โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

PostTalk EP. 8 สมชัย อดีตกกต.ชี้ จับตา! เลือกตั้ง69เสี่ยงโมฆะ

PostToday

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ในรายการPostTalk ถึงกรณีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ชุดปัจจุบันในการเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เนื่องจากมีการออกเสียงประชามติ จึงทำให้มีบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 3 ใบ

กกต. จึงจัดทำวิธีการที่เข้าใจว่าง่ายที่สุด คือแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน โดยให้เข้าคิวรับบัตร 2 ใบ (บัตรสีเขียว–สีชมพู) ในรอบที่ 1 และในรอบที่ 2 ให้ไปรับอีก 1 ใบ (บัตรสีเหลือง) ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ กกต. ทำงานได้ง่ายที่สุด แต่สะท้อนว่าไม่ได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเท่าที่ควร

อีกประเด็นคือจำนวน กปน. (คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) เพิ่มขึ้นจากเดิม รวมเป็น 1,500,000 คน โดยคนเหล่านี้มาจากการคัดเลือกใหม่ ซึ่งอาจยังไม่มีประสบการณ์ทำงานเลือกตั้ง จึงอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิธีการทำงานของ กปน. มีความแตกต่าง ขาดมาตรฐาน และหลวมต่างกันไปในแต่ละหน่วย

อีกประเด็นหนึ่งคือ กกต. พึ่งพากลไกของกระทรวงมหาดไทยมากเกินไป โดยใช้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการเขต และเมื่อนายอำเภอเข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็จะใช้กลไกต่าง ๆ เช่น กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน เพื่อคัดสรรจัดหา กปน. ประจำหน่วย ซึ่งตรงนี้เป็นช่องโหว่ที่การเมืองสามารถแทรกแซงได้

สะท้อนให้เห็นว่า กกต. ใช้วิธีคิดแบบเดิม ทำอย่างที่เคยทำ ไม่คิดพัฒนา ไม่มองปัญหาที่เกิดขึ้น หรือคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และไม่ได้หาวิธีการทำงานที่ดีกว่า จึงทำให้เห็นปัญหา เช่น เรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ปัจจุบันประเด็นบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง หากย้อนดูใน TOR ก็ไม่ได้แตกต่างจากอดีต

อย่างไรก็ตาม หาก QR Code ดังกล่าวใช้เพียงเพื่อตรวจสอบล็อตการจัดส่ง หรือระบุว่าบัตรอยู่ในหีบใด ก็อาจไม่เป็นปัญหา แต่ขณะนี้ในบัตรสีชมพูสามารถย้อนกลับไปถึงต้นขั้วบัตรแต่ละใบได้ จึงเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การเป็นโมฆะ หากพิสูจน์ได้ว่าใครเลือกใคร โดยยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นจำนวนมาก

นายสมชัยเชื่อว่า กกต. ไม่มีเจตนาทำให้เกิดความผิดพลาด แต่อาจเกิดจากความไม่รอบคอบ คิดไม่ถึง หรือปล่อยปละละเลย เช่น การอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ จึงทำให้เกิดวิธีการทำงานที่หลากหลายโดยไม่มีมาตรฐาน

นายสมชัยกล่าวต่อว่า กกต. ทั้ง 7 คน มีถึง 5 คนที่เข้ามาใหม่ และ 2 คนเป็นกรรมการเดิม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ว่าเข้ามาเมื่อใด ทุกคนต้องพร้อมทำงานทันที สมัยที่ตนเข้ามาใหม่ก็มีการเลือกตั้งเช่นกัน จึงไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้ได้

ปัญหาขณะนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานกับคณะกรรมการ ซึ่งดูเหมือนว่าสำนักงาน กกต. ทำงานทั้งหมดและรายงานให้คณะกรรมการทราบ หากกรรมการไม่ลงไปดูรายละเอียด ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปล่อยปละละเลยให้สำนักงานดำเนินการทั้งหมด จนนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อยต่าง ๆ

กรณีหลักฐานในโซเชียลและในพื้นที่เกี่ยวกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง รวมถึงท่าทีที่ดูนิ่งของ กกต. ในช่วงที่ผ่านมา นายสมชัยมองว่า กกต. ชุดนี้ทำงานเชิงรับมากเกินไป ระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ ไม่เอื้อต่อการปราบปรามทุจริต ชาวบ้านรู้ แต่ กกต. ไม่รู้ และประชาชนกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง กระบวนการที่ออกแบบไว้จึงไม่เอื้อต่อการทำงานปราบปรามทุจริต

ก่อนหน้านี้ตนเคยให้คะแนนการทำงานของ กปน. 8 เต็ม 10 และให้ กกต. 4 เต็ม 10 แต่ขณะนี้มองว่า 4 คะแนนอาจมากเกินไป เพราะจากท่าทีการแถลงเมื่อเกิดความผิดพลาด กลับไม่พยายามชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ใช้อำนาจทำให้ตนเองดูถูกต้อง จึงให้ความรู้สึกว่า กกต. ชุดนี้ได้ 0 คะแนน

ส่วนการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน นายสมชัยเห็นว่า กกต. ต้องนำข้อเท็จจริงมาชี้แจง และแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ไม่ปกปิดข้อเท็จจริง หากมีความผิดพลาดจากฝั่ง กกต. ต้องยอมรับและสั่งแก้ไขหรือดำเนินการลงโทษ

กรณีบัตรเขย่งในหลายพื้นที่ หากบัตรสีเขียวและสีชมพูมีจำนวนไม่เท่ากัน อาจเกิดจากประชาชนลงข้อมูลผิดหรือไม่ครบ ซึ่ง กกต. มีหน้าที่ทำให้ข้อมูลถูกต้อง ไม่ควรค้างข้อมูลไว้เพียง 94% ทั้งที่มีข้อมูลครบ 100% แล้ว การไม่เปิดเผยข้อมูลครบถ้วนยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัย

อีกความเป็นไปได้คือการเพิ่มหรือนำบัตรบางใบออกจากหีบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. ต้องออกมารับผิดชอบ

ส่วนโอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ นายสมชัยระบุว่า ขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงยอมรับว่ามีโอกาสเกิดขึ้น โดยมีหลายช่องทางในการร้องเรียน และสุดท้ายขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...