โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 มี.ค. 2567 เวลา 14.30 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2567 เวลา 14.30 น. • Kawebook
จากนักแข่ง E-sport ขั้นเทพทะลุมิติมาเป็นองค์ชายสิบเจ็ดสุดรันทด ด้วยภาพจำที่มารดาเคยสิ้นชีพ จึงกำเนิดภารกิจฝึกตนเพื่อปกป้องมารดาในภพนี้!

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Nanjing Popular Netbools Cultrue Co.,Ltd (逐浪)

ประพันธ์โดย : 一剑天涯 Yī jiàn tiānyá

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Pubic Co.,LTD

แปลภาษาไทยโดย : Tankun (มยุรา รุ่งจิรกาล)

“หมิงอวี่” นักแข่ง E-sport ขั้นเทพผู้ได้ชื่อเสียงเงินตรามาครองตั้งแต่อายุ 25 ปี

กลับพบว่ามันมิได้สำคัญเลยในยามที่มารดาสุดที่รักผู้สนับสนุนเขาอย่างสุดใจ ได้ประสบอุบัติเหตุจนสิ้นชีพลง

ความโศกเศร้ากัดกินจิตใจ ทำให้เขาดื่มด่ำเมามายจนสิ้นชีพ

.

แต่แทนที่จะตายไปอย่างสงบ เขากลับตื่นขึ้นมาในร่างของ

“หมิงอวี่” องค์ชายสิบเจ็ดสุดห่วยแห่งราชวงศ์ต้าหมิง

แม้ยังไม่ทันจะเข้าใจเรื่องราวได้ดี แต่เมื่อยามได้เห็นมารดาของร่างเดิมถูกกลั่นแกล้ง

พร้อมโรคภัยบั่นทอนชีวิตจนใกล้สิ้นลมทุกขณะ แรงปรารถนาแรกที่เขามีคือการช่วยเหลือชีวิตหญิงสาวผู้นี้ไว้ให้ได้!

.

ในมิตินี้ ผู้ฝึกตนจนแข็งแกร่งจักได้ครองทุกสิ่ง หากอยากปกป้องมารดา เขาจึงต้องแกร่งที่สุดเหนือใต้หล้า

และด้วยฤทธาแห่ง “จี้หยกโบราณ” ที่ร่างเดิมมี ผนวกกับทักษะระดับนักแข่ง E-sport สุดเทพ

ภารกิจในชีวิตใหม่นี้คือ เขาต้องพิชิตยุทธภพนี้ให้ได้!

----------------------------------

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

บทที่ 1 เกียรติยศแห่งราชวงศ์ต้าหมิง ตอนที่ 1 หยกโบราณ

เวลาพลบค่ำยามอาทิตย์อัสดง แสงสีส้มแกมแดงที่ขอบฟ้าค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด ราชวงศ์ต้าหมิงที่บัดนี้อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ย่างเข้าสู่ราตรีอันลึกลับและยาวนาน

ภายในตำหนักลั่วฮวาแห่งวังหลวงของราชวงศ์ต้าหมิง

“… น่าเสียดาย แต่ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว”

หมิงอวี่นอนอยู่บนเตียงสีขาว ดวงตาสองข้างปิดลงพร้อมรอยยิ้มมุมปาก เขาตายไปแล้วในโลกเดิม ทว่ากลับทะลุมิติข้ามเวลามายังโลกใหม่นี้ วิญญาณของเขากำลังหลอมรวมเข้ากับเจ้าของร่างนี้ที่มีชื่อแซ่เดียวกัน

ทว่าหมิงอวี่ไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังเดินทางทะลุมิติข้ามเวลามา เขายังคงหลับตานอนรอความตายอย่างสงบ

ในโลกเดิม หมิงอวี่เกิดในเขตเล็กๆ ของเมืองหัวเซี่ย พ่อของเขาตายไปตั้งแต่เขายังเล็ก ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับแม่แค่สองคนอย่างเรียบง่าย และค่อนข้างยากลำบาก

หมิงอวี่ชอบเล่นเกมตั้งแต่ยังเด็ก ต่อมาเมื่อพบว่าด้วยสติปัญญาและไหวพริบของเขาสามารถทำงานหาเงินจากการเล่นเกมเป็นอาชีพ และสิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงฐานะของทางบ้านได้ เขาจึงบอกความคิดเรื่องนี้กับแม่ให้รับรู้ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ

หมิงอวี่ยังจำสายตาที่อ่อนโยนของแม่ที่มีให้เขาในตอนนั้นได้มาจนถึงทุกวันนี้

แม่บอกกับเขาว่า “เด็กโง่ ถ้าลูกมีความฝันก็จงไปไล่ตามความฝันนั้นเถอะ แม่จะคอยสนับสนุนลูกเสมอ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หมิงอวี่ก็อาศัยทักษะการเล่นเกมอีสปอร์ตของเขาเอาชนะทุกคน จนถึงตอนนี้ หมิงอวี่ในวัยยี่สิบห้าปีก็มีทรัพย์สินมากกว่าสิบล้าน เขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่ดีที่สุดในเมือง

แต่เมื่อวานนี้เอง แม่ที่หมิงอวี่เคารพรักที่สุดเกิดอุบัติเหตุตกบันได ทำให้มีเลือดออกในสมอง แม้จะพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่เป็นผล แม่ได้จากเขาไปในที่สุด

“ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมอบความสุขมากมายที่สุดกับผม แต่สุดท้ายแม่ก็จากไป ในโลกใบนี้จะมีใครที่เข้าใจผมได้อีก?”

หมิงอวี่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองบรรยากาศเมืองในยามค่ำคืน เขาปาดน้ำตาตรงหางตา แล้วกระดกขวดเหล้าเฮนเนสซี่เอ็กซ์โอขึ้นดื่ม

ไม่รู้ว่าเขาดื่มไปมากแค่ไหน ตอนที่หมิงอวี่ล้มลงกับพื้นนั้น พิษสุราที่เข้าสู่ร่างกายก็เล่นงานเขาจนต้องลาขาดจากโลกใบนี้ไปอย่างสมบูรณ์

“แม่จากไปเพราะความโชคร้าย การมีชื่อเสียงก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ มันช่างน่าเสียดาย แต่ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว” หมิงอวี่พึมพำอยู่คนเดียว …

เดี๋ยวก่อน!

หมิงอวี่รู้สึกมึนหัวมาก ทันใดนั้นเอง เขาก็ลืมตาพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงสีขาว เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่ามีภาพทิวทัศน์ที่วาดด้วยน้ำหมึกโบราณแขวนอยู่เต็มผนังทั้งสี่ด้าน เห็นโต๊ะแกะสลักลายดอกไม้ที่ทำจากไม้จันทน์อยู่ไม่ไกลจากเตียง และมีควันสีขาวที่ลอยออกมาจากกระถางกำยานสีทองแดง เป็นกลิ่นหอมจากไม้กฤษณาที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย …

นี่มัน …

ขณะที่หมิงอวี่กำลังประหลาดใจและนึกสงสัย ความทรงจำมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในหัวเหมือนสายน้ำไหล

ดินแดนที่ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนี้มีประชากรประมาณสามพันล้านคน มีชื่อเรียกว่าราชวงศ์ต้าหมิง ผู้ปกครองสูงสุดของที่นี่คือหมิงอ๋อง ผู้ซึ่งมีอาณาจักรพลังเกินระดับขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าซึ่งก็คือระดับผนึกขั้วไปแล้ว และตอนนี้กำลังเก็บตัวเพื่อหวังจะทะลวงไปสู่อาณาจักรพลังที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก!

ลูกๆ ของหมิงอ๋องแต่ละคนก็ล้วนแต่มีความสามารถเหนือคน มีแค่หมิงอวี่ องค์ชายสิบเจ็ดเพียงคนเดียว ที่แม้จะอายุครบสิบหกปีแล้ว ทว่ากลับไร้ซึ่งคุณสมบัติของการเป็นผู้ฝึกยุทธ์นี่ทำให้ราชวงศ์เสียหน้าอย่างมาก

ผู้คนต่างนินทากันว่าองค์ชายสิบเจ็ดนั้นเป็นพวกไม่เอาไหน เป็นลูกนอกคอก

แต่สิ่งที่ทำให้องค์ชายสิบเจ็ดรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจนั่นก็คือ หญิงสาวชนชั้นสูงที่โตมาด้วยกันและเขาได้แอบรักนางมานานหลายปีนั้น เหมือนจะไม่ได้รังเกียจอะไรเขา

องค์ชายสิบเจ็ดรวบรวมความกล้าในการตามจีบหญิงนางนั้น ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขามอบทรัพย์สินเงินทองของขวัญให้มากมาย แม้นางจะไม่เคยแสดงท่าทีอะไร แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธเช่นกัน ทำให้องค์ชายสิบเจ็ดรู้สึกว่าขอแค่เขาพยายาม ก็น่าจะเอาชนะใจนางได้แน่นอน

ใครจะคิดว่าบ่ายวันนี้ หนึ่งในสามอัจฉริยะปีศาจของราชวงศ์อย่างองค์ชายเก้ากลับไปขอหมั้นหมายหญิงสาวผู้นั้นที่จวน ว่ากันว่าเขาได้เอ่ยวาจาสู่ขอนางแล้วตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน และหญิงสาวเองก็ตกลงปลงใจด้วยเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายแค่ทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวจริงจังกันในวันนี้เท่านั้น …

องค์ชายสิบเจ็ดตระหนักได้ทันทีว่า หญิงสาวเองก็มีองค์ชายเก้าอยู่ในใจมานานแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางก็แค่เห็นเขาเป็นเหมือนร้านตั๋วเงินเท่านั้น

เขาต้องประหยัดอดออมสะสมเงินให้นางได้กินดีอยู่ดี เที่ยวเล่นสนุกสนาน ดูแลนางดุจนางฟ้านางสวรรค์ นางก็ยอมรับความรัก ความดีที่เขามีให้ต่อนางด้วยความเต็มใจ แต่จนแล้วจนรอดนางกลับโผเข้าสู่อ้อมแขนของชายอีกคนหนึ่ง …

ทำไมเจ้าถึงต้องเหยียบย่ำความรู้สึกของข้าแบบนี้ด้วย!

ด้วยความโกรธ องค์ชายสิบเจ็ดจึงต้องการบุกเข้าไปในจวนเพื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมดต่อหน้าหญิงสาวคนนั้น แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกขวางไว้ไม่ให้เข้าไป เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าแต่กลับถูกทหารองครักษ์หน่วยลาดตระเวนของวังหลวงที่ ‘บังเอิญ’ ผ่านมาพบเข้า จึงถูกเฆี่ยนตีโทษฐานทำลายความสงบเรียบร้อย และนำตัวส่งกลับไปยังตำหนักลั่วฮวา

ความกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจราวกับสายฟ้าฟาด ทำให้วิญญาณขององค์ชายสิบเจ็ดแหลกสลาย และในเวลานี้เองที่วิญญาณของหมิงอวี่ก็แทรกเข้ามาแทนที่ในร่างนั้น

ฝันร้ายก่อนตายหรือ?

หมิงอวี่ขมวดคิ้ว แต่ไม่นานเขาก็ยิ้มขึ้นมาอย่างโล่งใจ “ก็แค่ความฝันเท่านั้น เราจะกังวลทำไมกัน ถึงอย่างไรองค์ชายสิบเจ็ดนั่นก็ไม่ใช่เราอยู่ดี”

“ปึง!”

และในเวลานี้เองที่วิญญาณของหมิงอวี่เข้าสู่ร่างขององค์ชายสิบเจ็ดโดยสมบูรณ์ จิตสำนึกวิญญาณอันแรงกล้าของเขาหลั่งไหลเข้าสู่หยกโบราณที่องค์ชายสิบเจ็ดห้อยคอไว้ตลอดหลายปี

หยกโบราณชิ้นนั้นสั่นไหวและเริ่มเปล่งแสง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนตาเปล่าแทบมองไม่เห็น หมิงอวี่ไม่ได้รู้เลยว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับเขา เมื่อเขาขยับตัวก็เจ็บปวดไปทั้งตัว ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นจากเตียง

ความรู้สึกนี้สมจริงมาก หมิงอวี่ถึงได้รู้ตัวว่าที่แท้เขาไม่ได้ฝันไป เขาทะลุมิติข้ามเวลามาจริงๆ!

เราคือองค์ชายสิบเจ็ดจริงๆ สินะ …

องค์ชายสิบเจ็ด!

เขานั่งอยู่บนเตียงนานมาก ก่อนจะยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้อย่างไม่เต็มใจ ทว่าในเมื่อข้ามเวลามาจริงๆ แล้ว ถ้าอย่างนั้น …

หมิงอวี่เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง “เอี๊ยด” ประตูห้องถูกเปิดออก หญิงหน้าตางดงามสวมชุดกงจวงสีดำแบบที่ใช้ในฝ่ายในของวังหลวงเดินเข้ามา

นางแต่งกายเรียบง่าย สีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ริมฝีปากบางไม่มีเลือดฝาด แต่นางยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ทำให้คนที่ได้เห็นรู้สึกจิตใจสงบ

“อวี่เอ๋อร์ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”

หญิงคนนั้นถือขวดหยกอันงดงามมาใบหนึ่ง แล้วเร่งเดินมานั่งลงที่ขอบเตียงของหมิงอวี่ นางเปิดขวดหยกแล้วเทยาเม็ดที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงโล่งใจว่า “แม่ไปที่ห้องโอสถหายาอยู่ครึ่งค่อนวัน ขอบคุณสวรรค์ที่ยังมียาปู่หยวนซ่านอยู่ พอจะใช้บรรเทาอาการของเจ้าได้”

“ท่าน … เป็น … แม่ของข้าจริงๆ หรือ?”

หมิงอวี่ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองหญิงนางนั้นด้วยสายตาเหม่อลอย ในความทรงจำของเขา นางมีชื่อว่าหยางเสวี่ยหรง

“เจ้าเด็กโง่ นี่เป็นอะไรไป? สมองกระทบกระเทือนไปแล้วหรือ แม่…”

พูดยังไม่ทันจบ หยางเสวี่ยหรงก็ถูกหมิงอวี่โผเข้ากอดเอาไว้แน่น ไม่ว่านางจะพูดอะไรหมิงอวี่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ

ในเวลานี้เหมือนว่า…สิ่งที่เคยสูญเสียไป สิ่งสำคัญที่เทียบเท่าชีวิต ได้กลับมาหาเขาอีกครั้งหนึ่งแล้ว …

เดิมทีหมิงอวี่ต้องทนรับความทรงจำและอารมณ์เคียดแค้นของเจ้าของร่างเดิมมา เขาสาบานว่าจะแก้ไขเรื่องราวทุกอย่าง แต่ในตอนนี้เขายังต้องปกป้องคนข้างกายของเขาด้วย

หยางเสวี่ยหรงก็คือคนที่เขาจะต้องปกป้องเอาไว้ในชาตินี้

“อวี่เอ๋อร์ … เจ้าเป็นอะไรไป? แม่ … แค่กๆ …”

ระหว่างที่พูด หยางเสวี่ยหรงก็ไอออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น

หมิงอวี่รู้สึกใจสั่นและนึกขึ้นได้ว่า หยางเสวี่ยหรงร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เพราะป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอดมานานหลายปี อาการของนางแย่ลงเรื่อยๆ นอนซมอยู่บนเตียงแทบจะทั้งวัน แม้แต่เรี่ยวแรงก็แทบไม่มี

ทุกๆ ครึ่งเดือน ทางวังหลวงจะให้คนนำหลิงจือโลหิตม่วงหนึ่งเม็ดที่มีมูลค่าสามหมื่นหยกดำมาให้ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถชะลออาการของนางได้ และวันนี้ก็เป็นวันครบกำหนดส่งยามาพอดี

และในเวลานี้เอง เสี่ยวซวง นางกำนัลที่อยู่นอกประตูก็เข้ามารายงานว่า “ทูลพระสนม องค์ชาย หลิวกงกงแห่งตำหนักอวี้เต๋อมาขอเฝ้าเพคะ”

“หลิวกงกง?”

หมิงอวี่ขมวดคิ้ว ตำหนักอวี้เต๋อเป็นตำหนักที่ประทับของพระสนมหลี่ ผู้เป็นแม่ขององค์ชายสิบสาม เหตุใดวันนี้คนส่งยาจึงไม่มา แต่กลับเป็นหลิวกงกงของตำหนักอวี้เต๋อมาแทนล่ะ?

“รู้แล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะ” หมิงอวี่สั่งนางกำนัล ก่อนจะลุกขึ้นแต่งตัว แล้วออกจากห้องไปรับแขกพร้อมกับหยางเสวี่ยหรง

หมิงอวี่มองเห็นจากระยะไกลว่าท่ามกลางบ่าวรับใช้ที่มาทั้งหมด มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งสวมชุดผ้าแพรสีน้ำตาลและหมวกปีกคู่ขุนนางสีดำ

เขามีใบหน้าขาวซีด ดวงตาเหมือนหนู ริมฝีปากบางและมีสีแดง ใบหูสองข้างมีขนาดใหญ่ รูปร่างท้วม การโค้งคำนับมานานหลายปีทำให้หลังของเขาค่อมเล็กน้อย เพียงแต่วันนี้เขาเอามือทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลังและพยายามยืดตัวตรง จึงทำให้เขาดูดีและมีความมั่นใจมากขึ้น

หมิงอวี่หรี่ตามองใบหน้ามันเยิ้มของหลิวกงกงก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แต่หยางเสวี่ยหรงที่ยืนอยู่ข้างๆ ในฐานะนายหญิงของตำหนักยังคงพูดอย่างมีมารยาทว่า “ไม่ทราบว่าที่หลิวกงกงมาในวันนี้ … มีเรื่องอันใดหรือ?”

หลิวกงกงยิ้ม พูดด้วยเสียงแหลมที่เรียบง่ายว่า “ที่กระหม่อมมาในวันนี้ ก็เพื่อแจ้งให้พระสนมหยางทราบว่า หลิงจือโลหิตม่วงที่จัดส่งมายังตำหนักลั่วฮวาทุกๆ ครึ่งเดือนนั้น จากนี้จะไม่มีการจัดส่งให้อีกต่อไป”

“อะไรนะ? แค่กๆ …”

แต่เดิม อาการป่วยของหยางเสวี่ยหรงก็หนักพอสมควรอยู่แล้ว พอได้ยินเรื่องแบบนี้ก็ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางจิตใจจึงไอออกมาอีก แต่ในสายตาของหลิวกงกงกลับไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจใดๆ

หยางเสวี่ยหรงพูดด้วยความโกรธว่า “เพราะอะไรกัน? เจ้ามีสิทธิอะไรมาทำแบบนี้?”

“แน่นอน พวกกระหม่อมไม่มีสิทธิ!”

เสียงของหลิวกงกงกลบเสียงของหยางเสวี่ยหรงเสียสนิท เขาแสยะยิ้มดูถูกเหยียดหยามแล้วพูดว่า “กระหม่อมบอกให้ก็ได้ องค์ชายสิบสามของเรากำลังจะทะลวงระดับขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หก ซึ่งก็คือระดับกระชากวิญญาณ ขอบเขตที่สูงและลึกซึ้งแบบนี้จำเป็นจะต้องใช้ยาจูหยวนตันขนานใหญ่ แต่เนื่องจากสถานะการคลังของวังหลวงตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก พระนางฮองเฮาจึงตัดสินใจว่าจะไม่มอบหลิงจือโลหิตม่วงให้ท่านอีก ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม?”

พอได้ยินคำว่า “พระนางฮองเฮา” สีหน้าของหยางเสวี่ยหรงก็ซีดลง พระสนมหลี่คงอาศัยอำนาจของฮองเฮามาเล่นงานนางแน่ๆ

เพราะหยางเสวี่ยหรงเป็นที่โปรดปรานของหมิงอ๋องถึงขนาดที่เขานำไข่มุกราตรีอันเป็นของรักของพระสนมหลี่มามอบให้นาง และหลังจากนั้นพระสนมหลี่ก็ไม่ได้รับความโปรดปรานจากหมิงอ๋องเท่าเดิมอีก พระสนมหลี่จึงมองว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหยางเสวี่ยหรง และมักจะหาเรื่องนางอยู่เสมอ

หยางเสวี่ยหรงพยายามข่มความน้อยใจในความไม่เป็นธรรมเอาไว้ พยายามใจเย็นให้มากที่สุดแล้วพูดว่า “หลิวกงกง … ถ้าเช่นนั้นจะสามารถส่งหลิงจือโลหิตม่วงมาให้อีกทีเมื่อไหร่กัน?”

“กระหม่อมว่า ดูเหมือนสมองของพระสนมหยางคงจะไม่ค่อยปกติดีนะ”

หลิวกงกงเหลือบมองหยางเสวี่ยหรงด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า “หลังจากองค์ชายสิบสามของเราทะลวงอาณาจักรพลังได้แล้ว ก็ยังต้องใช้ยาจูหยวนตันอีกจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็แปลว่าจะไม่มีการส่งหลิงจือโลหิตม่วงมาให้อีก”

“เงินควรต้องใช้กับมีดดาบ ไม่ใช่ให้หมูให้หมาที่ไหนเอาไปใช้ตามอำเภอใจได้ องค์ชายสิบสามของเราเป็นดั่งมังกร ต้องใช้เงินมหาศาลในการดูแลบ่มเพาะอย่างดี ไม่ได้เหมือนใครบางคนที่ปกติไม่เอาไหน ใช้ของในวังไปแบบเปล่าประโยชน์ แล้วยังคิดว่าตัวเองสมควรได้รับมันอีก!”

บ่าวไพร่ที่อยู่ด้านหลังได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“เจ้า … แค่กๆ…”

หยางเสวี่ยหรงโกรธจนแทบเป็นลม แต่หมิงอวี่ประคองไว้ได้ทัน

หมิงอวี่ส่ายหน้าให้กับหยางเสวี่ยหรงแล้วพูดอย่างปวดใจว่า “ไม่มีประโยชน์หรอกท่านแม่ ในวังหลวงมีทรัพย์สมบัติมากมาย จะไม่มีเงินซื้อหลิงจือโลหิตม่วงได้อย่างไร มันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ ข้าไม่มีความสามารถ ใครๆ ก็รังแกท่านได้ทั้งนั้น แม้แต่หมาตัวหนึ่งยังกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าท่านเลย”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” หลิวกงกงตะคอกเสียงดังเมื่อได้ยินคำพูดของหมิงอวี่ ความอารมณ์ดีของเขาพลันหายไปในทันที

นี่คือองค์ชายสิบเจ็ดคนที่อ่อนแอไม่เอาไหนและเงียบขรึมคนนั้นหรือ?

หมิงอวี่จ้องไปที่หลิวกงกงแล้วพูดว่า “ข้าขอเตือนเจ้า ครั้งหน้าถ้ายังกล้าดูหมิ่นท่านแม่ของข้าอีก ข้าจะฉีกปากเจ้าให้ขาด คอยดู”

“พวกกระหม่อมเป็นคนของตำหนักอวี้เต๋อ…”

“ไปให้พ้น!”

หลิวกงกงหน้าเสีย จ้องเขม็งไปที่หมิงอวี่แล้วรีบพาคนของตัวเองออกไป

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ หมิงอวี่พยายามฝืนทนต่อความเจ็บปวดตามร่างกายเพื่อส่งหยางเสวี่ยหรงกลับห้อง เมื่อเห็นหยางเสวี่ยหรงหลับไปแล้วหลังจากที่ไอถี่ๆ อยู่ตลอด จึงได้ปิดประตูห้องเบาๆ แล้วเดินออกมาด้วยความปวดใจ

หลังจากที่หมิงอวี่กลับมาถึงห้องเขาก็นิ่งไป

เห็นได้ชัดว่าอาการป่วยของหยางเสวี่ยหรงจะรอช้าต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องรีบหาหลิงจือโลหิตม่วงมาให้เร็วที่สุด!

จากความทรงจำของเขา ในป่าหลังวังหลวงเหมือนจะมีหลิงจือโลหิตม่วงอยู่ แต่ในป่านั้นมีสัตว์ป่าดุร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นที่กล้าจะเข้าไปเสี่ยงอันตรายในสถานที่แบบนี้

ส่วนผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ฝึกยุทธ์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ดูดซับพลังฟ้าดินเพื่อแปรเป็นลมปราณหยวนชี่ในร่างกายและวิญญาณ เพื่อบรรลุระดับขั้นแบบก้าวกระโดดที่เรียกกันว่า ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชน

ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนมีด้วยกันเก้าระดับขั้น ได้แก่ ระดับฝึกกาย ระดับเสริมเอ็น ระดับชุบกระดูก ระดับถ่ายเลือด ระดับลอกคราบ ระดับกระชากวิญญาณ ระดับหลอมความเป็นเทพ ระดับประสานเป็นหนึ่ง ระดับผนึกขั้ว ยิ่งถึงระดับหลังๆ ยิ่งยากต่อการฝึก คนส่วนมากจะบรรลุได้แค่สามระดับแรกเท่านั้น ยากที่จะข้ามไปสู่ขั้นต่อไปได้

“หากข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์คงรักษาท่านแม่ให้หายได้แน่ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็จะไม่ยอมให้ตำหนักลั่วฮวาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เหมือนอย่างตอนนี้อีก!”

หมิงอวี่กำหมัดแน่น ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีแสงบางอย่างเปล่งออกมาจากบริเวณหน้าอก เขาจึงหยิบหยกโบราณออกมา

ใครจะไปคิดว่าหยกโบราณชิ้นนั้นกลับเปล่งแสงสว่างมากกว่าเดิม จากนั้น หมิงอวี่ก็รู้สึกเจ็บมือขวาขึ้นมาอย่างรุนแรง บนฝ่ามือขวาของเขามีรอยเลือดที่เกิดจากการถูกบาดปรากฏขึ้นอย่างน่าตกใจ!

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

สิ่งที่เรียกว่าหยินหยาง

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

หมิงอวี่กำลังคิดว่าจะโยนหยกโบราณในมือทิ้ง แต่ก็พบว่าตนเองทำไม่ได้ มีแรงดึงดูดมหาศาลในหยกโบราณที่ทำให้มือขวาของเขาติดอยู่ที่หยกอย่างแน่นหนา

สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือ หยกโบราณเริ่มดูดเลือดจากบาดแผลบนมือของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้หมิงอวี่รู้สึกหนาวและหมดเรี่ยวแรง

จะดูดจนแห้งไปเลยอย่างนั้นหรือ?

เขารู้สึกเวียนหัว และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนั้นยืนอยู่บนหน้าผา!

หมิงอวี่เงยหน้าขึ้นมา ก็มองเห็นท้องฟ้าสีคราม เมฆหมอกดูไกลสุดลูกหูลูกตา ดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าแผ่รัศมีปกคลุมไปเกือบครึ่งของท้องฟ้ากำลังลอยลับขอบฟ้าอย่างช้าๆ

ทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์ที่ขาวราวกับหยกก็กำลังปรากฏขึ้นมาในเวลาเดียวกัน แม้แสงของมันจะสู้ความรุนแรงของดวงอาทิตย์ไม่ได้ แต่แสงจันทร์ที่อ่อนโยนกลับเจิดจรัสอยู่ครึ่งขอบโลก!

สุริยันกับจันทราส่องแสงคู่กัน!

ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์กลายเป็นแสงขั้วโลกสองเส้นชนกันอย่างกะทันหัน ราวกับเป็นการปะทะกันของสองโลก! โลกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แผ่นโลกอันลึกลับกว้างใหญ่นี้ถูกแยกออกและพังทลายลงภายในชั่วพริบตาเดียว

เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบกับทุ่งหญ้าร้างอันกว้างใหญ่ไพศาล ราวกับว่าเขาได้เข้ามาสู่ยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุด

จุดเริ่มต้นฟ้าและดิน … ความโกลาหลไหลล้นเข้ามา …

เมื่อมองขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้รวมกันเป็นวัตถุทรงกลมสีขาวขนาดใหญ่ซึ่งดูเหมือนจะมีน้ำหนักมาก มันกำลังบดขยี้โลกนี้ แต่ก็กลับกลายเป็นสร้างโลกนี้ด้วย!

ลมที่พัดออกมาจากวัตถุทรงกลมสีขาวนี้ ต้องการกดทับให้หมิงอวี่คุกเข่า แต่เอวของเขาแข็งทื่อราวกับเสา ดวงตาแดงก่ำ หน้าผากปูดจนเห็นเส้นเลือด เขาเงยศีรษะขึ้นอย่างลำบากและจ้องไปที่ก้อนยักษ์สีขาวนั้นอย่างดื้อรั้น

ทันใดนั้นเอง ก็มีอักษรลอยออกมาจากก้อนยักษ์สีขาว มันพุ่งเข้าไปในหัวของหมิงอวี่ราวกับสายฟ้าฟาด เสียงอันกึกก้องแผ่กระจายไปทั่วจิตใจ

“นี่คือสุดยอดวิชาขั้นสูงสุด ‘คัมภีร์ไท่กู่หยินหยาง’ เมื่อฝึกวิชานี้จนสำเร็จ หยินและหยางจะรวมเป็นหนึ่ง ไร้รูปไร้ลักษณ์ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ร่างกายเป็นอมตะ ทะลุผ่านสามพันจุติ แตกสลายเป็นแสนๆ โลก สุริยันจันทราส่องแสงคู่กัน และมีอายุเทียบเท่ากับฟ้าดิน!”

“หนึ่งหยินหนึ่งหยางคือ สัญลักษณ์ประจำลัทธิเต๋า กฎแห่งสรรพสิ่ง ผู้ปกครองการเปลี่ยนแปลง ต้นกำเนิดชีวิตและความตาย แสงสว่างของเหล่าทวยเทพ!”

“เมื่อหยินและหยางมาบรรจบกันสรรพสิ่งล้วนถือกำเนิด หยินและหยางไม่บรรจบฟ้าดินสงบ หลักปรัชญาไท่จี๋ประกอบไปด้วยหยินหยาง หยินและหยางทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่นิ่งสงบ เมื่อหยินและหยางเชื่อมถึงกัน การเคลื่อนไหวและความสงบเชื่อมถึงกัน สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนถือกำเนิดขึ้น”

“หลักปรัชญาไท่จี๋แยกออกเป็นสองสิ่ง ส่วนปลายของหยางบรรจบกับหยินส่วนหัว สรรพสัตว์ถือกำเนิด หยางพบหยิน หยินพบหยาง กำเนิดธาตุทั้งสี่ แข็งเจออ่อน อ่อนเจอแข็ง กำเนิดทิศทั้งสี่ และผังทั้งแปด …”

ตัวอักษรนับไม่ถ้วนทะลุทะลวงเข้าสู่หัวของหมิงอวี่ ข้อมูลอันมหาศาลทำให้สายตาของเขาพร่ามัวไปชั่วขณะหนึ่ง เขาหลับตาและเอามือกุมศีรษะไว้ด้วยความเจ็บปวด

“ ‘คัมภีร์ไท่กู่หยินหยาง’ บทที่หนึ่ง เคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง กระบวนท่าที่หนึ่ง กายเหล็กสุริยัน เอาตัวเองเข้าไปในทะเลเพลิง หล่อหลอมเนื้อ ราวกับดวงอาทิตย์ที่แผดเผา และแข็งดั่งเหล็กกล้า!"

ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนมีเก้าระดับขั้น กายเหล็กสุริยัน ก็คือวิชาหลอมร่างกายขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งให้แข็งแกร่งขึ้น!

“ซ่า!”

จู่ๆ พลังงานสีแดงดั่งเปลวเพลิงระเบิดออกมาจากหยกโบราณ มันไหลเข้าสู่ร่างกายของหมิงอวี่ทั้งหมด เขาแทบจะทำตามเคล็ดวิชากายเหล็กสุริยันไปโดยสัญชาตญาณ และหลอมร่างกายของเขาด้วยพลังเหล่านั้น

ท่ามกลางความสับสน หมิงอวี่รู้สึกว่าเขาเหมือนตกอยู่ในทะเลเพลิง ร้อนระอุไปทั่วทั้งตัว จนกระทั่งเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายและเสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยเหงื่อ

แต่ว่าในเวลานี้ บาดแผลบนฝ่ามือขวาของหมิงอวี่นั้นหายสนิทแล้ว ส่วนร่างกายก็เต็มไปด้วยพลังลมปราณ

เขาลุกขึ้นยืน รู้สึกตัวเบาไปทั้งตัว เขาชกหมัดออกไป แต่กลับไม่สามารถควบคุมพลังที่รุนแรงนี้ได้ จังหวะการปล่อยหมัดทำให้เขาถูกกระชากล้มลงไปกับพื้น …

“น่ากลัวจริง … ลองใหม่อีกครั้งแล้วกัน!”

ดวงตาของหมิงอวี่เปล่งประกาย รู้สึกว่าเขาได้เปลี่ยนจากคนธรรมดากลายไปเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในภาพยนตร์ เขายังคงชกหมัดออกไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็เริ่มคุ้นชิน

หมัดสุดท้ายของหมิงอวี่ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น มันทรงพลังและแข็งแกร่งอย่างมาก!

“พลังของข้า อย่างน้อยก็น่าจะเทียบเท่าพลังของราชสีห์สักสิบตัวได้ ซึ่งเป็นพลังสิบเท่าของขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งระดับฝึกกายทั่วไป!” หมิงอวี่บ่นพึมพำกับตัวเอง

พลังสิบเท่า ช่างน่ากลัวนัก หากมีใครรู้ว่าหมิงอวี่มีพรสวรรค์แบบนี้ คงต้องถึงกับอ้าปากค้างอย่างแน่นอน

หมิงอวี่มองหยกโบราณบนหน้าอกของเขาด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนมันจะใช้พลังงานจนหมดแล้ว ตอนนี้เลยไม่มีแสงหลงเหลืออยู่ เขาจำได้ว่า หยกโบราณชิ้นนี้เขาเก็บได้โดยบังเอิญในสวนเมื่อตอนเขายังเป็นเด็ก ต่อมา ตอนที่เขาเจอเสือลอบทำร้ายขณะที่ไปล่าสัตว์ในป่าหลังวัง หยกโบราณชิ้นนี้ก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

ถึงแม้ต่อมาเสือตัวนั้นจะถูกคนยิงตาย แต่หากไม่ใช่เพราะหยกชิ้นนี้ หมิงอวี่อาจจะตายไปนานแล้ว ดังนั้นเขาถึงได้สวมมันเอาไว้เป็นเครื่องรางคุ้มภัยประจำตัว

ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมา หยกโบราณที่ดูธรรมดาและไม่มีความโดดเด่นอะไรชิ้นนี้ จะสร้างความประหลาดใจให้กับเขาขนาดนี้

หมิงอวี่ยังพอจำกลยุทธ์ก่อนหน้านั้นได้บางส่วน ส่วนเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูงส่วนหลังที่เกี่ยวกับไท่จี๋อู๋จี๋ แล้วก็อะไรจากนั้นอีกประมาณหมื่นกว่าคำเขาจำไม่ได้เลย

แต่ว่าแค่เคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง ก็ครอบคลุมวิชาการฝึกขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งทั้งหมดแล้ว หมิงอวี่สามารถนำมันไปใช้ได้ตลอดชีวิต

“เรื่องนี้จะรอช้าไม่ได้ ต้องไปทดสอบที่ป่าด้านหลังให้รู้กันไป”

ถึงแม้วังหลวงจะใหญ่มาก แต่ว่าตำหนักลั่วฮวานั้นอยู่ค่อนข้างห่างไกล และอยู่ใกล้กับป่าด้านหลังมาก หมิงอวี่เดินไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสองนาทีก็มาถึงป่าที่เงียบสงัดแล้ว

ค่ำคืนดึกดื่น ดวงจันทร์เต็มดวงลอยสูง ส่องแสงสีขาวเงิน

มองผ่านแสงจันทร์ที่ส่องลงมาเห็นเพียงต้นไม้ที่ล้อมรอบไปด้วยวัชพืช แต่ไกลโพ้นกลับมืดสนิท ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย นอกจากเสียงแมลงและใบไม้ที่ปลิวตามลม

หมิงอวี่กำจัดวัชพืชออกอย่างระมัดระวังและเดินสำรวจลึกเข้าไปในป่า หลังจากเดินมาเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นกลิ่นสมุนไพรอันเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดหลิงจือโลหิตม่วง หมิงอวี่เดินตามกลิ่นไป ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นเห็ดหลิงจือโลหิตม่วงนั้นส่องแสงระยิบระยับอยู่ในแสงจันทร์ท่ามกลางวัชพืชที่รกร้าง

“กรอบแกรบ!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงเบาๆ เกิดขึ้นตรงพงหญ้าด้านหน้าซ้ายมือของหมิงอวี่ ความรู้สึกอยู่ในขั้นวิกฤตได้ผุดขึ้นมาในหัว เขายืนนิ่งและกลั้นหายใจ

กินเวลาไปกว่าห้าลมหายใจ เสียงคำรามก็ดังขึ้น หมิงอวี่มองไปที่มันทันที จากแสงจันทร์ส่องให้เห็นปากใหญ่ที่เปื้อนเลือด สัตว์ดุร้ายดวงตาสีแดงก่ำกำลังจะโจมตีเขา

สัตว์ร้ายระดับวิญญาณขั้นที่หนึ่ง หมาป่า! ดุร้ายกระหายเลือด เขี้ยวแหลมคม มีพลังการต่อสู้สูงกว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่า!

กายเหล็กสุริยันมอบพลังราชสีห์สิบตัวให้แก่หมิงอวี่ ดังนั้นแทนที่จะถอยกลับ เขากลับหยิบเอามีดสั้นออกมาแล้วแทงเข้าไปที่ปากของหมาป่า “พรวด!” เสียงมีดแทงทะลุเข้าไปทางหลังหัวของมัน!

แต่กลับมีดวงตาสีแดงอีกมากกว่าสิบดวงปรากฏขึ้นมาตามพุ่มไม้ หลังจากนั้น หมาป่าดุร้ายจำนวนนับสิบตัวก็พุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อฉีกหมิงอวี่ให้เป็นชิ้นๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็มาสู้ให้สะใจกันไปข้างหนึ่งเลยแล้วกัน”

หมิงอวี่ใช้วิชาการรุกและรับจากที่ได้เรียนมาครั้งแรกเข้ารับมือ บวกกับพรสวรรค์อันแข็งแกร่งที่มีมาแต่กำเนิด การตอบสนองที่รวดเร็ว จิตใจที่สงบ และความสามารถในการเรียนรู้ที่ไม่ธรรมดา ทำให้เขายิ่งแข็งแกร่งขึ้นในการต่อสู้ เคลื่อนที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้น!

ที่แท้ โลกของผู้ฝึกยุทธ์มันยอดเยี่ยมแบบนี้นี่เอง จิตวิญญาณความเข้มข้นระดับสูง เลือดที่สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วกระดูกอย่างรวดเร็ว มันทำให้หมิงอวี่ชอบโลกแห่งคมหอกคมดาบและการแก้แค้นนี้

“ปัง!”

หมาป่าช่างดุร้าย แต่หมิงอวี่กลับคลั่งมากกว่า เขาซัดหมัดเหล็กพลังราชสีห์สิบเท่าออกไป หมาป่าร้องด้วยความเจ็บปวดและล้มลงกับพื้น จากตอนแรกที่มันยังกระหายเลือด เมื่อมาอยู่ต่อหน้าราชสีห์ที่หยิ่งผยองและบ้าคลั่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขหนีตาย พริบตาเดียวก็วิ่งหนีหางจุกก้นหายกันไปหมด

“ยังไม่สะใจเลย หนีไปกันแล้วหรือ?”

หมิงอวี่ส่ายหัวแล้วก็ควบคุมความบ้าเลือดของเขาลง จากนั้นก็ใช้มีดสั้นของเขาตัดหลิงจือโลหิตม่วงออกมา แล้วก็เอาใส่เข้าไปในถุงเก็บของสีดำใบเล็กๆ ใบหนึ่ง

ถุงเก็บของแบบนี้เป็นถุงมิติพื้นที่ที่ลูกหลานของหมิงอ๋องทุกคนจะมีคนละใบ ภายในถุงมีพื้นที่ขนาดสิบตารางเมตร คนปกติจะไม่มีสิทธิได้รับถุงมิติพื้นที่แบบนี้

หมิงอวี่มองดูหลิงจือโลหิตม่วงอย่างปลื้มใจ แล้วก็เดินกลับวังไปตามเส้นทางเดิม

ระหว่างทางเขาก็เริ่มคิด

หยางเสวี่ยหรงป่วยมานานหลายปี หากไม่ได้หลิงจือโลหิตม่วงภายในหนึ่งเดือน ชีวิตของนางก็จะมีอันตราย แต่โชคดีที่ตอนนี้หมิงอวี่ได้หลิงจือโลหิตม่วงมาแล้ว มันสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของหยางเสวี่ยหรงได้

แต่หมิงอวี่ก็เข้าใจดีว่า มันเป็นแค่วิธีการชะลออาการเท่านั้น โอกาสที่จะหายาดีมารักษาให้หายนั้นน้อยลงเรื่อยๆ ต่อให้หยางเสวี่ยหรงจะใช้หลิงจือโลหิตม่วงอยู่ตลอด แต่ก็อยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

หากคิดจะรักษาอาการป่วยของหยางเสวี่ยหรงให้หายขาด จะต้องหายาวิเศษล้ำค่าชนิดหนึ่งอย่าง … หลิงจือโลหิตแดง!

หลิงจือโลหิตแดงเป็นยาวิเศษล้ำค่ามานานนับพันปี มีสรรพคุณพิเศษในการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้ มันมีมูลค่าห้าล้านหยกดำ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าหลิงจือโลหิตม่วงถึงร้อยเท่า

ในอดีต เจ้าของร่างเดิมไม่มีสิทธิที่จะได้รับหลิงจือโลหิตแดงได้เลย แต่ตอนนี้ หมิงอวี่เชื่อว่าเขาสามารถอาศัยพลังที่เขามีหาเงินห้าล้านหยกดำมาซื้อหลิงจือโลหิตแดงได้อย่างแน่นอน!

“ใครกัน ทำลับๆ ล่อๆ กลางดึกแบบนี้”

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะคอกดังขึ้น ความคิดของหมิงอวี่ถูกขัดจังหวะ เมื่อเขามองเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นองครักษ์สวมเครื่องแบบเต็มยศสี่คน ถือโคมไฟยืนอยู่ตรงปากทางและขวางทางเขาเอาไว้

เมื่อองครักษ์มองไปที่ใบหน้าของหมิงอวี่ ก็อดไม่ได้ที่จะงวยงงและหัวเราะออกมาทันที

เพราะพวกเขาก็คือทหารที่กระทืบและรุมซ้อมหมิงอวี่วันนี้นั่นเอง ทุกคนมีระดับพลังขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งกันหมด

“ข้าก็นึกว่าใคร? ที่แท้ก็องค์ชายคลั่งรักที่โดนเทพธิดาเยี่ยซีของเราทิ้งนี่เอง” ทหารคนหนึ่งพูดล้อเลียนขึ้นมา “น่าเสียดายนะ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็เป็นได้แค่คนไม่เอาไหน แม้แต่รองเท้าของแม่นางเยี่ยซีก็ยังไม่คู่ควรได้เป็นเลย!”

หมิงอวี่เบะปากแล้วก็พูดว่า “ใช้ท่าทางและคำพูดแบบนี้กับองค์ชายได้หรือ?”

องครักษ์คนหนึ่งพอได้ยินแบบนี้ก็เริ่มรู้สึกสนุก “ไอ้ลูกหมา ตอนบ่ายยังโดนกระทืบไม่หนำใจ คงครั่นเนื้อครั่นตัวแล้วล่ะมั้งเนี่ย?”

จู่ๆ น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป เขาจ้องไปที่หมิงอวี่ตาเขม็งแล้วตะคอกว่า “ยังไม่คุกเข่าให้ข้าอีก ถ้าไม่ยอมขอโทษ ข้าจะกระทืบเจ้า”

“ฮ่าฮ่า …”

ทหารอีกสามคนที่เหลือก็พากันหัวเราะด้วย จากนั้นก็มองไปที่หมิงอวี่ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน

ในสายตาของพวกเขาแล้ว หมิงอวี่ก็เป็นแค่ทาสผู้ต่ำต้อย ในเมื่อผู้สูงศักดิ์ของราชวงศ์เหล่านั้นดูถูกเหยียดหยามพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเทความโกรธใส่ทาสผู้ซึ่งมีค่าด้อยกว่าขยะ

หมิงอวี่ก็คือกระสอบทรายสำหรับระบายอารมณ์ของพวกเขา

“หากข้าบอกว่าไม่ล่ะ?” หมิงอวี่ยิ้ม แต่สายตากลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง

“เจ้ากล้าหรือ!”

องครักษ์ตวาด แล้วเหวี่ยงไม้ไปที่หมิงอวี่

หมิงอวี่หลบไปได้อย่างง่ายดาย คว้าเสื้อผ้าขององครักษ์ด้วยมือซ้ายและผลักเขาไปที่ด้านข้างของกำแพงหินราวกับไก่น้อย แล้วเหวี่ยงหมัดขวากระแทกหน้า!

“พลั่ก! พลั่ก! …”

เสียงหมัดสัมผัสไปที่ร่างกายดังสนั่น จนองครักษ์อีกสามคนที่เหลือหน้าซีดตัวสั่นไปกันหมด

พละกำลังของหมิงอวี่เยอะเกินไปไหม? องครักษ์คนนั้นเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่งมากที่สุดในหมู่พวกเขา แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืนเลย!

หมิงอวี่รัวหมัดออกไปนับสิบที เมื่อหยุดลงก็เห็นใบหน้าขององครักษ์นั้นบิดเบี้ยวและอาบไปด้วยเลือด เมื่อครู่ที่แล้วเขายังเย่อหยิ่งและทำตัวเป็นใหญ่อยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ชายร่างใหญ่นอนราบกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญ ดูแล้วช่างน่าขยะแขยงนัก

“ถ้าเจ้ายังร้องไห้อีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย” หมิงอวี่ขมวดคิ้ว

หมิงอวี่พูดจบ เสียงขององครักษ์ก็หายไปในทันที ใบหน้าแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทำให้ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วมองไปที่เท้าของหมิงอวี่ด้วยร่างกายที่สั่นเครือ

หมิงอวี่ชำเลืองมองไปยังสามคนที่เหลือด้วยสายตาที่เย็นชา องครักษ์ทั้งสามกลัวจนแข้งขาอ่อนแรง แล้วก็คุกเข่าลงโขกศีรษะอย่างแรง

ตอนนี้พวกเขาสำนึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านพละกำลังหรือว่าฐานะ หมิงอวี่ก็อยู่สูงกว่าพวกเขาไม่รู้กี่เท่า พวกเขามันก็แค่ฝูงมดตัวเล็กๆ ต่อให้ตายก็สมควรแล้ว!

“ถ้ามีครั้งต่อไปอีก ข้าจะฆ่าไม่เว้นแม้แต่คนเดียว” หมิงอวี่สะบัดชายเสื้อใส่ และเดินจากไปโดยไม่มองพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

“พะยะค่ะ … พะยะค่ะ … ขอบพระทัยองค์ชายสิบเจ็ดที่ไว้ชีวิต! ขอบพระทัยองค์ชายสิบเจ็ดที่ไว้ชีวิต!”

องครักษ์ส่งหมิงอวี่ด้วยสายตาที่เคารพนับถือ เพราะพวกเขาซาบซึ้งที่ได้รับการอภัยโทษ

พวกเขาพบว่า องค์ชายสิบเจ็ดในคืนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย!

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

เยี่ยซี

เช้าวันต่อมา

ตอนที่ฟ้าเริ่มสาง หมิงอวี่ก็นำเอายาที่ปรุงจากหลิงจือโลหิตม่วงมาให้แก่หยางเสวี่ยหรง โดยอ้างว่าเขาได้หลิงจือโลหิตม่วงมาจากเพื่อนของเขา

หยางเสวี่ยหรงดื่มยาด้วยความสงสัย แต่เพราะมีอาการอ่อนล้าและอิดโรยจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว หมิงอวี่เองก็ไม่ได้รบกวนนางอีก

เมื่อเห็นอาการไอของหยางเสวี่ยหรงทุเลาลง เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น

หมิงอวี่ผลักประตูแล้วเดินออกมาจากห้อง แสงยามเช้าส่องสะท้อนลงบนใบหน้าของเขา เขาสูดรับอากาศบริสุทธิ์ และได้ยินเสียงนกกระจอกร้องดังขึ้นอยู่ที่ข้างหู

เขารู้สึกอารมณ์ดีมาก ตั้งแต่ที่เมื่อวานได้ก้าวสู่ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว ร่างกายของหมิงอวี่ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เพราะการได้ฝึกกายเหล็กสุริยัน หมิงอวี่จึงดูดีขึ้น สุขุมขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างดำวาวดูมีความมั่นใจ มีพลังและมีเสน่ห์ที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้และไม่เหมือนใคร

ในเวลานี้เอง ก็มีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังขึ้น หมิงอวี่จึงหันไปดู นางกำนัลเสี่ยวซวงเดินมารายงานว่า “องค์ชาย คุณหนูเยี่ยนาง … นางมาเยี่ยมท่าน มาถึงหน้าประตูแล้ว ท่าน … ทรงอยากจะพบนางไหมเพคะ?”

“คุณหนูเยี่ย?”

หมิงอวี่หลับตาลง ภาพในความทรงจำก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ในความทรงจำของเขา มันเป็นภาพของคู่รักในวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน เขามอบเงินทองมากมายจีบผู้หญิงคนนี้เป็นเวลาสองปีเต็ม ผู้หญิงที่ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรตอบกลับเขาเลย ผู้หญิงที่หลอกเขามาตลอด ผู้หญิงที่สั่งให้ทหารองครักษ์กระทืบและโยนตัวเขากลับมาที่ตำหนักลั่วฮวาเมื่อวานนี้ก็คือ … คุณหนูเยี่ยคนนี้นี่แหละ!

“ในเมื่อเป็นคุณหนูเยี่ย ข้าจะไม่พบได้อย่างไรกันล่ะ?”

หมิงอวี่ยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา แล้วก็เดินตามเสี่ยวซวงไปที่ประตูใหญ่

พอมาถึงที่หน้าประตูจวนก็เห็นบ่าวไพร่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการเช็ดโต๊ะหินอ่อน ยกน้ำชา จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างโต๊ะเพื่อรอให้แขกมาถึง

“เปิดประตู”

หมิงอวี่ออกคำสั่ง ประตูใหญ่ของตำหนักลั่วฮวาค่อยๆ ถูกเปิดออก สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหมิงอวีคือเกี้ยวสีน้ำเงินขอบฝังด้วยทองคำ ส่องประกายระยิบระยับในแสงแดด

คนแบกเกี้ยวสี่คนย่อตัวคุกเข่าลงกับพื้น แล้ววางเกี้ยวลงอย่างระมัดระวัง

หญิงสาวผมยาวผิวขาวเนียนคนหนึ่งยื่นมือขวาออกมาเปิดม่าน แล้วค่อยๆ เดินลงมาอย่างช้าๆ

ใบหน้าของนางงดงามมาก สวมกระโปรงสีฟ้าน้ำทะเลคลุมร่างอันสง่างามของนางเอาไว้ ท่อนขารูปทรงโค้งเรียวยาวขาวราวกับหิมะ นางสวมรองเท้าประดับหยกหนึ่งคู่ แล้วค่อยๆ เดินมาที่ประตู

วินาทีที่หมิงอวี่เห็นผู้หญิงคนนั้น ความทรงจำในหัวที่เกี่ยวกับนางก็ผุดขึ้นมา ผู้ที่กำลังเดินมาคือเจ้าของร่างหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ ลูกสาวเสนาบดีกรมอาญาของราชวงศ์ต้าหมิง เยี่ยซี!

เยี่ยซีเกิดมาก็มีรูปร่างผอมเพรียว แต่หมิงอวี่เจ้าของร่างคนเก่าเป็นคนเลือกกินมาก สุขภาพเลยไม่ค่อยจะดี ทำให้เขาสูงกว่าผู้หญิงคนนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่พอมายืนเผชิญหน้ากัน ก็เห็นว่าทั้งสองคนสูงเกือบจะเท่าๆ กันเลย

เพราะการดูดซับพลังงานธรรมชาติที่ดี พลังฝีมือของเยี่ยซีจึงแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ความงามของนางก็ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดมากขึ้น เมื่อเทียบกับคนธรรมดาอย่างเขาที่ไม่มีแม้แต่พละกำลังอะไรเลย ก็ยิ่งทำให้ดูห่างไกลกันเหลือเกิน

“ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรเท่าไรนะ”

เยี่ยซียืนอยู่หน้าประตู มองไปที่ชายธรรมดาที่ยืนอยู่ตรงหน้า เสียงของนางนุ่มนวล แต่ก็แฝงไปด้วยความเย็นชา

บ่าวรับใช้ในตำหนักลั่วฮวาต่างเริ่มคิด ถึงแม้น้ำเสียงของคุณหนูเยี่ยซีจะดูค่อนข้างเย็นชา แต่วันนี้นางก็ยังมาเยี่ยมองค์ชาย มาถามไถ่อาการบาดเจ็บของเขา เป็นไปได้ว่านางจะยังเป็นห่วงเป็นใยองค์ชายอยู่? เพียงแต่นางต้องสงวนท่าทีเอาไว้?

ไม่แน่ว่า เรื่องเมื่อวานนี้มันอาจจะเป็นเพียงข่าวลือก็ได้ พอคิดได้แบบนี้ บ่าวไพร่ของตำหนักลั่วฮวาก็ล้วนแต่ดีใจ

เพียงแต่เยี่ยซีไม่ได้คิดแบบนั้นเลย

เมื่อวานนางเป็นคนสั่งให้องครักษ์กระทืบหมิงอวี่ทันทีที่หมิงอวี่ปรากฏตัวที่หน้าตำหนักองค์ชายเก้า นางไม่มีทางยอมให้เขามาขัดขวางการหมั้นหมายของนางเด็ดขาด

นางกลับไม่รู้เลยว่าองครักษ์กลุ่มนั้นถูกหมิงอวี่สั่งสอนจนน่วมไปแล้ว พอเห็นหมิงอวี่ดูยังมีสติสมบูรณ์ ก็เข้าใจว่าเขายังไม่ยอมรามือจากนางแน่ นางเลยรู้สึกหงุดหงิด

ดังนั้น น้ำเสียงของเยี่ยซีจึงค่อนข้างหมางเมิน

“อือ เพราะวาสนาของเจ้า เลยไม่ได้เจ็บหนัก” หมิงอวี่ตอบอย่างเรียบเฉย

หมิงอวี่ต้องรู้อยู่แล้วว่าเรื่องเมื่อวานตอนบ่ายเป็นคำสั่งของเยี่ยซี เพราะบนโลกนี้คงไม่มีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นหรอก คำพูดของเขาเลยเต็มไปด้วยการประชดประชันและเสียดสี!

แต่เยี่ยซีกลับขมวดคิ้วหนักขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นชาแบบสุดๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยล่ะ? ข้าจะหมั้นหมาย เจ้าไม่มีสิทธิมายุ่งอยู่แล้ว โดนตีมาก็สมควรแล้วนี่! แล้วดูเจ้า? ไม่เพียงไม่ยอมรับ ยังโยนความผิดทั้งหมดมาที่ข้าอีก เจ้ายังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า?”

เยี่ยซียิ่งพูดยิ่งโมโห แต่นางไม่ได้อยากทำให้มันเป็นเรื่อง เลยยังพยายามอดทนแล้วพูดว่า “พอได้แล้วนะหมิงอวี่ เจ้าชอบข้าได้นะ แต่ขอร้องล่ะ ต่อไปอย่าได้มารบกวนอะไรข้าอีกเลย ได้ไหม?”

ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของนาง บรรยากาศภายในตำหนักก็เปลี่ยนไป เสี่ยวซวงที่อยู่ในมุมหนึ่งก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที

ที่ผ่านมา องค์ชายของนางจริงใจกับเยี่ยซีมาก เมื่อได้ยินแบบนี้ องค์ชายจะรู้สึกเสียใจแค่ไหนกันนะ!

เพียงแต่หมิงอวี่กลับไม่ได้อาละวาด ไม่ได้คลั่ง แต่ดูนิ่งอย่างผิดหูผิดตา

เขามองจ้องไปที่เยี่ยซีอย่างไม่ละสายตา แล้วพูดว่า “ข้อแรก ด้วยวาสนาที่เจ้าสั่งให้ทหารองครักษ์มาลงมือกับข้า! ความรับผิดชอบนี้มันก็ต้องเป็นของเจ้า ทำไมข้าจะต้องรับมันด้วย?”

“ข้อที่สอง ข้าจำได้ว่าทุกครั้งที่ข้ามอบเครื่องประดับเพชรนิลจินดาให้กับเจ้า เจ้าก็ยิ้มรับมันเสมอ จะบอกว่าน่ารำคาญได้อย่างไรกันล่ะ? แต่ว่าตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว องค์ชายเก้าร่ำรวย เทียบกับของราคาถูกที่ข้ามอบให้ มันจะไปทำให้เจ้ามีความสุขได้อย่างไรกันล่ะ?”

นี่มัน …

ทุกคนถึงกับอึ้งไป องค์ชายสิบเจ็ดไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้กับเยี่ยซีเหมือนปกติ แต่กลับพูดความในใจอย่างชัดถ้อยชัดคำ มันดูไม่เหมือนองค์ชายสิบเจ็ดที่อ่อนแอคนนั้นเลย!

“เจ้า …”

เยี่ยซีก็อึ้งไปเหมือนกัน จากนั้นก็พูดด้วยความเย็นชาว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นคนที่ใจดำความรู้ตื้นเขินขนาดนี้ คนที่ข้ารักคือองค์ชายเก้า เขาคือคนที่ข้าจะฝากชีวิตเอาไว้ได้ เจ้าเข้าใจหรือว่าความรักคืออะไร?”

“ฮึ” หมิงอวี่หัวเราะ ซึ่งไม่เข้ากับบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่เลย “เจ้าทำให้ข้าขำมากเลยนะนี่”

“ความรักคืออะไรอย่างนั้นหรือ? ความรักของข้าก็คือการเอาเงินที่ข้าสะสมมากว่าครึ่งปีไปซื้อชุดปักลายทองให้ เพียงเพราะว่าเจ้าบอกว่าชอบ ยามเจ้าป่วยไข้ ข้าก็แค่เฝ้าดูแลอยู่ข้างกายของเจ้าจนถึงเช้า ทั้งๆ ที่ตัวข้าเองก็มีไข้ขึ้นสูง แต่ก็ไม่ได้บอกเจ้า เพราะกลัวว่าเจ้าจะเป็นกังวล”

“แต่แล้วสุดท้ายเจ้ากลับไปหมั้นหมายกับผู้ชายอีกคนที่ไม่เคยเห็นหน้า แม้แต่ทำความรู้จักชอบพอก็ยังไม่เคย ยังมีหน้ามาถามข้าอีกว่าข้าเข้าใจหรือไม่ว่าความรักคืออะไร มันทำให้ข้ารู้สึกว่าก่อนหน้านี้ข้าชอบคนบ้าหรือเปล่า ช่างเป็นรอยด่างในชีวิตข้าจริงๆ เลย”

หมิงอวี่พูดเสียงดังพอประมาณ เยี่ยซีฟังแล้วถึงกับหน้าถอดสี คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนล้วนแต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา

บางอย่างก็ไม่ได้จำเป็นต้องพูดให้มันชัดเจนขนาดนั้นก็ได้กระมัง … พอเห็นสีหน้าของเยี่ยซีขาวซีด บ่าวไพร่ก็อับอายจนทำอะไรไม่ถูก …

หมิงอวี่มองไปที่เยี่ยซีด้วยความจนใจ แล้วพูดว่า “คุณหนูเยี่ย เจ้าคิดว่าอย่างไร? ข้าโง่มากเลยใช่ไหม?”

เยี่ยซีหน้าดำคร่ำเครียดไปพร้อมกับสีหน้าซีดเซียว ทำไมนางจะไม่เข้าใจความหมายที่หมิงอวี่พูดล่ะ?

ดูผิวเผิน หมิงอวี่กำลังว่าตัวเองว่าโง่ แต่กลับเป็นการตีวัวกระทบคราด เขาพูดถึงนางอยู่!

โตมาจนถึงขนาดนี้ เยี่ยซีถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด ถูกคนรักและโอบอุ้ม ดูแลอย่างดีไม่เคยมีใครขัดใจ จะไปเคยฟังคำพูดประชดประชันแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

“พอได้แล้ว หมิงอวี่!”

เยี่ยซีกัดฟันแล้วพูดว่า “ข้าหวังอยากจะให้ทหารองครักษ์พวกนั้นทำให้เจ้าได้สติ แต่ข้าว่า พวกเขาตีเจ้าจนเสียสติไปมากกว่า เจ้าจะไปรู้อะไร? องค์ชายเก้าเป็นหนึ่งในสามอัจฉริยะปีศาจของราชวงศ์ คนเดียวสามารถสู้กับข้าศึกได้เป็นพันเป็นหมื่นคน แล้วเจ้ามีพรสวรรค์อะไรบ้าง? เจ้าเป็นวีรบุรุษแบบไหนกันหรือ คู่ควรให้ข้าชื่นชมหรืออย่างไร? ข้าชอบเขามานานแล้ว ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง!”

หวังว่าพวกทหารองครักษ์จะทำให้เจ้าได้สติ!

เจ้ามีพรสวรรค์อะไรบ้าง? เจ้าเป็นวีรบุรุษแบบไหนกัน คู่ควรให้ข้าชื่นชมหรือ?

คำพูดของเยี่ยซี พูดจี้ใจของทุกคนในตำหนักลั่วฮวา

นั่นน่ะสิ เยี่ยซีพูดมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ต่อให้หมิงอวี่จะพูดถูกแค่ไหน แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังไปไม่ถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนเลย

แต่เสี่ยวซวงกลับทนไม่ไหว นางรู้สึกเจ็บปวดมากกว่า เพราะนางเห็นองค์ชายของนางทุ่มเทให้กับความรักนี้มาตลอดสองปีที่ผ่านมา จึงเดินออกมาด้วยความโมโห

“คุณหนูเยี่ย ท่านบอกว่าท่านชอบองค์ชายเก้ามานานแล้ว ที่จริงมันก็ไม่ผิดอะไร แต่ในเมื่อในใจของท่านก็มีองค์ชายเก้าอยู่แล้ว ทำไมตลอดสองปีที่ผ่านมาถึงไม่เคยปฏิเสธองค์ชายของเราเลยล่ะ? นี่มันเท่ากับท่านหลอกเงินองค์ชายของเราชัดๆ เลยนะเจ้าคะ”

หมิงอวี่กระดกคิ้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเสี่ยวซวงจะพูดเตือนสติทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้

ทุกคนมองหน้ากัน ล้วนแต่มองไปที่เยี่ยซี หลังจากที่พวกเขามาคิดดูแล้ว เหมือนว่าเยี่ยซีจะมีความคิดแบบนั้นจริงๆ!

“ข้าจะทำอะไร ต้องให้เจ้ามาสั่งสอนด้วยหรือ?”

เดิมเยี่ยซีก็โกรธมากอยู่แล้ว มาตอนนี้ยิ่งโกรธจนตัวสั่น นางยกมือข้างขวาอันขาวเรียวขึ้นมา … “เพียะ!” มือนั้นตบลงไปบนใบหน้าเล็กๆ ของเสี่ยวซวง

เสี่ยวซวงเป็นแค่สาวใช้ชั้นต่ำ แต่กลับกล้าต่อเถียงกับนางต่อหน้าคนอื่น ช่างไม่รู้จักที่ตายจริงๆ

จากนั้นเยี่ยซีก็หันกลับมา แล้วจ้องไปที่หมิงอวี่ “เจ้าเองมันก็ดีแต่พูด งานประลองยุทธ์ของราชสำนัก มีครั้งไหนที่เจ้ามีคุณสมบัติได้เข้าร่วมบ้าง? ไร้ความสามารถอย่างไรก็ไร้ความสามารถอย่างนั้น อย่าคิดว่าแค่พูดได้แล้วเจ้าจะมีหน้ามีตาขึ้นมานะ!”

พูดจบ เยี่ยซีก็หันหลังเดินออกจากประตูใหญ่ไปขึ้นเกี้ยว แล้วออกจากตำหนักลั่วฮวาไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้เยี่ยซีโกรธมากจริงๆ นางต้องพยายามสงบสติอารมณ์

เพราะเยี่ยซีรู้ดี ต่อให้หมิงอวี่จะเติบโตแค่ไหน อย่างไรก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นได้แค่คนธรรมดา หากจะไปโกรธคนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย มันก็เหมือนเป็นการลดฐานะของตัวนางลง เพราะนกที่บินอยู่บนท้องฟ้ากับปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ แม้จะดูเหมือนคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแทบจะไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลย

ภายในตำหนักลั่วฮวา

เสี่ยวซวงไปปิดประตูตำหนักลั่วฮวา แล้วเอามือปิดหน้าที่บวมแดง สีหน้าเศร้า นางรู้ดีว่า ภายในใจขององค์ชายของนางจะต้องเสียใจมากแน่ๆ

ใครจะคิดว่าสีหน้าของหมิงอวี่กลับไม่แสดงอาการใดๆ เลย เขาหยิบเอาเงินห้าร้อยหยกดำออกมาจากถุงเก็บของแล้ววางไว้บนโต๊ะ แล้วพูดกับเสี่ยวซวงว่า “เสี่ยวซวง ข้าจะออกไปข้างนอกนะ เจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยามาทาด้วย หน้าบวมหมดแล้วจะไม่สวยนะ”

เสี่ยวซวงตะลึงไป หน้าของนางแดงขึ้น และก้มหน้าลงแล้วรับคำ

ที่ผ่านมา องค์ชายสนใจแค่เยี่ยซีคนเดียวเท่านั้น วันนี้กลับไม่มีความอ่อนโยนเหมือนแต่ก่อน และเขายังเป็นห่วงคนรับใช้ชั้นต่ำอย่างพวกนางอีก

เห็นหมิงอวี่เดินออกจากตำหนักลั่วฮวาไป เสี่ยวซวงก็คิดในใจว่า ดูท่าว่าองค์ชายจะโตขึ้นแล้วจริงๆ เขาไม่สนใจอะไรเยี่ยซีเลย ถึงแม้องค์ชายจะเป็นแค่คนธรรมดา แต่ก็หวังว่าเขาจะมีความสุขตลอดไปนะ

เมื่อออกจากตำหนักลั่วฮวา ท่าทางของหมิงอวี่ก็เริ่มจริงจัง

ถึงแม้วันนี้หมิงอวี่จะทำให้เยี่ยซีเสียหน้า แต่มันก็ทำให้เขานั้นเข้าใจว่าฐานะของผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งนั้นมันสำคัญแค่ไหน

ในโลกใบนี้ ถือกำลังยุทธ์เป็นใหญ่ ความยุติธรรมที่ว่ากัน ก็จะต้องมีพลังยุทธ์ก่อนถึงจะมีได้

งานประลองยุทธ์ของราชสำนัก เป็นงานประลองที่ทางราชสำนักจัดขึ้นเองปีละครั้ง ขอแค่อายุไม่เกินสิบแปด และติดอันดับหนึ่งในสิบ ก็จะได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก

ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประลอง จะรวมไปถึงองค์ชาย องค์หญิง ศิษย์ลูกหลานของตระกูลใหญ่ แล้วก็พวกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ของสำนักใหญ่

ในแต่ละปี จะมีศิษย์ที่มีพรสวรรค์รวมตัวกันเกินกว่าพันคน ผู้ชมมากกว่าหมื่นคน แล้วหมิงอ๋องก็จะเสด็จมาชมการประลองด้วยพระองค์เองด้วย

ถึงเวลานั้น บนลานประลองของราชสำนัก เมื่อเหล่าผู้กล้ามารวมตัว กลุ่มคนเลือดร้อนทั้งนั้น ใครบ้างไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้กล้าบนลานประลองอย่างองอาจกัน?

มันเป็นสนามที่ให้เหล่าคนหนุ่มสาวได้แสดงพรสวรรค์และความสามารถของตัวเอง

แต่หมิงอวี่ในฐานะลูกชายของหมิงอ๋อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมการประลองเลย ทุกครั้งที่ถึงวันประลอง เขาจะหลบอยู่แต่ในตำหนักลั่วฮวาโดยไม่ออกไปไหนเลย

เพราะเหตุนี้ หมิงอวี่ถึงได้ถูกคนนินทาว่าเป็นพวกนอกคอก โดยเฉพาะเหล่าองค์ชายองค์หญิงในวังหลวงที่รังเกียจหมิงอวี่เป็นอย่างมาก พวกเขารู้สึกว่าหมิงอวี่ที่ไม่เอาไหนไม่คู่ควรจะเป็นสายเลือดราชวงศ์ด้วยซ้ำไป การมีตัวตนอยู่ของหมิงอวี่ช่างเป็นความอัปยศของราชวงศ์

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...