พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : จากวิกฤตสู่การลองคิดใหม่เรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของเด็ก
ข่าวการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการทัศนศึกษาของคณะนักเรียนและครูจากอุทัยธานีนำมาสู่ความโศกเศร้าของสังคมอย่างรุนแรง
แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ทั้งสังคมได้ตระหนักถึงเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเฉพาะความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนในการทัศนศึกษา
แม้ว่าบางคนถึงกับเสนอให้ยกเลิกการทัศนศึกษาไปเลย หรือยกเลิกการทัศนศึกษาในหมู่เด็กนักเรียนระดับเล็กๆ แต่ความคิดเห็นนั้นก็ไม่ได้รับการขานรับในท้ายที่สุด
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่พบแล้วอย่างชัดเจนก็คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานรถโดยสาร
และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการชดเชยความเสียหายต่อครอบครัวของผู้ประสบเหตุ
แต่ยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ทำให้เราคิดต่อได้จากความสูญเสียเหล่านั้น
ประเด็นแรกคือ เรื่องของความปลอดภัยในการเดินทางทัศนศึกษาของนักเรียน ซึ่งทำให้เริ่มมีการพูดถึงกันอย่างมาก
ตั้งแต่มาตรฐานของรถโดยสาร ซึ่งอาจจะต้องมีการตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
รวมกระทั่งตอนนี้เริ่มมีข้อถกเถียงอีกครั้งว่าตกลงการใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) นั้นปลอดภัยจริงไหม และพาไปสู่เรื่องของการตรวจสอบการทำงานทั้งของบริษัทรถทัวร์ วิศวกรผู้ตรวจสอบ และตัวสำนักงานขนส่งเองว่าการติดตั้งถังก๊าซเกินจำนวนที่แจ้ง
แต่เรื่องที่ต้องตระหนักถึงให้ดีก็คือ ต้นทุนที่อาจจะเกิดมาจากการเพิ่มมาตรฐานเหล่านี้ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นที่ใครต้องแบกรับ และจะสะท้อนไปสู่ความปลอดภัยได้จริงไหม ไม่ใช่เป็นลักษณะมัดมือชกให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉยๆ และสุดท้ายการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ก็เกิดข้อสงสัยกันอีกครั้ง เหมือนกรณีรถตู้ประจำทางในอดีตที่เคยยกเลิกไปยุคหนึ่ง มีการใช้รถแบบอื่นแทน แต่เหมือนจะกลับมาในบางที่ในท้ายที่สุด และในช่วงที่ยกเลิกไปก็ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องยุติกิจการไป เพราะเข้าสู่ระบบใหม่ไม่ไหว
คำถามในเรื่องมาตรฐานของรถโดยสารจึงจะต้องอยู่ควบคู่กับการตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐจะเข้ามากำกับดูแล ใครจะกำกับดูแลรัฐ หรือใครจะกำกับดูแลคู่ขนานไปกับรัฐ เพื่อให้สาธารณะและสังคมได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
เรื่องต่อมาก็คือมาตรการอื่นๆ ของโรงเรียนในเรื่องของการทัศนศึกษา อาทิ การที่จะต้องวางแผนเรื่องการเดินทางอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องของการใช้บริษัทขนส่งที่ได้รับความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน และการมีแผนเดินทางฉุกเฉิน และอาจจะต้องประกาศแผนนี้ให้กับฝ่ายบริหารและผู้ปกครองตั้งแต่ต้น
ในเมืองไทยยังมีอีกประเด็นที่มีการทำมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครทำข้อมูลออกมาให้ชัดก็คือ เรื่องของการติดต่อให้มีรถตำรวจทางหลวงนำขบวน ซึ่งอาจจะต้องมีเงื่อนไขหลายประการที่การเดินทางด้วยขบวนรถอาจไม่ถึงเกณฑ์อาจจะเข้าระบบนี้ไม่ได้ (ในเว็บไซต์ของกองบังคับการตำรวจทางหลวงมีระบุว่า ต้องมีรถโดยสารไม่ประจำทางแปดคันขึ้นไป/ดูที่ https://hwpd.go.th/archives/1438)
ส่วนเรื่องอื่นๆ คือ การอบรมให้ครูผู้ดูแลการทัศนศึกษาได้มีความรู้ในการแก้ปัญหาเหตุฉุกเฉิน และอาจจะมีความรู้ในระดับของการที่จะดูแลเด็กในช่วงการเดินทาง รวมทั้งการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในช่วงก่อนออกเดินทาง เช่น การเปิดประตูฉุกเฉิน
หรือแม้กระทั่งบริษัทรถประจำทางโดยทั้งไปอาจจะต้องมีพนักงานเดินทางไปด้วย ไม่ใช่มีแต่คนขับในกรณีของการทัศนศึกษาของนักเรียน
นอกจากนี้ การต้องมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย อาทิ ถังดับเพลิง และที่ทุบกระจกให้ครบถ้วนก็มีความจำเป็น และยิ่งไปกว่านั้น การมีอุปกรณ์ดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเพียงพอก็อาจเป็นเรื่องที่จำต้องพิจารณา แต่ทั้งนี้ ตามที่ได้ย้ำไปแล้วว่าจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับความเป็นจริงและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย
การอบรมบุคลากรของโรงเรียนในส่วนนี้อาจจะต้องจัดเป็นรอบ โดยความร่วมมือของโรงเรียนในเครือข่าย และจากหน่วยงานที่กำกับดูแลโรงเรียน เช่น สำนักงานพื้นที่การศึกษาโดยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ในส่วนของนักเรียนเองก็อาจจะต้องมีการเตรียมการอบรม หรือให้ความรู้กับเหล่านักเรียนที่จะเดินทาง ซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานและความเหมาะสมว่าอายุของนักเรียน หรือระดับการศึกษาของนักเรียนในชั้นใด ควรจะไปทัศนศึกษาได้ไกลแค่ไหน
สำหรับในส่วนอื่นของมาตรการของการทัศนศึกษาก็จะไม่ใช่ในส่วนของการเดินทาง เช่น การตรวจสอบและมีข้อมูลสุขภาพที่อัพเดตของนักเรียนแต่ละคน การอบรมนักเรียนให้มีความรู้และความระมัดระวังในการเดินทาง การเดินทางเป็นกลุ่มของนักเรียนด้วยกัน ไม่แยกจากกลุ่มไปคนเดียว
และการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ปกครองอย่างเข้าอกเข้าใจ และอัพเดตการเดินทางเป็นระยะๆ และไม่ให้การทัศนศึกษาเป็นการกดดันนักเรียนและผู้ปกครองว่า หากไม่ร่วมกิจกรรมส่วนนี้แล้วจะมีผลต่อคะแนนในชั้นเรียน เพราะผู้ปกครองอาจตัดสินใจไม่ส่งลูกไปทัศนศึกษาได้
เรื่องราวที่ได้นำเสนอมานั้น ผมได้รวบรวมจากเว็บไซต์ของแต่ละประเทศนะครับ ไม่ได้คิดเองทั้งหมด แต่ส่วนที่เน้นก็คือต้องระมัดระวังไม่ให้การเพิ่มมาตรฐานนำไปสู่ข้ออ้างของการเพิ่มค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และทำให้ผู้ปกครอง โรงเรียน และนักเรียนเดือดร้อน โดยไม่ได้สัดส่วน
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนนี้อาจจะทำให้เราคิดต่อได้สองเรื่อง
หนึ่งคือ การยกระดับใหัการเดินทางนั้นปลอดภัยสำหรับทุกคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำอยู่แล้ว แต่ในกรณีของนักเรียนนั้น ผมคิดว่าสังคมส่วนมากนั้นได้สร้างเงื่อนไขและมาตรฐานไว้สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป
และยังรวมไปถึงเรื่องของรถรับส่งนักเรียนในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ เช่น การมีกล้องวงจรปิดในรถที่จะคอยตรวจสอบว่ามีเด็กติดอยู่ในรถเหมือนที่เป็นข่าวกันบ่อยๆ
ประเด็นจึงเป็นเรื่องของทั้งมาตรฐานทั่วไป และมาตรฐานของนักเรียนนั่นแหละครับ จะยกระดับกันอย่างไร อันไหนก่อนอันไหนหลัง หรือทำไปพร้อมๆ กัน และจะทำได้จริงไหม ใครจะเป็นคนตรวจสอบ กำกับดูแลและร่วมมือกัน
สองคือ เราควรบูรณาการเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน หรือเด็กและเยาวชนในฐานะส่วนหนึ่งของการจัดพื้นที่โรงเรียน ชุมชน และเมืองให้ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน เพราะพวกเขามีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการปกป้องดูแลเป็นพิเศษจากสังคม
โดยเฉพาะในส่วนของการจัดพื้นที่เมืองให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในเรื่องของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินและเคลื่อนที่ในโรงเรียนเอง การเดินและเคลื่อนที่ในชุมชนละแวกโรงเรียน และการเดินและเคลื่อนที่ในเมือง
เรื่องเหล่านี้อาจต้องออกแบบการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับพลเมืองทั่วไปที่จะสามารถร่วมดูแลความปลอดภัยของตัวเขาและเด็กและเยาวชน
ตัวอย่างเช่น เรื่องของการเข้าใจป้ายสัญญาณจราจร สัญญาณไฟจราจร และกฎจราจรขั้นพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงทั้งสิทธิของคนเดินเท้า และความปลอดภัยพื้นฐานในการสัญจร ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่อายุถึงเกณฑ์การไปสอบใบขับขี่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีพื้นฐานควรรู้
นอกจากนั้นก็คือ ระบบการติดตามตรวจสอบและสอดส่องความปลอดภัยบนท้องถนน ป้ายสัญญาณที่ระบุเขตโรงเรียน เขตชุมชน การปรับความปลอดภัยตามแยกต่างๆ สัญญาณจราจรต่างๆ รวมทั้งระบบกล้องวงจรปิดที่จะตรวจสอบความปลอดภัยในการสัญจรของเด็กอย่างจริงจัง
รวมไปถึงทางเท้าที่ปลอดภัย การกำกับดูแลให้เด็กที่อายุน้อยต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองไม่ให้ใช้ถนนตามลำพัง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียนนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องของรถนักเรียนและการทัศนศึกษาเท่านั้น แต่สามารถคิดต่อเป็นนโยบาย และโครงการในระดับพื้นที่ได้ด้วย
และทำให้เมืองนั้นน่าอยู่และเดินได้ รวมทั้งปลอดภัยสำหรับทุกคนมากขึ้นได้ด้วยครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : จากวิกฤตสู่การลองคิดใหม่เรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของเด็ก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th