พีระพันธุ์เสี่ยงหลุดรัฐมนตรี หลังพบถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัท
The Structure
อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 19.28 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 13.00 น. • The Structureสืบเนื่องจากกรณีที่สนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เพื่อขอให้ตรวจสอบพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี, รมว.พลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา
โดยประเด็นหนึ่งที่สนธิญายื่นฟ้อง คือกรณีที่พีระพันธุ์อาจจะยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัทเอกชน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ (รธน.) พ.ศ. 2560 มาตรา 187 ซึ่งระบุว่า
“รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด”
อีกทั้งยังมีการเอกสาร“แบบแสดงข้อมูล” ของพีระพันธุ์ ซึ่งมีการทำเครื่องหมายยืนยันว่า “ไม่มีหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทใด” (ข้อ 1) และทำเครื่องหมายยืนยันว่าตนเอง, คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีการถือหุ้นในบริษัทจำกัดอยู่ (ข้อ 2.2) แม้สัดส่วนหุ้นจะไม่เกิน 5% ก็ตาม
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าพีระพันธุ์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังนี้มากกว่า 5%1 บริษัท รพีโสภาค จำกัด2 บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด3 บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด4 บริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดซึ่งจากฐานข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจ (DBD Data Warehouse) ณ วันที่ 28 เม.ย. 2568 ระบุว่า บริษัท รพีโสภาค จำกัด มีกรรมการบริษัท 2 ท่านคือ พีระพันธุ์ และโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค มารดาของพีระพันธุ์
ในขณะที่พลโทเจียรนัย วงศ์สอาดคนสนิทของพีระพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของ รมว. พลังงานและกรรมการการไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างขุดเหมืองถ่านหินแม่เมาะอาจจะมีปัญหา ตามข้อร้องเรียนของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
พบชื่อเป็นกรรมการบริษัท บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด และบริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดใน DBD Datawarehouse ในขณะที่ สยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการ รทสช. และผู้ติดตามคนสนิทของพีระพันธุ์ ถือหุ้นในบริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัดด้วย
จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพีระพันธุ์นั้น ขัดต่อ รธน. มาตรา 187 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ยังมีความเกี่ยวพันไปถึง รธน. มาตรา 160 (5) ที่ระบุว่ารัฐมนตรีต้อง “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”ซึ่งนี่อาจจะทำให้พีระพันธุ์ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี”ได้
อีกทั้งตาม พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 5 ระบุให้รัฐมนตรีที่มีหุ้น หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งต่อ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน และโอนหุ้นออกภายใน 90 วันนับจากวันที่แจ้ง ป.ป.ช. ในขณะที่พีระพันธุ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วเกือบ 1 ปี 8 เดือน
นอกจากนี้ การที่พีระพันธุ์กรอกข้อมูลว่าตนเอง “ไม่มีหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทใด” ในข้อ 1 แต่กรอกว่าตนเองมีการถือหุ้นในบริษัทจำกัดอยู่ไม่เกิน 5% ในข้อ 2 นั้นเป็นการกรอกข้อมูลที่ดูขัดแย้งกันและการถือหุ้นในบริษัททั้ง 4 ของพีระพันธุ์ก็อาจจะเข้าข่ายกรอกข้อมูลเท็จต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีปกปิดข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญ ที่อาจทำให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนได้
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามด้วยว่าเหตุใดสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จึงไม่ดำเนินการตรวจสอบการถือหุ้นของพีระพันธุ์ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐบาล
และในเวลานี้ พีระพันธุ์ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดหรือให้สัมภาษณ์ใดๆในประเด็นนี้อย่างชัดเจน แต่เคยกล่าวเอาไว้หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ตนเองได้ยินข่าวลือมานานแล้ว และไม่ใช่เรื่องที่ตนเองต้องกังวลสนใจ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตนเองที่จะต้องรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีไว้