“Torrini” ร้านช่างทองเก่าแก่สุดในโลก มรดกที่สืบทอดมากว่า 650 ปี
“ทองคำ” เป็นหนึ่งในโลหะล้ำค่าที่มนุษย์หลงใหลมานาน ความงดงามของมันเปรียบเหมือนของขวัญจากโลก พร้อมที่จะถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับ
เครื่องประดับทองคำที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปราว 4,500 ปีก่อนคริสตกาล ค้นพบในสุสานเมืองวาร์นา ประเทศบัลแกเรีย
ขณะที่ในอินเดีย เทคนิคการทำเครื่องประดับทองคำเกิดขึ้นตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการกล่าวถึงทองคำในคัมภีร์ฤคเวท และใช้ในเทวรูป รูปปั้น และต่อมาคือเครื่องประดับสำหรับเจ้าสาว
ส่วนสกุลเงินแรกที่ทำจากทองคำนั้นถูกผลิตขึ้นในลิเดีย (ตุรกีในปัจจุบัน) ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าโครเอซัสเป็นผู้ปกครองคนแรกที่ผลิตเหรียญทองคำบริสุทธิ์ ทำให้เกิดความหลงใหลที่แพร่กระจายไปทั่วคลังสมบัติของโรมัน และในที่สุดก็กลายเป็นมาตรฐานทองคำระดับโลก
แม้กระทั่งในปัจจุบัน ในยุคของสกุลเงินดิจิทัล ทองคำก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของมูลค่าที่ยั่งยืน
ท่ามกลางประวัติศาสตร์หลายพันปีของการใช้ทองเป็นตัวแทนของความมีมูลค่า แบรนด์เครื่องประดับหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นช่างทองคำที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นั่นคือ “ตอร์รินี” (Torrini)
จากช่างทำเกราะ กลายเป็นช่างทอง
บริษัทตอร์รินีก่อตั้งขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นับว่าเป็นบริษัทเครื่องประดับที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และติดอันดับ 1 ใน 10 ธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ประเพณีการผลิตเครื่องประดับและงานศิลปะของตระกูลช่างทองตอร์รินีได้รับการสืบทอดจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ผลงานบางส่วนที่สร้างสรรค์โดยสมาชิกในครอบครัว ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ผลงาน Giovanni di Turino's Madonna and Child จัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติสถาบันศิลปะดีทรอยต์ในสหรัฐฯ
ธุรกิจครอบครัวตอร์รินีเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นยุคกลางของยุโรป โดยในปี 1306 “เบอร์นาร์โด ตอร์รินี” ต้นตระกูล เดินทางมาจากเมืองบัตติโลโร ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านการผลิตโลหะมีค่า และย้ายมาที่หมู่บ้านสการ์เปเรียในเขตมูเจลโล
เขามีลูกชาย 2 คนคือ “จาโคปัส” และ “ทูรา” ซึ่งทั้งคู่มีความเชี่ยวชาญด้านงานโลหะ และกลายเป็นช่างที่มีฝีมือในการทำเกราะและดาบ
ต่อมาจาโคปัสย้ายจากหมู่บ้านสการ์เปเรียในเขตมูเจลโลไปยังฟลอเรนซ์ เมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงศตวรรษที่ 14 และจดทะเบียนโรงงานแห่งแรกของเขากับสมาคมช่างฝีมือแห่งฟลอเรนซ์
เครื่องหมายการค้าของตอร์รินีได้รับการจดทะเบียนในปี 1369 กับสมาคมช่างตีเหล็กและช่างทำเกราะแห่งสาธารณรัฐฟลอเรนซ์
การจดทะเบียนนี้ได้รับการบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งรัฐฟลอเรนซ์ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นรูป “ใบโคลเวอร์ครึ่งซีกที่มีเดือยแหลม” ซึ่งยังคงใช้ประทับตราผลงานของบริษัทจนถึงปัจจุบัน
จาโคปัสเป็นช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำดาบและชุดเกราะ แต่มีจุดเด่นคือมักเพิ่มชิ้นงานหรือการประดับที่สวยงามเข้าไปในผลงาน ซึ่งรวมถึง “ทอง” ด้วย
ลูกค้าของจาโคปัสในเวลานั้นคืออัศวินที่ต้องการเกราะที่แวววาว และชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยที่ต้องการสร้างมาตรฐานสูงให้กับเครื่องประดับของพวกเขา
การปรับตัวให้เข้ากับตลาด ทำให้ตระกูลตอร์รินีกลายเป็นช่างทองและช่างเครื่องประดับที่ประณีต ความสามารถทางศิลปะของทั้งจาโคปัสทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายไปไกลเกินกว่าฟลอเรนซ์
อำลาฟลอเรนซ์
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 จาโคปัสได้ย้ายไปอยู่กับทูราที่เซียนา (Siena) เขาเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในด้านความสามารถในการทำงานกับโลหะทุกชนิด แม้แต่โลหะมีค่า และได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างอ่างล้างบาปของมหาวิหารเซียนา
พวกเขามีร้านอยู่ใจกลางเมือง ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยทักษะและความเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง และถ่ายทอดเคล็ดลับงานศิลปะไปยังลูกหลาน ลูกหลานได้รับงานจ้างขนาดใหญ่และได้เข้าร่วมการประชุมทางวัฒนธรรมมากมาย ร่วมงานกับศิลปินจำนวนมาก สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกอันงดงามที่ยังคงประดับประดาเมืองนี้มาจนถึงปัจจุบัน
นอกเหนือจาการเป็นช่างทองแล้ว พวกเขายังศึกษาเทคนิคการลงยา การแกะสลักหินและไม้ สร้างสรรค์ผลงานไม้และหินอ่อนลงสีที่สวยงาม ไปจนถึงงานประติมากรรมดินเผาและทองสัมฤทธิ์ ซึ่งสามารถชื่นชมได้ในมอนตาลชิโน, ซานอันซาโน และเซียนา หรือแม้แต่ในสถาบันศิลปะดีทรอยต์
เมื่อตระกูลทอร์รินีเติบโตขึ้น ไม่เพียงแต่ผลิตช่างฝีมือเท่านั้น แต่ยังผลิตศิลปินชั้นยอด เช่น โจวันนี ตอร์รินี ด้วย
โจวันนี ตอร์รินี เป็นทายาทตระกูลตอร์รินีที่มีความเชี่ยวชาญในทุกแขนงศิลปะ เขายังได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของศิลปะช่างทองแห่งเซียนาในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16 ด้วย
ราวปี 1600 เกิดสงครามอิตาลีระหว่างสเปนและฝรั่งเศส สาธารณรัฐเซียนาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่มหาอำนาจทั้งสองแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนืออิตาลี ในช่วงเวลานั้น ตระกูลตอร์รินีจึงได้หนีออกจากเซียนาและกลับไปยังบ้านเกิดใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ก่อนจะกลับมายังฟลอเรนซ์อีกครั้งในศตวรรษที่ 18 และ 19
เหล่าลูกไม้ใต้ต้น
กล่าวกันว่าทายาทในยุคนั้นอย่าง ฟรานเชสโก ตอร์รินี มีร้านค้าอยู่บนสะพานปอนเตเวคคิโออันโด่งดังในปี 1703 ผลงานอันโดดเด่นที่สุดของฟรานเชสโกคือเหยือกเงินสลักลวดลายประดับตกแต่งแบบฟลอเรนซ์อย่างประณีต และมีสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับทะเลอย่างสง่างาม
ขณะที่สมาชิกอีกคนหนึ่งของครอบครัวคือ จิโอคอนโด ตอร์รินี มีชื่อเสียงราวปี 1857 จากการออกแบบและสร้างสรรค์โต๊ะอาหาร เครื่องประดับ และอัญมณีอันงดงามด้วยทองคำและโมเสกแบบฟลอเรนซ์ ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างมากจากขุนนางทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากทักษะทางศิลปะที่ไม่ต้องสงสัยแล้ว จิโอคอนโดยังมีความสามารถทางการค้าที่หาได้ยาก โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติของยุโรปและอเมริกาเป็นระยะ ๆ สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ไปทั่วโลก
ผลงานบางชิ้นของจิโอคอนโดสามารถพบได้ในพิพิธภัณฑ์ เช่น เครื่องประดับที่แสดงภาพนกพิราบของพลินีในรูปแบบโมเสกฟลอเรนซ์บนหินแข็งที่เรียกว่า “คอมเมสโซ” ในพิพิธภัณฑ์บริติชในลอนดอน หรือเข็มกลัดสวยงามที่พิพิธภัณฑ์ RISD ในเมืองโพรวิเดนซ์ สหรัฐอเมริกา
ผลงานทั้งหมดยังคงมีสัญลักษณ์ใบโคลเวอร์สี่แฉกครึ่งซีกและเดือยอยู่ข้างชื่อของเขาเสมอ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจาโคปัส บรรพบุรุษของเขา
ขณะที่ทายาทรุ่นถัดมา ในปี 1919 “กุยโด ตอร์รินี” เริ่มต้นอาชีพช่างทองในโรงงานที่จัตุรัสซานตรินิตาในฟลอเรนซ์ จากนั้นจึงเปิดร้านค้าในเมืองเชียนเซียโน แตร์เม ชิอุซี และทาออร์มินา เขาได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในร้านขายเครื่องประดับในจัตุรัสดูโอโมในฟลอเรนซ์
กุยโดสร้างเครื่องประดับเพชรสไตล์อาร์ตเดโค อัญมณี และวัตถุที่ประดับด้วยทองคำ และในฐานะช่างทำนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่ ในปี 1932 เขาได้ผลิตนาฬิกาพกตอร์รินีเรือนแรก
ในปี 1958 ประวัติศาสตร์ตอร์รินีได้ดำเนินต่อไปในรุ่นของ “ฟรังโก ตอร์ริโน” บุตรชายของกุยโด ซึ่งหลังจากสำเร็จการศึกษาด้านการผลิตนาฬิกาในเจนีวา ก็ได้อุทิศตนให้กับศาสตร์แห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยซึมซับศิลปะจากบิดาและจากช่างทองฝีมือดีที่ผลัดเปลี่ยนกันทำงานในโรงงานของครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ฟรังโกเป็นผู้ทำการวิจัยและศึกษาเทคนิคโบราณเกี่ยวกับการย้อมสีทอง จากการวิจัยนี้เอง เขาได้ให้กำเนิดเทคนิค “ทองคำธรรมชาติ” (Native Gold) นั่นคือสีเหลืองทองตามธรรมชาติที่ได้มาจากการบำบัดทองคำด้วยความร้อนและการแช่ในสารละลายธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมี และจดทะเบียนในชื่อ “Oro Nativo” ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของตอร์รินี
มรดก 650 ปี
ปัจจุบัน บริษัทนี้ยังคงบริหารและเป็นเจ้าของโดยครอบครัวตอร์รินีอย่างเต็มรูปแบบ
โดยในปี 2011 “ฟรานเชสกา ตอร์รินี” เปิดสำนักงานใหญ่ใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ในจัตุรัสดูโอโมอีกครั้ง สานต่อประเพณีการผลิตเครื่องประดับทำมือคุณภาพสูงตามสั่ง
ร้านค้าหลักดังกล่าวทำหน้าที่เป็นศูนย์แสดงสินค้าหลักสำหรับเครื่องประดับ นาฬิกา เครื่องเงิน และเครื่องประดับอื่น ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าตอร์รินี
การจัดแสดงคอลเลกชันของพวกเขาในยุคปัจจุบัน ซึ่งเช่นเดียวกับผลงานของบรรพบุรุษ ยังคงสร้างความประทับใจด้วยการผสมผสานระหว่างความทรงจำในอดีตและเทรนด์ร่วมสมัย
เครื่องประดับของตอร์รินีเป็นที่นิยมสวมใส่ไปทั่วโลก ตั้งแต่ จีนา โลลโลบริจิดา นักแสดงชาวอิตาลี ไปจนถึง ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หรือจากเจ้าชาย คาริม อากา ข่าน อดีตอิหม่ามกลุ่มมุสลิมอิสมาอีลี ไปจนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ จอห์น เมเจอร์
ปัจจุบัน โรงงานในฟลอเรนซ์ได้ผสมผสานความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายศตวรรษเข้ากับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ล่าสุดเพื่อความเป็นเลิศในการออกแบบ จากนั้นการออกแบบเหล่านั้นก็ถูกทำให้เป็นจริงโดยทีมช่างทองฝีมือเยี่ยม
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวตอร์รินีจึงยังคงสืบทอดงานฝีมือต่อไป และคาดว่า สัญลักษณ์ใบโคลเวอร์สี่แฉกครึ่งซีกและเดือยจะปรากฏอยู่บนเครื่องประดับทั่วโลกไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
หลังจาก 650 ปี สัญลักษณ์นี้ เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งยืนยันถึงประเพณีอันยาวนานของการผลิตเครื่องประดับของตระกูลตอร์รินี สายเลือดช่างทองของตระกูลตอร์รินีได้ส่งต่อเครื่องหมายการค้าจากพ่อสู่ลูกมานานกว่าหกศตวรรษ
บนหน้าเว็บไซต์ของตอร์รินีระบุว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราดำรงชีวิตในฐานะช่างทองฝีมือดี และเราต้องการที่จะคงสถานะเช่นนั้นต่อไป”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รู้จัก “รื่นรมย์” แบรนด์เครื่องหอมไทยที่ “แม่ของ อีลอน มัสก์” เลือกใช้
“หวังเหล่าจี๋” ชาสมุนไพรกระป๋องแดงในตำนาน สรุปใครแท้ใครปลอมกันแน่?
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “Torrini” ร้านช่างทองเก่าแก่สุดในโลก มรดกที่สืบทอดมากว่า 650 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com