‘เอกนิติ–ศุภจี’ตัวเลือกเศรษฐกิจโดดเด่น รับมือโลกผันผวน
เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69 นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดขึ้น ณ สวนลุมพินี ใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า หากพิจารณาเฉพาะบทบาทของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ บนเวที จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการปราศรัยที่ไม่ได้เน้นความหวือหวาเชิงอารมณ์ หากแต่มีน้ำหนักทางเนื้อหาและสะท้อนความเข้าใจต่อบริบทเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง
นายวันวิชิต กล่าวว่า ทั้งนายเอกนิติและนางศุภจีพูดไปในทิศทางเดียวกัน คือการชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากระบบเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจที่ต่างหันมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ขณะที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจำเป็นต้องปรับตัว หาทางสร้างพันธมิตรใหม่ และวางตำแหน่งของตนเองให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถยืนอยู่ข้างหลังได้อีกต่อไป
นายวันวิชิต กล่าวว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ของการบริหารเศรษฐกิจในระยะต่อไป และเป็นเหตุผลที่ทำให้การสื่อสารของทั้งสองคนมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ผ่านเวทีเศรษฐกิจโลกมาแล้ว เห็นทั้งวิกฤตและโอกาสจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่การพูดเชิงทฤษฎีหรือคำขวัญทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกพึงพอใจและมองเห็นภาพการทำงานจริงได้ชัดเจน
นายวันวิชิต ยังเห็นว่า ทั้งนายเอกนิติและนางศุภจีถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น ในมิติด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน หรืออย่างน้อยก็สามารถนำเสนอบทบาทของตนเองได้ดีในช่วงการปราศรัย โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าปัจจุบันฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางจากปัญหาหนี้สะสม จึงไม่ควรเดินหน้านโยบายประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
“การไม่ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจระยะสั้น แต่เลือกเสนอเป็นแพ็กเกจความมั่นคง ทั้งด้านชายแดน การเมือง และเศรษฐกิจ โดยมีทีมเทคโนแครตเข้ามาช่วยกำหนดทิศทาง ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าพรรคอนุรักษ์นิยมชุดนี้มีความพร้อมในระดับการบริหารประเทศ ไม่ใช่แค่ขึ้นเวทีหาเสียง แต่พร้อมทำงานจริง” นายวันวิชิต กล่าว.