกไปเชื่อว่ารายได้อีกส่วนใหญ่จะมาจากเดลิเวอรี่ ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้คือต้นทุนสำคัญ การโดนหัก 30% + VAT 7% รวมแล้วประมาณ 32.1% หมายความว่าถ้าขาย 100 บาท จะเหลือเงินเข้าร้านจริงๆ แค่ 67.9 บาท ซึ่งต้องไปหักค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าแก๊ส ซึ่งก็มีวิธีแก้ปัญหาในเบื้องต้นคือ

  • ใช้กลยุทธ์การตั้งราคา ที่ม่จำเป็นต้องขายราคาเดียวในทุกช่องทาง ในแอปฯ อาจตั้งราคาสูงกว่าหน้าร้าน 20-30% โดยอาศัยการจัดโปรโมชั่น "ของแถม" หรือ "เซตคู่" เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
  • กลยุทธ์การดึงลูกค้าเข้าช่องทางตัวเอง เช่นการใช้แอปเป็นเครื่องมือหาลูกค้าใหม่ แล้วแถมใบปลิวหรือคูปองส่วนลดสำหรับการสั่งตรงผ่าน Line OA ในครั้งถัดไป เพื่อเลี่ยงค่า GP
  • การออกแบบเมนูที่ต้นทุนน้อยแต่เพิ่มมูลค่าได้ เพื่อนำเฉลี่ยกำไรกับเมนูที่ต้นทุนสูง

2.ความเร็วและคุณภาพ

ภาพจาก https://citly.me/Xg01I

โดยเฉพาะการมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะๆ จะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้ทันทุกออร์เดอร์โดยที่คุณภาพไม่ลดลง หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบ ที่ต้องซอยหั่น เครื่องปรุงต้องพร้อม การชั่งตวงต้องเตรียมไว้ก่อนเริ่มลงมือทำอาหาร การเตรียมข้าวที่ควรหุงหม้อใหญ่และรู้วิธีอุ่นข้าวให้ฟูนุ่มตลอดเวลา

และควรวางลำดับการลงกล่องรู้ว่าอะไรลงก่อน -หลัง เช่น วางข้าวและของแห้งก่อน แล้วค่อยราดซอสหรือวางกับข้าวที่ร้อนที่สุดเป็นลำดับสุดท้ายก่อนปิดฝา รวมถึงไม่ควรทำทีละกล่องแต่ควรทำทีละ 10-20 กล่องต่อกระทะโดยใช้การคุมไฟและเวลาที่แม่นยำ

3.บรรจุภัณฑ์เน้นสวยงาม + คุณภาพ

ภาพจาก https://citly.me/Xg01I

แพ็กเกจจิ้งถือเป็นหน้าตาและหัวใจของธุรกิจข้าวกล่องเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจเมื่อพบเห็นได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ไม่ใช้จะเน้นแค่สวยแต่ต้องให้มีคุณภาพด้วยก็เป็นอีกต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ การเลือกบรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารแต่ละประเภทด้วยเช่น

  • ของทอด: ต้องใช้กล่องที่มีรูระบายอากาศ หรือรองด้วยกระดาษซับมันพรีเมียม เพื่อไม่ให้ไอน้ำทำให้ของทอดนิ่ม
  • ของผัด: ต้องแยกข้าวและกับข้าว (กล่อง 2 หลุม) เพื่อไม่ให้ข้าวแฉะซอสจนเกินไปเมื่อต้องเดินทางนานกว่า 20 นาที

เคล็ดลับที่น่าสนใจอีกอย่างคือปัจจุบันเทรนด์รักษ์โลกมาแรง การใช้กล่องชานอ้อยหรือพลาสติกที่ Recycle ได้ 100% ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีและดึงดูดลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงได้

Kitchen Origin ธุรกิจข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน

ภาพจาก https://citly.me/N3UPx

Kitchen Origin คือแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นขายอาหารพร้อมทาน ภายใต้บริษัท Origin Toshu Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ AEON Group ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า Origin Bento เปิดสาขาแรกที่เมืองคาวาซากิในปี 1994 เน้นจุดขายคืออาหารจานเดียว + ผัก/สลัดแบบชั่งน้ำหนักขาย เน้นปริมาณเยอะ ราคาถูก ทำสดใหม่ทุกวัน

ในปี 2014 เปลี่ยนจาก Origin Bento เป็น Kitchen Origin เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ เน้นกลุ่มผู้หญิงและคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเปลี่ยนคำว่า Bento เป็น Kitchen เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ วัตถุดิบคุณภาพสูง ทำเหมือนครัวที่บ้าน และเพิ่มเมนูหลากหลาย เช่น สลัด อาหารจานร้อน ปรุงสดตามคอนเซปต์เดิม

ภาพจาก https://citly.me/Xg01I

จากข้อมูลงบประมาณล่าสุดปี 2024 - 2025 มีรายได้ประมาณ 43,000 - 45,000 ล้านเยน หรือประมาณ 10,000 - 11,000 ล้านบาท มีสาขารวมกว่า 500 - 520 แห่ง ทั่วประเทศญี่ปุ่น (รวมแบรนด์ Kitchen Origin, Origin Bento และร้านอาหารในเครืออย่าง Tōshū) เหตุผลที่ข้าวกล่องของ Kitchen Origin เติบโตในญี่ปุ่นมากอาจเป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างจากเมืองไทย โดยมีปัจจัยประกอบหลายอย่างเช่น

  • การเป็นสังคมคนโสดและผู้สูงอายุ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการทำอาหารเองเพราะไม่คุ้มค่าไฟ/ค่าวัตถุดิบ การซื้อข้าวกล่องพร้อมทานจึงตอบโจทย์มาก
  • สังคมแบบ Working Women ผู้หญิงญี่ปุ่นทำงานนอกบ้านมากขึ้น เวลาทำกับข้าวลดลง แต่ยังอยากให้ครอบครัวได้กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน Kitchen Origin จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ได้ดี
  • ความหนาแน่นของสถานีรถไฟฟ้า เพราะร้านมักตั้งอยู่ในจุดที่เป็นทางผ่านกลับบ้าน ทำให้การแวะซื้อข้าวกล่องเป็นเรื่องง่ายเหมือนการเดินเข้า 7-Eleven

รวมกับกลยุทธ์ที่ Kitchen Origin นำมาใช้เช่นหลายสาขาเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับคนทำงานกะดึกหรือคนที่ต้องการอาหารคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ร้านอาหารปิดหมดแล้ว หรือการทำบาร์สลัดและกับข้าวตักที่ให้ลูกค้า ตักเองตามน้ำหนัก ซึ่งสร้างความรู้สึกอิสระและเลือกได้ตามงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีระบบการเปลี่ยนอาหารบนชั้นวางที่เข้มงวดมาก อาหารที่ทำทิ้งไว้นานจะถูกลดราคาในช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายพีคที่สุดด้วย

CP Kitchen “Business Model” จากญี่ปุ่น

ภาพจาก www.facebook.com/FoodWorld

ในช่วงปี 2014 (พ.ศ.2557) CP ALL เคยไปดูงานและมีความร่วมมือในเชิงพันธมิตรทางธุรกิจ กับกลุ่ม AEON ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Origin Toshu แต่ก็เป็นการไปศึกษาดูงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างองค์กร โดยที่ CP ได้ส่งทีมงานไปศึกษาดูงานที่ Origin Toshu เพื่อนำวิธีการจัดการอาหารสด (Fresh Food Management) มาปรับปรุงอาหารใน 7-Eleven และ CP FreshMart (ยุคนั้น)

ถ้าใครจำได้ CP เคยมีบริการ CP Kitchen ที่เปิดตัวที่อาคาร CP Tower 3 พญาไท ในช่วงปี 2557 รูปแบบร้านเป็นร้านอาหารจานเดียวที่เน้นความเร็วและคุณภาพวัตถุดิบ เช่น ใช้หมูคุโรบุตะ ไข่สดจากฟาร์ม CP มีเมนูยอดฮิตอย่างข้าวกะเพราหมูคุโรบุตะ, ข้าวสเต็กปลาแซลมอนพริกเกลือ เป็นต้น

แม้จะคล้ายโมเดลญี่ปุ่น แต่ CP ปรับรสชาติให้เป็นไทย 100% และลดสัดส่วนของอาหารตัก ลงเพื่อเน้นอาหารจานเดียวที่คนไทยถนัดกว่า ถือว่าเป็น Business Model ที่ได้รับความรู้และแรงบันดาลใจมาจากการไปดูงานกับ Origin Toshu

ช่วงเติบโตสุดขีดของ CP Kitchen คือปี 2556-2558 เน้นเปิดในทำเลที่มีคนพลุกพล่านและอาคารสำนักงาน เช่น CP Tower 3 , อิมพีเรียล สำโรง , อิมพีเรียล ลาดพร้าว , ซีคอน สแควร์ เป็นต้น โดยรวมแล้วมีสาขาประมาณ 5-10 แห่ง

ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบัน CP Kitchen ถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ได้นำจุดเด่นเข้าไปควบรวมอยู่ในโมเดลที่แข็งแกร่งกว่าอย่าง CP Food World ซึ่งเป็นศูนย์อาหารแบบครบวงจร หรือใส่เข้าไปในเมนูปรุงสดของ 7-Eleven

White Story แบรนด์ “ข้าวกล่อง” ยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย

ภาพจาก www.whitestorydaily.com

และหากจะพูดถึงธุรกิจอาหารกล่องที่เป็นยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ คือWhite Story ที่เดิมทีเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service) สาขาแรกอยู่ที่ The Crystal เลียบด่วนรามอินทรา เน้นอาหารสไตล์อิตาเลียนและอาหารไทยฟิวชัน

แต่ในช่วงวิกฤต COVID-19 ร้านอาหารนั่งทานได้รับผลกระทบหนักมากจึงตัดสินใจนำเมนูยอดนิยมมาแพ็กใส่กล่องวางขายหน้าร้าน กลายเป็นว่าผลตอบรับดีเกินคาดจึงเปลี่ยนโมเดลจากการรอให้ลูกค้ามาหา เป็นเอาอาหารไปส่งให้ลูกค้า เน้นตามห้างสรรพสินค้าและตึกออฟฟิศ จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวกล่องที่แข็งแกร่งในเมืองไทย

โดยมีสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง และฟิวชัน เช่น ข้าวคั่วกลิ้งเนื้อ, สปาเกตตีคาโบนาร่า, ข้าวผัดปลาทู รวมถึงอาหารสายสุขภาพเช่นสลัดผักไฮโดรโปรนิคที่มาพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะของร้าน และยังมีเบเกอรี่พวกขนมปังเนยสด , ขนมปังกรอบ , แซนด์วิช รวมถึงเครื่องดื่มและขนมหวานด้วย

แน่นอนว่า White Story ยึดถือหลักการขายหมดวันต่อวัน ช่วงค่ำจะมีการ ลดราคา (Clearance Sale) เพื่อไม่ให้มีสินค้าค้างคืน ซึ่งนอกจากจะลดขยะอาหารแล้ว ยังดึงดูดลูกค้าช่วงเลิกงานได้มากด้วย ปัจจุบัน White Story มีสาขากว่า 100 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสร้างรายได้สู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับโมเดลธุรกิจข้าวกล่อง

แน่นอนว่าธุรกิจข้าวกล่องเป็นอีกรูปแบบลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ทำแล้วจะขายดีเหมือนกันหมด

มีปัจจัยหลายด้านที่มีผลกระทบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ + การทำตลาด + คุณภาพสินค้าและบริการที่ดี คนที่มีเงินทุนน้อยก็เริ่มธุรกิจนี้ได้ เพียงแต่ต้องศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี แล้วค่อยขยายจากร้านเล็กๆ ให้เป็นร้านใหญ่ที่เติบโตในอนาคตได้มากขึ้น

------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...