“นพดล” ยันโพลโค้งสุดท้ายไม่ใช่ชี้นำ! แต่เป็น “เรดาร์อ่านใจ” สะท้อนการตัดสินใจจริงก่อนเข้าคูหา
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ศิษย์เก่าด้านวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science &Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่าด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ในห้วงเวลาของการเลือกตั้งทั่วไป “โพล” มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า มีความจำเป็นเพียงใด โดยเฉพาะโพลที่จัดทำขึ้นในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง เช่น ก่อนวันลงคะแนนประมาณ 7 วัน หลายคนมองว่าเป็นการคาดการณ์ผลล่วงหน้า บ้างมองว่าอาจชี้นำความคิดของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายเลือกตั้งของไทยห้ามเผยแพร่ผลโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างเป็นระบบในเชิงวิชาการ โพลในช่วงเวลาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญที่ลึกซึ้งกว่าการทำนายผลเลือกตั้ง อย่างมีนัยสำคัญ โพลในฐานะ “ภาพสะท้อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย”ช่วงเวลา 7 วันก่อนการเลือกตั้ง เป็นช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจจริง
ความลังเลที่มีมาก่อนหน้าเริ่มลดลง ข้อมูลข่าวสารสุดท้าย—ทั้งเชิงนโยบาย การสื่อสารทางการเมือง และกระแสสังคม—เริ่มตกผลึกเป็น “การเลือก” ในใจของประชาชน โพลในช่วงเวลานี้จึงทำหน้าที่เสมือนภาพถ่ายของสภาวะทางความคิดของ สังคม ณ จุดก่อนก้าวเข้าสู่คูหา ไม่ใช่ภาพร่างคร่าว ๆแบบในช่วงต้นฤดูกาลเลือกตั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง โพลก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ได้บอกว่า “ใครจะชนะ”
แต่บอกว่า “ประชาชนกำลังคิดอย่างไรในวินาทีสุดท้าย”การแยกแยะเสียงจริงออกจากเสียงดัง ในยุคดิจิทัล เสียงทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์มีพลังสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด และอัลกอริทึมมักขยายเสียงของกลุ่มที่เคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่เงียบ โพลจึงเป็นเครื่องมือเชิงระเบียบวิธีที่ช่วยถ่วงดุล “ภาพลวงตาของกระแส”ด้วยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกแบบให้สะท้อนโครงสร้างประชากรจริง
โพลช่วงใกล้เลือกตั้งจึงช่วยตอบคำถามสำคัญในเชิงสังคมวิทยาการเมืองว่า กระแสที่เห็นดังในพื้นที่สาธารณะนั้น สอดคล้องกับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่จริงหรือไม่ การทำความเข้าใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล แม้จะใกล้วันเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในภาวะลังเล หรือกำลังพิจารณาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เช่น
การเลือกเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายชนะ โพลในช่วง 7 วันสุดท้ายช่วยระบุขนาด ลักษณะ และเหตุผลของกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อความเข้าใจพลวัตของการตัดสินใจทางการเมือง ในเชิงวิชาการ กลุ่มผู้ลังเลสะท้อนคุณภาพของการแข่งขันทางการเมือง หากความลังเลเกิดจากการไม่เชื่อมั่นในระบบ นั่นคือสัญญาณปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐและสังคมต้องรับฟัง
โพลในฐานะสัญญาณเตือนเชิงนโยบาย โพลก่อนเลือกตั้งไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า “จะเลือกใคร”แต่ควรรวมถึงทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของประชาชนต่ออนาคตประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เตือนภัยเชิงนโยบาย ชี้ให้เห็นประเด็นที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องเร่งตอบสนอง มิฉะนั้น ความไม่พอใจอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งในระยะยาว การเตรียมสังคมให้พร้อมยอมรับผลเลือกตั้ง
อีกบทบาทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ โพลช่วยปรับ “ความคาดหวังร่วม” ของสังคม เมื่อสังคมมีข้อมูลที่เป็นระบบและโปร่งใส โอกาสเกิดภาวะช็อกหรือการปฏิเสธผลเลือกตั้งจะลดลง การรับรู้ล่วงหน้าเชิงแนวโน้มทำให้สาธารณชนมีกรอบอธิบายผลที่เกิดขึ้น อย่างมีเหตุผล มากกว่าการพึ่งพาข่าวลือหรืออารมณ์ ฐานข้อมูลสำหรับการอธิบายหลังการเลือกตั้ง
ในทางระเบียบวิธี โพลก่อนเลือกตั้งยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบหลังวันลงคะแนน ช่วยให้นักวิชาการและสังคมสามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องหรือความเบี่ยงเบนของผลเลือกตั้งได้อย่างเป็นระบบ การมีข้อมูลก่อนหน้าอย่างโปร่งใส จึงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม
กล่าวโดยสรุปโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ใช่เครื่องมือชี้นำ และไม่ควรถูกทำให้เป็นอาวุธทางการเมือง หากแต่เป็นเครื่องมือทางวิชาการเพื่อ “อ่านสังคม”ในจังหวะสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย โพลที่ออกแบบอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ จะช่วยให้ทั้งประชาชน พรรคการเมือง และรัฐ เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมและก้าวข้ามการเลือกตั้งไปสู่การบริหารประเทศอย่างมีสติและยั่งยืน