“ชัยยศ” มองท่องเที่ยว-ICT แกร่งสวนกระแส แนะเก็บ CENTEL-TRUE โตเด่น
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,250 จุดได้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเข้าสู่ภาวะระมัดระวังมากขึ้น โดยในมุมมองทางเทคนิค การหลุดระดับดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงลบ เนื่องจากเป็นการหลุดระดับต่ำสุดเดิมบริเวณ 1,245 จุด ซึ่งเคยเป็นแนวรับสำคัญของตลาดในรอบก่อนหน้า
นายชัยยศ ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้แรงกดดันต่อดัชนีส่วนหนึ่งมาจากหุ้นรายตัว โดยเฉพาะกรณีการขายหุ้นแบบ Big Lot ของบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง และกลายเป็นปัจจัยกดดันดัชนีในเชิงจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านช่วงดังกล่าวไปแล้ว ราคาหุ้น DELTA เริ่มกลับมายืนได้และเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว สะท้อนว่าตลาดได้ซึมซับปัจจัยลบเฉพาะตัวไปในระดับหนึ่งแล้ว
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของดัชนีในรอบล่าสุด เป็นผลมาจากแรงขายใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีน้ำหนักสูงต่อดัชนี ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มไฟแนนซ์
สำหรับกลุ่มโรงพยาบาล ได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตรายใหญ่ที่อาจไม่รับประกันสุขภาพในรูปแบบเหมาจ่าย ส่งผลให้เกิดแรงขายอย่างต่อเนื่องในหุ้นกลุ่มดังกล่าวหลายวันติดต่อกัน
ขณะที่กลุ่มค้าปลีกเผชิญแรงขายเป็นวงกว้าง จากความกังวลต่อรายได้ของเกษตรกร หลังราคาข้าวในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังอินเดียกลับมาเปิดการส่งออกข้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะผู้บริโภคในต่างจังหวัด
ด้านกลุ่มไฟแนนซ์ ได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ หลังเริ่มเห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวเพิ่มขึ้นในบางบริษัท ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเครดิตและความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าแรงขายในทั้งสามกลุ่มได้สะท้อนปัจจัยลบไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยสัญญาณแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลง เหลือประมาณ 500–600 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ยังสามารถทรงตัวหรือปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้ยังมีโอกาสเห็นการรีบาวด์ทางเทคนิคในระยะสั้น
สำหรับประเด็นกระแสการลงทุนช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Election Rally) ที่ตลาดเคยคาดหวัง ฝ่ายวิจัยมองว่าโครงสร้างการลงทุนในรอบนี้อาจแตกต่างจากในอดีต เนื่องจากกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มไฟแนนซ์ซึ่งเคยเป็นกลุ่มนำในรอบก่อน กำลังเผชิญปัจจัยลบเชิงโครงสร้าง ทำให้มีแนวโน้มเห็นการหมุนกลุ่มลงทุนไปยังกลุ่มธนาคาร และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แทนในระยะถัดไป
สำหรับเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้แนวทาง Selective Buy โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มผลประกอบการชัดเจน กลุ่มที่ยังให้น้ำหนักมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซันต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
หุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ซึ่งยังรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้ดี และมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 4 และต้นปีถัดไป โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 38 บาท
ขณะที่กลุ่ม ICT แม้หุ้นขนาดใหญ่อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จะปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่แล้ว แต่ฝ่ายวิจัยแนะนำ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เป็นทางเลือก เนื่องจากราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 มีการเติบโตโดดเด่น และเริ่มกลับมามีความน่าสนใจด้านเงินปันผล โดยคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 3% พร้อมราคาเป้าหมายเบื้องต้นที่ 18.20 บาท
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวคิดของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างพิจารณาการนำกลไก Market Maker มาใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยมองว่าในช่วงเริ่มต้นอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นวอลุ่มการซื้อขาย ก่อนที่ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทจะกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนราคาหุ้นในระยะยาว