โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“บาทแข็ง” เร็ว-แรง เขย่าส่งออก ธปท.ลั่นไม่รีบลดดอกเบี้ยตามเฟด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 15.06 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2567 เวลา 00.22 น.

ผู้ว่า ธปท.ยอมรับเงินบาทผันผวนแข็งค่าเร็ว พร้อมจับตา Hot Money ลั่นไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยตามเฟด นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง กนง.ไม่รีบลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. รอดูตัวเลขเศรษฐกิจ กรุงศรีฯเผยแค่ 3 เดือน เงินบาทแข็งค่าพุ่ง 10% สะเทือนส่งออก เอฟเฟ็กต์ถึงนักท่องเที่ยว สภาผู้ส่งออกหวั่น กระทบกำไร-สภาพคล่อง

ธปท.รับ บาทแข็งค่า-ผันผวน

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ถือว่าไม่น้อย แต่ตลาดได้รับรู้ และเกิดผลไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น และกระทบตลาดเงินผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) บ้าง ส่วนผลกระทบในแง่เศรษฐกิจไม่ได้มาก เพราะเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่พึ่งพาระบบธนาคาร

อย่างไรก็ดี เงินบาทแข็งค่าและผันผวนเร็วในช่วงหลัง โดยนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแข็งค่าแล้ว 3.1% ซึ่งเดิมแข็งค่าใกล้เคียงกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันใกล้เคียงเกาหลี นอกจากปัจจัยดอลลาร์อ่อนค่าแล้ว ไทยยังมีผลจากปัจจัยของราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากสกุลเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำมากกว่าประเทศอื่น และเคลื่อนไหวสูงกว่าภูมิภาคทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ หากดูผลกระทบเงินบาทต่อภาคการส่งออก จะเห็นว่าในเชิงปริมาณของการส่งออกไม่ได้ปรับลดลง แต่ยอมรับว่าจะกระทบต่อส่วนต่างกำไร (มาร์จิ้น) บ้าง

“เราไม่อยากเห็นค่าเงินบาทผันผวนเร็วและเยอะ แต่ช่วงหลังผันผวนเพิ่มขึ้น โดยสิ่งที่เราทำ คือ 1.ดูที่มาของการแข็งค่ามาจากปัจจัยอะไร ซึ่งมาจากดอลลาร์อ่อนค่า จากเฟดลดดอกเบี้ย เป็นการปรับไปตามกลไกตลาด แต่สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือ การแข็งค่าที่ไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเก็งกำไรค่าเงิน หรือ Hot Money ซึ่งดูตอนนี้ยังไม่เห็น เพราะกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ปีนี้นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันไหลออกราว 2.2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นและการเมืองที่ดีขึ้น เมื่อเทียบปีก่อนไหลออก 9.9 พันล้านดอลลาร์”

ลั่นไม่ต้องลดดอกเบี้ยตามเฟด

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินมองว่า แม้ว่าเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ไม่ใช่เฟดลดแล้ว ไทยต้องลดตาม เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่น ฮ่องกง ทำให้เฟดลดดอกเบี้ยและต้องลดตาม อย่างไรก็ดี เฟดลดดอกเบี้ยมีความสบายใจมากขึ้นว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีแนวโน้ม Soft Landing มากขึ้น ซึ่งเป็นการซื้อประกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะไม่ได้ Hard Landing

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินนโยบายการเงินของไทย ยังคงยึดกรอบ 3 ด้าน คือ 1.แนวโน้มเศรษฐกิจเข้าสู่ศักยภาพ 2.เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งหากดูปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ระดับศักยภาพ โดยพิจารณาจากข้อมูลมองไปข้างหน้า (Outlook Dependent) มากกว่าข้อมูลปัจจุบันหรือตัวเลขจีดีพีซึ่งจะไม่ทันการณ์ เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะกลับเข้ากรอบ แม้ว่าจะช้ากว่าคาดการณ์ ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่ได้มีการเปลี่ยนไปไปจากเดิมและเป็นไปตามอย่างที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ธปท.กังวล จะเป็นเรื่องของเสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่าความเสี่ยงทางด้านเครดิต (Credit Risk) สูงขึ้น ทำให้การปล่อยสินเชื่อเข้มข้นขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ ธปท.ติดตามใกล้ชิด

“เราไม่ได้ยึดติดว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่เท่านี้ เราพร้อมเปลี่ยนแปลงหาก Outlook เปลี่ยน และตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องมีการประชุมนัดพิเศษ”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยจะต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน และจะกระตุ้นหนี้ใหม่เยอะแค่ไหน โดยปัจจุบันจะเห็นว่าครัวเรือนมีปัญหาหนี้ไม่น้อย แต่หนี้ก็มีทั้งอัตราดอกเบี้ยลอยตัว และดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ดังนั้นไม่ใช่ลดดอกเบี้ยปุ๊บ ภาระหนี้จะลดลงทันที

เฟดลดดอกเบี้ย สะเทือน “ค่าบาท”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบต่อประเทศไทย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยครั้งแรก 0.50% ในรอบ 4 ปี และมีแนวโน้มลดต่อเนื่องนั้น คงเป็นในแง่ “อัตราแลกเปลี่ยน” เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยของไทยจะมีช่องว่างน้อยลง จึงอาจกดดันค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นในระยะสั้นได้ และจะเป็นแรงกดดันไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า หากกระทบการส่งออกจะมีการดูแลอะไรหรือไม่

“แรงกดดันก็จะไปที่แบงก์ชาติ ว่าอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแออยู่แล้ว หากบาทแข็งแล้วไปกระทบความสามารถในการส่งออก แล้วแบงก์ชาติต้องทำอะไรมั้ย”

อ่านใจ กนง.ลดดอกเบี้ย ธ.ค.

อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์คาดว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบเดือน ต.ค.นี้ จะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ย เพราะที่ผ่านมา ธปท.มีการส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า จะดูข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยหลังประชุมอาจมีถ้อยแถลงที่ระบุถึงความเสี่ยงขาลงที่มากขึ้น รวมถึงการที่รัฐบาลมีมาตรการแจกเงิน 10,000 บาทออกมา ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ ธปท.อาจจะ Wait & See เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน

“แบงก์ชาติคงไม่ลดดอกเบี้ยทันที โดยคาดว่าอาจจะลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือไม่ก็ต้นปีหน้าเลย”

กนง.รอดู 3 ปัจจัยสำคัญ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยแรงในรอบแรกที่ระดับ 0.50% แทนที่จะเป็นระดับปกติที่ 0.25%

ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่า เฟดพร้อมดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย และเชื่อว่าเฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% แต่อาจปรับลดมากกว่านี้ หากตัวเลขอัตราว่างงานสูงขึ้น หรืออัตราเงินเฟ้อลดลงเร็วกว่าคาด

ส่วนทิศทางดอกเบี้ยของไทยนั้น ดร.อมรเทพกล่าวว่า เชื่อว่า กนง.ยังไม่น่าลดอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ต.ค. รอปัจจัยชี้นำในเดือน พ.ย. 3 ด้าน คือ 1.รอทิศทางการฟื้นของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซึ่งน่าจะชะลอกว่าที่แบงก์ชาติคาดจากปัญหาน้ำท่วมกระทบกำลังซื้อของครัวเรือนและภาคเกษตร 2.ติดตามผลการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่จะลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป และตลาดไม่น่าแตกตื่น

และ 3.รอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งหากกรณีผู้นำใหม่ที่มีนโยบายกีดกันทางการค้าได้ชัยชนะ ก็อาจมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ

“อย่างไรก็ดี เชื่อว่า กนง.น่าลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หลังมีความชัดเจนในตลาดเงิน ตลาดทุน และมาตรการแจกเงิน น่าจะมีความชัดเจนว่า ไม่น่าทำให้เงินเฟ้อ ซึ่ง กนง.น่าลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือระดับ 2.25% ต่อปี”

บาทแข็งเร็ว 3 เดือนพุ่ง 10%

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วมาก ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน โดยตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 ถึงปัจจุบัน แข็งค่าแล้ว 10.8% เป็นรองแค่ค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย ที่แข็งค่า 12% เมื่อเทียบคู่ค้า คู่แข่งสำคัญ ก็ต้องบอกว่าเงินบาทแข็งค่ามากและเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบกับผู้ส่งออก โดยเฉพาะที่ใช้ต้นทุนวัตถุดิบในประเทศสัดส่วนค่อนข้างมาก จะเสียประโยชน์ในด้านราคา

“ประเด็นสำคัญคือ เงินบาทแข็งค่าเร็วเกิน จากเมื่อเดือน เม.ย. ที่ YTD (จากต้นปี) ยังอ่อนค่าที่ระดับ 8% เป็นบ๊วยในกลุ่มประเทศคู่ค้า คู่แข่ง นอกจากนี้ ยังผันผวนสูงมาก แนะนำผู้ส่งออกว่า ตอนนี้ไม่ใช่จังหวะขายดอลลาร์ ถ้ามีโอกาสรอได้ แนะนำให้รอก่อน หรือทำเฮดจิ้ง ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อล็อกรายได้ จะได้ไม่ต้องมาลุ้นว่าเดี๋ยวค่าเงินจะแข็งไปอีก”

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท นางสาวรุ่งกล่าวว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่าไปที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสจะพักฐาน โดยมีจังหวะที่เด้งกลับไปอ่อนค่าบ้าง จากการคาดการณ์ว่าจะมีแรงเทขายทำกำไรออก แต่หลังจากนั้นก็น่าจะแข็งค่าต่อ ทั้งนี้ มองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปีที่ 32.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

หวั่นเอฟเฟ็กต์ “ท่องเที่ยว”

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุขรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทผันผวนสูงมากและแข็งค่ารวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวะที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของทั้งภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออก ทำให้จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะธุรกิจเกษตรแปรรูป ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศและส่งออก โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็จะกระทบความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่ค้า และเวลาแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาทก็จะได้น้อยลง รวมถึงเรื่องท่องเที่ยวที่ส่งผลทางจิตวิทยา

สำหรับนักท่องเที่ยวที่แลกเงินมาแล้วก็อาจจะใช้จ่ายได้น้อยลงในประเทศไทย ประเด็นนี้อาจจะเป็นผลกระทบธุรกิจในมุมของธุรกิจเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้ ถ้าค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าในลักษณะนี้

“ส่งออก” สะเทือน กำไรหาย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทขณะนี้อยู่ที่ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้านถึง 7% ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อกำไร และสภาพคล่องของผู้ส่งออกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร แต่ช่วงนี้เป็นช่วงส่งมอบสินค้าเดิม ผลกระทบจะไม่รุนแรงนัก แต่คำสั่งซื้อใหม่ที่จะเข้ามาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ไปจนถึงไตรมาส 1 ของปี 2568 เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่าจะมีผลกระทบอย่างมากกับผู้นำเข้าสินค้าไทย

เมื่อเงินบาทของไทยที่แข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผลกำไร สภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมองว่าค่าเงินบาทของไทยควรจะเฉลี่ยอยู่ที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเจอปัญหาเรื่องการแข่งขันที่รุนแรง และปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ยิ่งมีผลต่อภาพรวมการส่งออกไทย

“ผู้ประกอบการเองจำเป็นต้องติดตามความผันผวนของค่าเงินบาท ที่สำคัญ ต้องทำประกันความเสี่ยงไว้ด้วย”

ตลาดส่งออกข้าวเจ็บตัว

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนให้ความเป็นห่วงเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง จนถึงระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้านี้ เงินบาทเฉลี่ย 35-36 บาท โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อความสามารถการแข่งขันไทย โดยทุกการแข็งค่า 1 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ข้าวไทยแพงขึ้น 15-30 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งจะบั่นทอนให้ไทยส่งออกข้าวได้ยากขึ้น

“วันที่ 24 กันยายนนี้ อินโดนีเซียจะเปิดประมูลนำเข้าข้าวอีก 4.5 แสนตัน และจัดไทยไปรวมกลุ่มกับปากีสถานและกัมพูชาในการพิจารณา ก็มีโอกาสน้อยที่ไทยจะชนะประมูล เพราะเมื่อเทียบเงินบาทแข็งค่าวันนี้ ราคาส่งออก (FOB) ปากีสถานไม่เกิน 510 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ต้นทุนไทยต้องขาย 560 เหรียญสหรัฐต่อตัน”

โดยจะเห็นผลกระทบการส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และการส่งออกข้าวในปี 2568 ที่อาจจะลดลง เหลือแค่ 6.5-7.5 ล้านตัน จากเงินบาทที่แข็งค่า และการเข้ามาส่งออกของข้าวอินเดียในรอบ 2 ปี

หอการค้าขอ ธปท.ดูแลค่าเงินบาท

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เงินบาทแข็งค่าอยู่ราว 33.3-33.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยหอการค้าไทยเชื่อว่าแบงก์ชาติ
คงพยายามดูแลค่าเงินบาทไม่ให้หลุดกรอบ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องป้องกันการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินบาทยังมีแนวโน้มยังแข็งค่าเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการเงินไหลเข้า

นายสนั่นกล่าวว่า เมื่อเทียบกับในภูมิภาคแล้ว มองว่าเอกชนไทยยังสามารถแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากกำลังซื้อของประเทศต่าง ๆ กำลังฟื้นตัว และสินค้าไทยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตที่ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำเร็จรูปปลายทาง เช่น อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารกระป๋อง ไก่สดแช่แข็ง ตลอดจนสินค้าขั้นปฐมภูมิ เช่น ยาพารา ข้าว เป็นต้น เหล่านี้ยังสามารถส่งออกได้ ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัว

ขณะที่ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยลงแบบเร็ว-แรง 0.50% หอการค้าไทยเห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ กนง.ควรพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยวและบริการ สามารถที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทย

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่เฟดปรับลดดอกเบี้ยลงแรง 0.5% และคาดการณ์ว่า ปี 2567 จะลดดอกเบี้ยลงรวม 1% ไปสู่ระดับ 4.5% และปี 2568 จะลดดอกเบี้ยลงอีก 1% ไปสู่ระดับ 3.5% ตาม Dot Plot ของเฟดนั้น

“ประเมินว่า เฟดคงค่อย ๆ ใช้นโยบายการเงินควบคุม เพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้ชะลอลงในลักษณะ Soft Landing หากทำได้ภายใน 1-2 เดือน ตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐเกิด Hard Landing ตลาดหุ้นสหรัฐจะลดลงแรง เบื้องต้นประเมินลักษณะการย่อลงของตลาดหุ้นสหรัฐ ตั้งแต่ระดับ 2-8% ในระยะเวลา 6 เดือน”

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐลงแรง ไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นไทยจะต้องปรับตัวลงแรงตาม และการที่เม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เพราะถ้าเกิดเฟดลดดอกเบี้ยปีนี้ 1% และปีหน้าอีก 1% รวม 8 ครั้ง ขณะที่ กนง.ลดดอกเบี้ยแค่ 1-2 ครั้งสะท้อนว่าเฟดลดดอกเบี้ยลงเร็วกว่า กนง. ในช่วง 1 ปีหลังจากนี้ จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ถ้าภาพเป็นลักษณะนี้จะเห็นเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง เพราะจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

“เหตุผลสำคัญที่เชื่อว่าฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เพราะโอกาสการเกิดเศรษฐกิจชะลอน้อยกว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 15 เท่า ในขณะที่ตลาดหุ้น S&P มีระดับ P/E ที่ 23.2 เท่า ดังนั้นในมุม Valuation ถูกกว่า เพราะฉะนั้น ตลาดหุ้นไทยมีความปลอดภัยมากกว่าเมื่อเทียบตลาดหุ้นสหรัฐ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “บาทแข็ง” เร็ว-แรง เขย่าส่งออก ธปท.ลั่นไม่รีบลดดอกเบี้ยตามเฟด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...