โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เงินลงทุนเอกชน” ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่สามของปี 2568

ส่วนตัวเลชรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2567

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2 หรืออยู่ในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน / การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน / การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.1 และร้อยละ 1.9 ตามลำดับ

มูลค่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐจะขยายตัวร้อยละ 2

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงติดลบร้อยละ0.3 ถึงติดลบร้อยละ 0.7

ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 4 ดีเกินคาด เดิมประมาณการภายในไว้ร้อยละ 1 แต่ข้อมูลจริงมากกว่าเท่าตัว เกิดจากเครื่องชี้วัดหลาย ๆ ตัวขยายตัวดีมาก ตรงนี้ถือเป็นผลงานของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ช่วยกันขับเคลื่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีขยายตัวมากกว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

ด้านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มองว่า จีดีพีไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ดี ทำให้มูลค่าจีดีพีใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่มกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

รองนายกฯ เศรษฐกิจ เอกนิติ ตั้งเป้าหมายสูงกว่าสศช. โดยอยากเห็นจีดีพีปีนี้ขยายตัวเกินกว่าร้อยละ 3 โดยปีนี้ชูได้การลงทุนทั้งการลงทุนเอกชนผ่าน บีโอไอ ทั้งโครงการเก่าแล้วก็โครงการใหม่ คาดว่าจะผลักดันเม็ดเงินลงทุนปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

ทางด้านภาคเอกชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยโมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอด เช่น ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เศรษฐกิจ ร่วมกับภาคเอกชนทุกสัปดาห์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

หอการค้าไทย มองแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่า แม้ในปีนี้จะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ในระยะต่อไป ภาคเอกชนอยากเห็นความสำคัญของประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้เตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้

นอกจากนั้นอยากเห็น การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และอยากเห็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งเอกชนมองว่าประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกมากระหว่างรัฐและเอกชน ที่จะผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

“ในประมาณการเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.มีการปรับตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้การลงทุนภาคเอกชน จะขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.5 ในปี 2568 โดยตัวเลขล่าสุดนั้นปรับเพิ่มจากร้อยละ 0.9 ในการประมาณการครั้งก่อน และตัวเลขในปีนี้ ดีกว่าในปี 2567 ที่ติดลบร้อยละ 1.7”

สศช. มองว่า สามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น ถ้ามีการใน 6 แนวทางคือ

1.การเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ โดยกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน และการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว

2.การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง รวมทั้งพัฒนาแนวทางในการเร่งรัดข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลงทุนเพื่อร่นระยะเวลาในการเริ่มก่อสร้างให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

3.ยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับการลงทุนที่รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (PPA) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการส่งเสริมพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด

4.การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมแรงงาน และการตั้งศูนย์วิจัยหรือทดสอบในประเทศ

5. การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture) และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่การผลิตโลก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตให้ขยายการผลิตภายในประเทศ

6.การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

สศช. มีการประเมินถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 พบว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 5 เรื่อง

1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง

3.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก ด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ ลดลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ /การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ /การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content) /การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 และ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

4.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทั้งการจัดกิจกรรม ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว / การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และ การเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

5.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่ การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน / การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs / การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และ การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...