ร่างกฎหมายใหม่ หมอ-พยาบาล คุมโอที 40 ชม. วันหยุดได้ 2 แรง
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข ของแพทยสภา กฎหมายคุ้มครองหมอและพยาบาล ทำโอทีไม่เกิน 40 ชม./สัปดาห์ วันหยุดได้ค่าตอบแทน 2 แรง เปิดรับฟังความเห็นถึง 19 ม.ค. 69
แพทยสภา เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข) ผ่านทางออนไลน์หรือระบบกลางทางกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 68 จนถึง 19 ม.ค. 69 โดยสาเหตุของการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ ประเด็นแรกภาระงานที่เกินขีดจำกัด เนื่องจากนับตั้งแต่มีการใช้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายประกันสังคม และการดูแลแรงงานต่างด้าว ทำให้จำนวนผู้ป่วยในสถานพยาบาลของรัฐเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ไม่สัมพันธ์กับปริมาณงาน
ประเด็นที่สอง ความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย (Patient Safety Risk) เมื่อบุคลากรเกิดความอ่อนล้าทางกายและใจ (Burnout & Fatigue) จากการทำงานติดต่อกันนานเกินไป ส่งผลโดยตรงให้คุณภาพการรักษาลดลง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ (Medical Error)
ประเด็นที่สาม ความขัดแย้งในสถานพยาบาล ความเหนื่อยล้าและการรอคอยที่ยาวนาน นำไปสู่การกระทบกระทั่งระหว่างบุคลากรและผู้ป่วยญาติ เกิดปัญหาฟ้องร้องและความไม่เข้าใจกัน
ประเด็นที่สี่ วิกฤตสมองไหล (Brain Drain) สภาวะการทำงานที่หนักเกินไปและขาดการคุ้มครอง ทำให้รัฐสูญเสียบุคลากรฝีมือดีออกจากระบบราชการและระบบสาธารณสุขของรัฐอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทย
สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญ คือ การสร้างมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขในสถานพยาบาลของรัฐ จากเดิมที่ภาระงานมีความหนาแน่นสูง และไม่มีเพดานชั่วโมงการทำงานที่ชัดเจน กฎหมายฉบับนี้จึงมุ่งกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเรื่องชั่วโมงการทำงาน การพักผ่อน และการคุ้มครองทางกฎหมาย เพื่อลดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลที่เกิดจากความเหนื่อยล้า และเพื่อรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบสาธารณสุขของรัฐอย่างยั่งยืน
สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข ประกอบด้วย
การกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานและเวลาพัก
- ชั่วโมงนอกเวลา (OT): กำหนดให้มีชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ
- การปฏิบัติงานกะดึก จำกัดการเข้ากะดึก (00.00 – 08.00 น.) ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องมีเวลาพักต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ชั่วโมงหลังจบภาระงาน
- วันหยุดพักผ่อนต้องมีเวลาพักผ่อนรวมไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
มาตรฐานค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
- กำหนดอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำสำหรับงานนอกเวลา (1.5 เท่า) งานในกะดึก (เพิ่ม 20%) และงานในวันหยุด (2 เท่า) เพื่อให้สะท้อนภาระงานและความเสี่ยงที่แท้จริง
การคุ้มครองทางกฎหมาย
- มาตรา 20: คุ้มครองบุคลากรให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง หากความผิดพลาดเกิดจาก “ภาวะจำยอม” หรือ “เหตุจำเป็น” เช่น ภาระงานล้นมือหรือขาดแคลนอัตรากำลัง (เว้นแต่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง)
- มาตรา 22: รับรองสิทธิและอิสระในการใช้ดุลพินิจทางวิชาชีพในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานจรรยาบรรณ โดยปราศจากการแทรกแซง
สวัสดิการและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
- สิ่งอำนวยความสะดวก: บังคับให้สถานพยาบาลต้องจัดหาห้องพักผ่อนที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับบุคลากรที่ต้องทำงานต่อเนื่อง
- ความปลอดภัย: กำหนดให้ผู้อำนวยการสถานพยาบาลต้องมีมาตรการป้องกันการถูกข่มขู่ คุกคาม หรือทำร้ายร่างกายบุคลากรในขณะปฏิบัติหน้าที่
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- ประชาชน (ผู้รับบริการ): ได้รับการรักษาพยาบาลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้รักษาอยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อม
- บุคลากร: มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง
- ภาครัฐ: สามารถวางแผนอัตรากำลังคน (Workforce Planning) ได้แม่นยำขึ้น และลดอัตราการลาออกของบุคลากรในระบบรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข โดยมีเหตุผลความจำเป็น คือ การใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialization) เนื่องจากปัญหาเรื่องภาระงานและมาตรฐานการแพทย์เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลคนเดียวจะตัดสินใจได้ ต้องอาศัยตัวแทนจากสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารสาธารณสุขร่วมกันพิจารณา
การสร้างการมีส่วนร่วมและคานอำนาจ (Check and Balance) เพื่อไม่ให้อำนาจการตัดสินใจผูกขาดอยู่ที่รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงเพียงอย่างเดียว คณะกรรมการจะช่วยประสานประโยชน์ระหว่าง “ผู้บริหารนโยบาย” “ผู้ปฏิบัติงาน” และ “ผู้รับบริการ”
รวมถึงความยืดหยุ่นในการออกระเบียบ เนื่องจากกฎหมายแม่บทไม่สามารถลงรายละเอียดชั่วโมงทำงานของทุกแผนกได้ คณะกรรมการจึงมีหน้าที่ออก “กฎหมายลำดับรอง” เพื่อปรับปรุงเกณฑ์ให้ทันต่อสถานการณ์ทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา