โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เกาหลี-ญี่ปุ่น” ดิ่งกว่า 7% ผวาวิกฤติพลังงาน หลังน้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 03.37 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ (9 มีนาคม 2569) เปิดฉากอย่างผันผวนและเผชิญแรงขายรุนแรงทั่วทั้งภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงหนัก ท่ามกลางความวิตกต่อวิกฤติราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงกดดันมากที่สุดในภูมิภาค โดยดัชนี Kospi ร่วงลงมากกว่า 8% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นแกนหลักของตลาด ส่งผลให้หุ้น Samsung Electronics ปรับตัวลดลง 8.4% และหุ้น SK Hynix ร่วงลง 9.2%

ความผันผวนดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องประกาศใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” หยุดการซื้อขายเป็นเวลา 20 นาที ตั้งแต่เวลา 10.31 น. นับเป็นการใช้มาตรการดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 วันทำการ หลังจากดัชนีหุ้นเกาหลีใต้เคยร่วงลงอย่างหนักถึง 12% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงขายอย่างหนักไม่แพ้กัน โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 4,163.35 จุด หรือ 7.49% มาอยู่ที่ระดับ 51,457.49 จุด และหลุดระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน ส่วนดัชนี Topix ปรับตัวลดลง 5.27%

แรงขายในตลาดญี่ปุ่นกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้น SoftBank Group ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ขณะที่ Advantest และ Lasertec ร่วงลงกว่า 10% และ 9% ตามลำดับ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคต่างปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกัน โดยดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 3.68% ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงอ่อนตัวลง 3% และดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลดลง 2%

แรงกดดันจากวิกฤติพลังงานยังลุกลามไปยังตลาดทุนสหรัฐ โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงถ้วนหน้า สัญญาฟิวเจอร์สดัชนี Dow Jones ร่วงลงกว่า 800 จุด หรือประมาณ 1.75% ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 และ Nasdaq-100 ลดลง 1.59% และ 1.60% ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในรอบนี้ มาจากความกังวลต่อภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันโลก หลังมีรายงานว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้แก่ คูเวต อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ปรับลดกำลังการผลิตลง ภายหลังการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 16.1% มาอยู่ที่ระดับ 107.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 17.7% แตะระดับ 107.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...