เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 ระวัง "โตช้า-ไร้เครื่องจักรใหม่" ลั่น! รัฐบาลใหม่เลิกแจกเงินกระตุ้นระยะสั้น
เปิด 3 ปัจจัยลบ ฉุดเศรษฐกิจไทยโตไม่เต็มสูบ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่ามีแนวโน้ม "เติบโตช้า" เนื่องจากเครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดย 3 ปัจจัยลบ ที่ฉุดเศรษฐกิจไทยโตได้ไม่เต็มสูบ คือ
1. เครื่องยนต์ท่องเที่ยวติดขัด แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแต่ยังไม่กลับไปจุดเดิม และไทยยังหา "เครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่" มาทดแทนไม่ได้
2.ภาคอุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ถูกรุกหนักจากสินค้านำเข้า และความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงนโยบายการค้าจากสหรัฐฯ
3.วิกฤตสินเชื่อตึงตัว สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาคการบริโภคและการลงทุนที่เริ่มชะงัก
"ปัญหาที่เราเจอคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องประชากรที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้" ดร.พิพัฒน์ กล่าว
แนะรัฐใหม่! "เลิกแจกเงิน – เน้นลงทุนยาว"
ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ ให้ความเห็นว่า ไทยเริ่มมี "ข้อจำกัดทางการคลัง" จากหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทำให้การขาดดุลเพิ่มทำได้ยาก สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำทันทีคือ ต้องหยุดเน้นการกระตุ้นระยะสั้น อย่างการแจกเงินช่วยได้เพียงซื้อเวลาแต่ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ
ขณะเดียวกันต้องเร่งผ่าตัดกฎระเบียบ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและปัญหาคอรัปชั่น ควบคู่ไปกับการยกระดับแรงงาน ที่ต้องเร่งเพิ่ม Productivity และทักษะแรงงานเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) กลับมา
จับตากำแพงภาษี "ทรัมป์" มองไม่จบง่ายๆ แม้กฎหมายมีข้อจำกัด
ส่วนประเด็นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นายพิพัฒน์ มองว่าแม้จะมีประเด็นเรื่องอำนาจทางกฎหมาย (IEEPA) ออกมา แต่เชื่อว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออื่นอย่าง มาตรา 301 หรือ มาตรา 232 ในการกดดันทางการค้าต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการไทยยังต้องเฝ้าระวังนโยบายใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองอย่างต่อเนื่อง
กระจายพอร์ตทั่วโลก" สู้เศรษฐกิจไทยขาลง เปิดโผ 4 กลุ่มหุ้นไทยแกร่ง-ท่องเที่ยว-Healthcare
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนายพิพัฒน์ ได้ให้คำแนะนำว่า ในปัจจุบันที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจไทย เดินไปคนละทิศทาง โดยตลาดโลกยังมีความแข็งแกร่งและมีทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนต้องกระจายการลงทุน ไม่กระจุกตัวแค่ในประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ขณะเดียวกันยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้าน "อัตราแลกเปลี่ยน" และ "ระดับราคาสินทรัพย์" (Valuation) ที่อาจสูงเกินไปในบางตลาด
”สำคัญคือการ Diversification (การกระจายความเสี่ยง) เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเดินไปคนละทิศทาง โดยแนะนำว่า ให้เน้นลงทุนต่างประเทศ เพื่อหาโอกาสเติบโตในตลาดที่แข็งแกร่งกว่า โดยแนะนำลงทุนผ่าน Index Fund ที่กระจายไปทั่วโลก แม้จะมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ สูงถึง 50-60% ก็ตาม“
เจาะกลุ่มอุตสาหกรรมไทย ใครคือ "ทางรอด" ในภาวะซบเซา
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย นายพิพัฒน์ มองว่านักลงทุนควรเลือกกลุ่มที่ไม่พึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจมหภาคมากนัก โดยมี 4 กลุ่มเด่น ดังนี้
1.กลุ่มธนาคาร (Banking): มีงบดุล (Balance Sheet) ที่แข็งแกร่ง
2.กลุ่มสื่อสาร (Telecom): มีรายได้มั่นคง ไม่ผันผวนตามจีดีพีมากนัก
3.กลุ่มการท่องเที่ยว (Tourism): ยังเป็นจุดแข็งหลักของไทยที่มีศักยภาพการเติบโต (Potential) สูง
4.กลุ่มการแพทย์ (Healthcare): เป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่เป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่พึ่งพาได้
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญคือการ Diversification หรือการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเดินไปคนละทิศทาง อย่างไรก็ตามการกระจายลงทุนไปทั่วโลกจะช่วยลดความเสี่ยงจากการคาดเดาตลาดได้ แม้จะมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ สูงถึง 50-60% ก็ตาม แต่ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งตลาดหุ้นมีความน่าสนใจ แต่อาจต้องระวังเรื่องความผันผวนของค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่อนาคตเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทาย การมี พอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย และ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนในปีนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก"กระตุ้นระยะสั้น"
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง เอกชนจี้เร่งยกเครื่องปรับโครงสร้าง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 ระวัง "โตช้า-ไร้เครื่องจักรใหม่" ลั่น! รัฐบาลใหม่เลิกแจกเงินกระตุ้นระยะสั้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com