โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘The Day of the Jackal’ ซีรีส์นักฆ่าที่ว่าด้วยอำนาจของเงินตรา และความชอบธรรมในการโกหก

The MATTER

อัพเดต 07 ก.พ. 2568 เวลา 13.04 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 11.00 น. • Entertainment

ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด อาจจะเพราะการปรากฏตัวของ เอดดี เรดเมน (Eddie Redmayne) บนหน้าโปสเตอร์ของซีรีส์ ทำให้ผมตัดสินใจกดเข้าไปดู The Day of the Jackal (2024) ก่อนจะพบว่าได้นำพาความซวยมาให้กับตัวเองเสียแล้วหลังดูจบไปเพียงหนึ่ง เพราะความซวยที่ว่าก็คืออาการติดซีรีส์นั่นเอง

อาจจะฟังดูเวอร์เกินไปหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่ผมได้รับตลอดการนั่งดูนอนดู The Day of the Jackal จนครบสิบตอน และหากพ้นไปจากความสนุกชวนติดหนึบจนไม่มีอันไปทำอะไรแล้วล่ะก็ ตัวซีรีส์ยังทิ้งประเด็นเช่นการตกเป็นทาสเงินตรา ศีลธรรมในการฆ่า และความชอบธรรมของการโกหกไว้ให้คิดต่อ

The Day of the Jackal เล่าถึงปฏิบัติการของนักฆ่าผู้ใช้ชื่อรหัสว่า ‘แจ็กคอล (Jackal)’ เขาคือสไนเปอร์มือฉกาจชนิดหาตัวจับยาก ทั้งยังเชี่ยวชาญศิลปะการปลอมตัวในระดับพอๆ กันกับทักษะความแม่นปืนอีกด้วย แจ็กคอลคือมือสังหารฉายเดี่ยวที่ไม่เคยทำงานพลาดและไม่เคยทิ้งร่องรอยให้ใครตามหาเจอ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการจับจ้องไปยัง ‘เบียงก้า พูลแมน' ที่รับบทโดย ลาชานา ลินช์ (Lashana Lynch) เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนแห่ง MI6 ของสหราชอาณาจักร ผู้และรับภารกิจตามล่าตัวแจ็กคอล

สำหรับผมซีรีส์คือประตูบานแรกที่พาไปรู้จักนักฆ่ามาดนิ่งนามแจ็กคอล แต่ถ้าว่ากันตามจริง The Day of the Jackal ก็ไม่ใช่เรื่องราวใหม่อะไร ซีรีส์ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของ เฟรเดอริก ฟอร์ไซธ์ (Frederick Forsyth) และเคยถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วในชื่อเดียวกันเมื่อปี 1973 กำกับโดย เฟร็ด ซินเนมันน์ (Fred Zinnemann) นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด ฟ็อกซ์ (Edward Fox) และอีกครั้งหนึ่งในปี 1997 ในชื่อ The Jackal กำกับโดย ไมเคิล คาตัน-โจนส์ (Michael Caton-Jones) นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) ดังนั้น หากจะทำให้ง่าย ตัวซีรีส์ที่ทำขึ้นใหม่นี้ก็มีแม่แบบให้เจริญรอยตามอยู่แล้ว

ทว่าผู้สร้าง โรแนน เบ็นเน็ตต์ (Ronan Bennett) ก็ไม่ต้องการจะชุบชีวิต The Day of the Jackal ด้วยการเล่นท่าง่าย ความน่าสนใจแรกของซีรีส์คือการดำเนินเรื่องด้วยการติดตามปฏิบัติการของนักฆ่าและการตามล่านักฆ่าของเจ้าหน้าที่ในลักษณะแมวจับหนูจากหลายเส้นเรื่อง

โดยเส้นเรื่องหลักคือการสลับไปมาเป็นเส้นขนานระหว่างแจ็กคอลและเบียงก้า แทรกด้วยเส้นเรื่องรองที่ฉายภาพครอบครัวของทั้งสองฝั่งนั่นคือ ภรรยาของแจ็กคอลที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าเธอได้แต่งงานและมีลูกกับนักฆ่า และฝั่งสามีและลูกสาวของเบียงก้าที่ต้องพยายามปรับตัวกับการทำงานอย่างไม่เคยลดละของคนเป็นแม่ การต้องรับมือกับชีวิตนอกงานทำงานของทั้งแจ็กคอลและเบียงก้านี่เองที่ตัวซีรีส์สามารถต่อขยายออกมาได้อย่างชาญฉลาด และทำให้ตัวมันเองแตกต่างจากหนังสือและภาพยนตร์ที่เคยมีมาก่อน

คงไม่ต้องพูดให้มากความว่าความเป็นแจ็กคอลนั้นเข้าข่ายหนังแนวแอ็กชั่นสายลับเต็มประตู ยิ่งตัวละครหลักมีพื้นเพและทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักรด้วยแล้ว ก็ไม่พ้นที่ตัวซีรีส์จะมีกลิ่นอายของความเท่แบบผู้ดีอังกฤษที่เรามักสัมผัสได้จากแฟรนไชส์อย่าง James Bond ตลอดเรื่องเราจึงเห็นและรู้สึกถึงความเท่ได้ชัดเจนจากบุคลิกและความช่างเลือกของแจ็กคอล ทั้งความสุขุม ความทะมัดทะแมง การแต่งตัวด้วยสูทที่เห็นถึงความเนี้ยบ ตั้งแต่การตัดเย็บเนื้อผ้า ไปจนข้าวของเครื่องใช้ที่คัดสรรมาอย่างดีที่จัดวางอย่างเป็นระบบ และขาดไปไม่ได้คือนาฬิกาสไตล์เดรสวอชของ Omega หลายเรือน พร้อมบรรดารถหรูนับไม่ถ้วน

ในความเท่ที่คล้ายกันนั้น The Day of the Jackal ก็ต่างออกไปจากหนังหรือซีรีส์สายลับนักฆ่าด้วยบรรยากาศเรียบนิ่ง ฉากแอ็กชั่นที่วางไว้อย่างเหมาะเจาะพอดี และบางทีอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำหากเทียบกับหนังหรือซีรีส์ประเภทเดียวกัน แต่มันกลับเข้ากันได้พอดีกับตัวตนของแจ็กคอล นักฆ่าผู้วางแผนบนความเพอร์เฟ็กต์ ดำเนินการตามแผนด้วยความใจเย็น ทั้งยังมองการฆ่าด้วยแว่นตาของศิลปิน การฆ่าของเขาคือการทำงานศิลปะ ซึ่งคนดูจะได้เป็นประจักษ์พยานผ่านวิธีสังหารที่นับว่าสร้างสรรค์ และทึ่งกับการประยุกต์ใช้วิทยาการสมัยใหม่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการปลิดชีพเป้าหมาย หากเทียบกับหนังหรือซีรีส์สไนเปอร์ไม่ว่าจะ Shooter (2007) หรือ American Sniper (2014) วิธีฆ่าของแจ็กคอลก็นับว่าร่วมสมัยและมอบความแปลกใหม่ให้ได้ไม่น้อยทีเดียว

เป็นที่รู้กันว่าหนังแนวแอ็กชั่นสายลับจะยึดโยงกับประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ การมีลับลมคมในระหว่างประเทศ และ The Day of the Jackal ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องในเรื่องนั้น ทว่าตัวเรื่องก็ดูจะเน้นหนักไปที่การตั้งคำถามให้คนดูสงสัยถึงสาเหตุที่ผลักให้แจ็กคอลผันตัวมาเป็นมือสังหาร ด้วยเราต่างรู้กันดีว่าไม่มีใครเป็นนักฆ่ามาตั้งแต่เกิด ต้องมีอะไรบางอย่างหรือบางเหตุการณ์ที่เปลี่ยนให้แจ็กคอลยอมจำนนต่อเม็ดเงินอันมหาศาลและสังหารบุคคลสำคัญระดับโลกด้วยท่าทีเรียบนิ่งไม่ยี่หระใดๆ กระทั่งตัวคนดูเองก็ตกเป็นทาสของภารกิจอันแสนระทึกและท้าทายนั้น คอยลุ้นว่าแจ็กคอลจะวางแผนอย่างไร จะหนีรอดได้ไหม โดยรู้ทั้งรู้ว่าเรากำลังเชียร์ให้ฆาตกรลอยนวล

ฉากหนึ่งที่ผมประทับมากและทำให้เห็นว่าการฆ่าและเงินตรานั้นฝังลึกลงไปในเนื้อตัวของแจ็กคอลแค่ไหน คือเหตุการณ์หลังจากที่ ‘นูรีอา’ รับบทโดย เออร์ซูลา คอร์เบโร (Úrsula Corberó) ภรรยาของแจ็กคอลรู้ว่าสามีของเธอคือนักฆ่า มันคือซีนอารมณ์ที่คนเป็นเมียต้องการคาดคั้นให้ผัวย้ำเตือนกับตัวของเขาเองว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือการฆ่าเพื่อเงิน

อีกข้อสังเกตที่น่าพูดถึงที่สุดของ The Day of the Jackal เห็นจะเป็นความยอดเยี่ยมในการสะท้อนถึงคำหลอกลวงในฐานะเครื่องมือหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย แจ็กคอลใช้คำลวงเป็นส่วนสำคัญทั้งในแผนการสังหารและแผนการหลบหนี รวมถึงสร้างโลกอีกใบสำหรับครอบครัวขึ้นมา สิ่งเทียมบนในหน้าและการปลอมแปลงก็เป็นหนึ่งในการหลวงหลอกนั้นเช่นกัน

ทว่าก็ไม่ใช่แค่แจ็กคอลที่หลอกเก่ง เบียงก้าคืออีกคนหนึ่งที่โกหกได้อย่างร้ายกาจและเป็นธรรมชาติ เธอล่อลวงสายข่าวให้คายแหล่งกบดานของนักประดิษฐ์ปืน ด้วยการแสร้งว่าจะช่วยเหลือ เบียงก้ายอมโกหกนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ในแง่นี้ คำลวงจึงคือกระสุนที่กราดยิงแบบไม่บันยะบันยัง เพื่อหวังผลไปสู่กระสุนนัดสุดท้ายที่จะใช้ลั่นไกสังหารเป้าหมายและจบภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา ในอีกความหมายหนึ่ง คำโกหกที่นำไปสู่การตายของใครสักคนนั้นจึงเป็นตราบาปที่ทั้งแจ็กคอลและเบียงก้าต้องแบกรับไว้ตลอดทั้งเรื่อง

การนำแจ็กคอลกลับมาในปี 2024 และได้กระแสตอบรับดีไม่น้อย ส่วนหนึ่งต้องยกให้การแสดงของเอดดี เรดเมน หากใครเคยดูการแปลงเป็นหญิงข้ามเพศ The Danish Girl (2015) จะพบว่าเอดดีคือนักแสดงที่ลืนไหลในหลายบทบาท และนั่นก็ต่อยอดมาถึง The Day of the Jackal ที่เขาต้องสวมหน้ากากเพื่อปลอมตัวในหลากบุคลิก ตั้งแต่หนุ่มเยอรมันขากะเผลก ไปจนคนทำความสะอาดแก่หง่อม และหากพูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ทีมเมกอัพและช่างคอสตูมของซีรีส์ ที่ทำให้การปลอมตัวนั้นดูสมจริง เสื้อผ้าเครื่องแต่กายดูสมกับตัวตนของแจ็กคอล

สำหรับผม องค์ประกอบสุดท้ายที่ The Day of the Jackal ทำได้ตราตรึงใจและโสตประสาท คือเหล่าเพลงรวมถึงเหล่าดนตรีแบ็กกราวด์ที่เข้ากันได้ดีเสียเหลือเกินกับตัวซีรีส์ เช่น เพลง This Is Who I Am โดย Celeste ที่ทรงพลังในระดับเดียวกับแม่ Adele มาร้องเพลงเปิดให้หนัง James Bond หรือการเปิดฉากด้วยเพลง Everything In Its Right Place ของ Radiohead ในขณะที่แจ็กคอลกำลังปลอมตัว สะท้อนได้ดีถึงความเป็นตัวละครแจ็กคอลที่เตรียมแผนการด้วยความพิถีพิถัน แยบยล การสังหารจะต้องบรรลุผลเพราะทุกอย่างอยู่ในที่ทางที่มันควรจะเป็นแล้ว

สุดท้ายแล้วความเท่ของซีรีส์และตัวละครแจ็กคอล ในแง่หนึ่งอาจจะกลายเป็นความน่ากังวลและอันตรายเสียเอง เมื่อตัวเรื่องได้วางกรอบให้นักฆ่ามาคู่กับลุคเจ๋งๆ คูลๆ ทั้งยังเก่งกาจจนน่าชื่นชม การนั่งดู The Day of the Jackal จึงเป็นเหมือนการทดลองชั่งน้ำหนักทางศีลธรรม เป็นการเชียร์และปฏิเสธการฆ่าของแจ็กคอลในเวลาเดียวกัน ในเรื่องแต่งเราอาจลุ้นให้ฆาตกรรอด แต่ในโลกความเป็นจริงเราต่างหวังให้คนทำผิดได้รับโทษ

แม้ไม่รู้ว่าชะตากรรมของนักฆ่ามาดเท่คนนี้จะไปจบลงตรงไหน The Day of the Jackal ก็อาจสะท้อนความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ตำตาว่า หลายครั้งคนผิดไม่ได้รับโทษให้สมกับสิ่งที่ทำเอาไว้ ซ้ำบางรายยังคงเชิดหน้าชูตา
Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...