'ขอม' เริ่มจากไทย-เลื่อนไปเขมร โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ แต่ประวัติศาสตร์ไทยของชนชั้นนำเมื่อศตวรรษที่แล้ว ทำขอมเป็นชื่อ “เชื้อชาติ” ตามกระแสจากยุโรปแผ่เข้ามาสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่งผลให้คนไทยเข้าใจคลาดเคลื่อนจนทุกวันนี้
คนพูดภาษาไทย แล้วเรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย พบหลักฐานเก่าสุดบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมัยอโยธยา-อยุธยา เรือน พ.ศ. 1700
ก่อนหน้านั้นดินแดนแถบนี้เป็นถิ่นฐานของ “คนไม่ไทย” พูดตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, มลายู เป็นต้น
- ขอม โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์คำนำหนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457 เมื่อ 109 ปีมาแล้ว) ว่าสมัยโบราณเป็นที่อยู่ของคน 2 พวก คือ ขอมและลาว ส่วนไทยอยู่ทางใต้ของจีน (หมายความว่าไทยยังไม่ลงมาอยู่ดินแดนประเทศไทย)
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบอกอีกว่าขอมมีดินแดนกว้างขวางตั้งแต่เมืองเขมรถึงเมืองไทย (บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา) และถึงเมืองมอญ ส่วนลาวอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบริเวณประเทศลาว ถึงฝั่งขวาแม่น้ำโขงในอีสานรวมทั้งภาคเหนือของไทย
ขอมเป็นเจ้าของดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายดังต่อไปนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก)
“ขอมมีอำนาจถึงที่สูงสุดเมื่อราว พ.ศ. 1400 ปี ตั้งราชธานีอยู่ที่นครธม ที่ไทยเราเรียกว่าพระนครหลวง ไม่ห่างจากพระนครวัด และเอาเมืองละโว้ (คือเมืองลพบุรีเดี๋ยวนี้) เป็นราชธานีทำนองเป็นเมืองลูกหลวง ปกครองอาณาจักรขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนทางเหนือเขาบรรทัดในลุ่มแม่น้ำโขง สังเกตตามขนาดเทวสถานที่มีอยู่ เข้าใจว่าเมืองพิมายเป็นเมืองลูกหลวงปกครองอยู่ทางนั้นอีกเมือง 1 และบางทีจะมีเมืองลูกหลวงทางเมืองสุรินทร์และขุขันธ์อีกสักเมือง 1
ขนบธรรมเนียมพราหมณ์ ตลอดจนภาษาสันสฤต ซึ่งยังมีระคนปนอยู่ในประเพณีและภาษาไทยในทุกวันนี้ เชื่อได้ว่าพราหมณ์พาเข้ามาตั้งแต่ครั้งขอมทางเมืองเขมรเป็นใหญ่ เป็นต้นมา
ได้เห็นศิลาจารึกที่เทวสถานในเมืองเขมรแห่ง 1 กล่าวถึงการที่พระเจ้าแผ่นดินขอมพระราชทานที่กัลปนาเทวสถาน มีข้อบังคับว่าถ้าพระเจ้าแผ่นเสด็จมายังเมืองที่ตั้งเทว สถานนั้น พวกพราหมณ์ต้องทำพิธีรับเสด็จเหมือนกับรับพระเป็นเจ้า ข้อนี้น่าเข้าใจว่าเป็นมูลเหตุที่พราหมณ์ทำพิธีรับพระยายืนชิงช้า (อันเป็นผู้ต่างพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน) อย่างรับพระเป็นเจ้าเมื่อแห่เข้าเมืองวัน 1 ส่งออกจากเมืองวัน 1 ซึ่งยังมีในพิธีตรียัมพวายอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้”
ไทยขับไล่ขอม แล้วยึดดินแดนเป็นของไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายดังต่อไปนี้
“ในเวลาระหว่าง พ.ศ. 1400 ถึง 1600 ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเวลาที่พวกไทยตั้งต้นอพยพลงมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาข้างตอนใต้ซึ่งยังอยู่ในอำนาจขอม
ในเวลาเมื่อพระเจ้าอนุรุธเข้ามาปราบปรามขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อ พ.ศ. 1600 เศษ เวลานั้นผู้คนพลเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นจะมีไทยมากอยู่แล้ว เมื่อพระเจ้าอนุรุธได้อาณาจักรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจากอำนาจขอม ฝ่ายขอมก็หมดอำนาจ
ฝ่ายข้างพม่าเมืองพุกามจะมีอำนาจปกครองอาณาจักรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้จริงก็เห็นจะเพียงในชั่วพระเจ้าอนุรุธ หรือต่อมาอีกไม่เท่าใด
ต่อนั้นมาไทยที่อยู่ข้างเหนือจึงอพยพลงมาสมทบกับไทยที่อยู่ในท้องที่มาแต่ก่อน ช่วยกันปราบปรามทั้งพวกขอมและพวกพม่าชาวพุกาม เอาอำนาจปกครองบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาข้างฝ่ายใต้ไว้ได้ในมือไทยแต่ครั้งนั้นมา
ในระหว่าง 200 ปี คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 1650 เศษจน 1850 นี้ เป็นเวลาที่ไทยพวกที่อยู่เมืองเดิมในฮุนหนำ เสียบ้านเมืองแก่กุบไลข่านพวกมองโกลที่มาได้ประเทศจีนและประเทศพม่า แต่ไทยที่ได้อพยพลงมาทางนี้กลับมาได้เป็นใหญ่ คือพวกไทยน้อยได้อาณาจักรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปจนตลอดแหลมมลายู และบางทีได้อาณาจักรเขตขอมลงมาทางเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงในสมัยนั้นด้วย แต่เขตแดนไทยจะต่อขอมเพียงไหนในชั้นนั้นยังทราบไม่ได้”
[จาก “คำนำ” หนังสือ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457]
- ขอม โดย จิตร ภูมิศักดิ์
เมื่อเขียนอธิบายเรื่อง “ขอม” ลงหนังสือสารานุกรมไทย, เสฐียรโกเศศได้ค้นคว้าตัวอย่างที่ใช้คำ กรอม-กล๋อม-ขอม มาหลายแห่ง ซึ่งจะมีความหมายถึงชนหลายชาติ, แล้วในที่สุดก็สรุปว่า: ขอมจึงน่าจะหมายถึงชนชาติมอญปนกับละว้า. ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะหมายถึงพวกมอญเดิมแห่งเมืองละโว้. ที่เรียกเขมรว่าขอมก็มีบ้าง แต่มักเปนในนิยายนิทาน. ชาวเขมรไม่รู้จักคำว่าขอม; คำนี้ไม่มีใช้ในภาษาเขมร, ถ้าจะมีบ้างก็เอาอย่างไทย.
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า:
กล๋อม-ขอม เปนชื่อที่ใช้โดยคนหลายถิ่นหลายภาษา เพื่อเรียกชนชาติหลายถิ่นหลายภาษาด้วยกัน, หาใช่ชื่อเรียกชนชาติใดหนึ่งเพียงชนชาติเดียวโดยยึดสายเลือดหรือเชื้อชาติเปนเกณฑ์ไม่.
ข้าพเข้าขอยืนยันว่า:
กล๋อม-ขอม มิใช่ชนชาติที่ใครจะคิดผสมสายเลือดขึ้นเปนชนชาติใหม่ได้ เหมือนการผสมน้ำยาเคมีในห้องทดลองวิทยาศาสตร์; จะนำเอาความหมายของกล๋อม-ขอมในภาษาต่างๆ มาบวกกันเข้าแล้วหารเฉลี่ยเปนชนชาติลูกผสมขึ้นหาได้ไม่. เช่นเดียวกับคำ ข่า เป็นคำเรียกชนชาติในตระกูลมอญ-เขมรด้วย ตระกูลชวา-มลายูด้วย และตระกูลพะม่าทิเบตด้วย, จะเอาเชื้อชาติทั้งสามรวมเข้าด้วยกันแล้วเอาสามหาร เฉลี่ยเปนชนชาติ ข่า ขึ้นหาได้ไม่.
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า:
กล๋อม-ขอม ในภาษาอื่นๆ และถิ่นอื่นๆ หมายถึงชนชาติหลายชาติตามความแตกต่างของภาษา; แต่เฉพาะในภาษาไทยพายัพ, ไทยภาคอีสาน, ไทยภาคกลาง และไทยภาคใต้ ในประเทศไทยแล้ว ขอม หมายถึงชนชาติเขมรอย่างแน่ชัดมาแต่โบราณ, ปรากฏหลักฐานในเอกสารทางราชการสมัยสุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์, มิใช่ในนิยายนิทานปรัมปราอย่างเรื่องขอมดำดิน. แม้ในนิยายโบราณของไทยที่ใช้คำว่า ขอม เรียกชาวเขมรในประเทศกัมพูชานั้น ก็เปนคำที่ใช้อย่างถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงของความรับรู้ของคนไทยอยู่นั่นเอง, หาใช่คำที่เหลวไหลเข้าใจผิดไม่.
[จากหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน 2547 หน้า 146-147]
- ขอม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรื่องประชาชนในเมืองไทย แต่เดิมเป็นชนชาติมอญและขอม
เรื่องราวประวัติศาสตร์ตอนนี้ พอย่อได้ว่าก่อนที่ชาวไทยอพยพลงมาจากประเทศจีนนั้น มีชนสองชาติใหญ่ๆ ปกครองดินแดนอยู่ก่อนคือพวกมอญและขอม
ในขั้นแรกพวกมอญเป็นใหญ่อยู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีอาณาจักรทวารวดีเป็นสำคัญ อำนาจของทวารวดีได้แผ่ไปทั่วประเทศ
ต่อมาอำนาจมอญเสื่อมลง พวกขอมหรือเขมรจากประเทศกัมพูชาได้แผ่อำนาจเข้ามา ตีได้อาณาจักรทวารวดีแล้วตั้งลพบุรีหรือละโว้เป็นเมืองสำคัญ ในการปกครองของขอมอำนาจขอมก็ครอบคลุมไปทั่วดินแดนไทย
ระยะที่ขอมเรืองอำนาจอยู่นั้น พวกคนไทยได้ค่อยๆ อพยพเข้ามาแล้วเป็นกลุ่มชนเล็กๆ ภายใต้การปกครองของขอม
ต่อมาเมื่อสิ้นรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นมหาราชองค์สุดท้ายของกัมพูชา อำนาจขอมเสื่อมลง ชาวไทยที่อยู่ใต้การปกครองก็มีกำลังเข้มแข็งและในพุทธศตวรรษที่ 19 ก็ตั้งตนเป็นอิสระ ตั้งกรุงสุโขทัยขึ้นเป็นอาณาจักรเป็นแห่งแรก
[จากหนังสือ ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พ.ศ. 2524 หน้า 7]
- ขอมล่าสุด
ขอมในประวัติศาสตร์ไทย พบข้อมูลเพิ่มมากกว่าเมื่อศตวรรษก่อน ดังนั้น นิยามและคำอธิบายย่อมต่างไปจากนักปราญช์ก่อนๆ ผมเคยรายงานหลายครั้งหลายหน (ตามลักษณะงานสื่อมวลชน) ทั้งในมติชนและนิตยสารอื่นๆ นานนับสิบๆ ปีมาแล้ว จนจำไม่ได้ว่าที่ไหน? เมื่อไร? และว่ายังไง?
แต่ครั้งล่าสุด “อัพเดต” สรุปไว้ในหนังสือ อยุธยา มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2561 จะคัดมาทั้งหมดดังนี้
ขอม ไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นไม่มีชนชาติขอมในโลก
แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
เช่นเดียวกับคำว่าแขกใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม และคำว่าคริสต์ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์ [ปรับปรุงใหม่จากข้อเขียนนานมากแล้วของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช]
เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม และไม่มีคำว่าขอมในเขมร แต่รู้ภายหลังว่าถูกไทยเรียกขอม
ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วถูกขยายสมัยหลังไปอยู่กัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามจะถูกเรียกขอมทั้งนั้น ไม่ว่ามอญ เขมร มลายู ลาว จีน จาม หรือ ไทย ฯลฯ เมื่อนับถือพราหมณ์และพุทธมหายาน แล้วสังกัดรัฐละโว้-อโยธยา และอาณาจักรกัมพูชา
แต่คนทั่วไปมักเข้าใจต่างกันเป็น 2 อย่าง ว่า ขอมคือเขมร และ ขอมไม่ใช่เขมร
กรณีขอมไม่เขมร มีเหตุจากการเมืองสมัยใหม่ ลัทธิชาตินิยมช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารเพื่อแสดงว่าไทยเป็นเจ้าของ บรรดาคนชั้นนำไทยปลุกระดมว่าขอมสร้างปราสาทพระวิหาร ซึ่งไม่เขมร แต่ในทางวิชาการสากลคนทั้งโลกไม่เชื่อคนชั้นนำไทย
[จากหนังสือ อยุธยา มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2561 หน้า 19]
ขอมเป็นใคร? มาจากไหน? ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวอยู่ในหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ก 2 เล่มของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งโดยมีนิยามและคำอธิบายเรื่องขอม (พิมพ์ พ.ศ. 2565) และเรื่องคนไทย (พิมพ์ พ.ศ. 2566) ด้วยการยกข้อความที่อ้างว่าเป็นของ สุจิตต์ วงษ์เทศ แต่ข้อความที่ยกมาไม่ได้บอกที่มาว่าจากไหน? เมื่อไร?
เพื่อเข้าใจตรงกัน เรื่องขอมๆ ขอยืนยันตามที่เขียนไว้ในหนังสืออยุธยา มาจากไหน? (พ.ศ. 2561) ถ้ามีความต่างจากนี้ก็ขอให้รู้ว่าผมไม่ได้เขียน