โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เส้นทางแห่งจอมราชัน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • GaiaSpirit
หยวนหมิงเย่ ผู้ที่ได้เกิดใหม่ในโลกในนิยาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้มาก็คือความรู้ที่มหาศาล เขาจึงสามารถพัฒนาตัวเองและกองกำลังของเขาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่นิยายที่เขาเกิดใหม่นั้น ตัวเอกดันเป็นผู้หญิง

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อหยวนหมิงเย่เกิดใหม่ เขาได้เกิดในนิยายที่เขาเคยอ่าน

เพียงแต่ก่อนที่จะเกิดใหม่นั้น ดวงวิญญาณของหยวนหมิงเย่ได้อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า หอสมุดแห่งพระเจ้า

ภายในนั้นมีตำรามากมายนับไม่ถ้วนให้หยวนหมิงเย่อ่าน และเขาก็มีอีกความสามารถหนึ่งก็คือ เมื่อเขาอ่านตำราเพียงแค่ครั้งเดียวเขาก็สามารถจดจำตำราเล่มนั้นได้อย่างแม่นยำ

ภายใต้ความรู้ที่มากมาย ทำให้หยวนหมิงเย่สามารถสร้างกองกำลังที่ทรงพลังได้ในเวลาไม่นาน และออกไปผจญภัยไปทั่วโลก

เพียงแต่นิยายเรื่องที่เขาเกิดใหม่นั้นตัวเอกดันเป็นผู้หญิงเสียได้

[ ลำดับขั้นพลังภายในเรื่องถูกแบ่งออกเป็นสามขอบเขต ]

ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์

ขั้นยอดยุทธ์ > ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ > ขั้นบรรพจารย์ยุทธ์ > ขั้นปราชญ์ยุทธ์ > ขั้นราชันยุทธ์ > ขั้นจักรพรรดิยุทธ์> ขั้นเหนือยุทธ์ > ขั้นเซียนยุทธ์ > ขั้นเทพยุทธ์

ขอบเขตสวรรค์

ขั้นอาณาจักรสวรรค์ > ขั้นสวรรค์วิบัติ > ขั้นสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ > ขั้นราชันย์สวรรค์ > ขั้นจักรพรรดิสวรรค์ > ขั้นบัญาชาสวรรค์

ขอบเขตเทวะ

ขั้นเทวะผันแปร > ขั้นเทวะสงคราม > ขั้นเทวะนิรันดร์ > ขั้นเทวะอมตะ > ขั้นเทวะเหนือสรรพสิ่ง > ขั้นจ้าวเทวะ

[ ระดับนักปรุงโอสถ นักหลอมยุทธภัณฑ์ นักวางค่ายกล มีทั้งหมดเก้าขั้นใหญ่สามขั้นย่อย ]

ระดับมนุษย์ > ปฐพี > สวรรค์ > ตำนาน > ลี้ลับ > ศักดิ์สิทธิ์ > เทวะ > อมตะ > เหนือสรรพสิ่ง

หลานบุญธรรม

ยามบ่ายที่ท้องฟ้ามืดมิด เกิดแสงสว่างวูบวาบอย่างต่อเนื่อง เสียงลมกระโชกปรากฏบ่อยครั้งพร้อมกับเสียงคำรามของท้องฟ้าดังขึ้น

เพียงไม่นานสายฝนก็เริ่มโปรยลงมาอย่างบ้าคลั่ง

ภายในป่าแห่งหนึ่ง

ชายชราอายุประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีในชุดผ้าธรรมดา เส้นผมสีดอกเลา รูปร่างผอมสูง ที่ด้านหลังของเขาแบกตะกร้าขนาดใหญ่ไว้

ภายในตะกร้าเต็มไปด้วยสมุนไพรนับไม่ถ้วนที่ใช่ในชีวิตประจำวัน

ชายชรามองดูท้องฟ้าที่มืดมิดพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นเขาก็หยิบตะกร้าจากด้านหลังออกมาตรวจสอบสมุนไพรทันที

“ แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับเมื่อวันก่อนแต่ก็นับว่าเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ” ชายชราพึมพำออกมาพร้อมกับแบกตะกร้าอีกครั้งหนึ่ง

ในขณะที่ชายชรากำลังเดินทางกลับหมู่บ้าน จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้น

ชายชราหยุดชะงักก่อนที่จะมองดูรอบๆด้วยความประหลาดใจ สงสัยและหวาดกลัว

ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายหรือแม้กระทั้งภูตผี

เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองคิด สีหน้าของชายชราเริ่มแย่ลง เม็ดเหงื่อจำนวนมากปรากฏออกมา จากนั้นเขาก็รีบก้าวเดินอย่างรวดเร็ว

ยิ่งเขาเดินมากเท่าไหร่เสียงเด็กทารกก็ยิ่งแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

“ หรือว่าจะเป็นเด็กทารกจริงๆ? ไม่สิมันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กทารกจะร้องเสียงดังขนาดนี้ ” ชายชรามองดูรอบๆด้วยความหวาดกลัว เพราะตั้งแต่เขาได้ยินเสียงเด็กทารกหลายสิบเมตรก่อนหน้านี้แล้ว

ภายในป่าตอนนี้นั้นมืดมิดแต่ก็ยังพอที่จะมองเห็นทางเดินอยู่ นอกจากนี้สายฝนก็ยังโปรยลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้การเดินทางในป่าเต็มไปด้วยความยากลำบากมากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังจำเส้นทางที่จะกลับหมู่บ้านได้

เวลานี้ชายชราเต็มไปด้วยความลังเลใจ เนื่องจากเขาใจหนึ่งก็อยากที่จะกลับบ้านของเขา อีกใจหนึ่งก็อยากไปดูว่าเสียงนั้นคือเสียงของเด็กทารกจริงๆใช่ไหม

ไม่นานชายชราก็ตัดสินใจได้

“ เป็นไงเป็นกัน ลองไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร! ” ชายชรากัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ชายชราก็เดินตามเสียงร้องของเด็กทารกไปทันที

ไม่ถึงสามเมตร

ในที่สุดชายชราก็เจอต้นตอของเสียงทารก

ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีเด็กทารกกำลังนอนร้องไห้เสียงดัง

ชายชรามองดูรอบๆเพื่อความปลอดภัย เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปอุ้มเด็กทารกทันที

หลังจากที่ตรวจสอบดูเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีกับดักหรืออะไรเขาก็ค่อยๆเข้าไปอุ้มเด็กทารกขึ้น

“ ให้ตายเถอะ ใครกล้าทิ้งเด็กน่ารักคนนี้ได้ลงคอ ” ชายชราถอนหายใจออกมา เด็กทารกนี้คาดว่าอายุเพียงแค่ห้าถึงหกเดือนเท่านั้น

“ เอาเถอะ หลังจากนี้ไปเดี๋ยวข้าจะเป็นคนเลี้ยงดูเจ้าเอง ” ชายชราส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมกอดและค่อยๆพากลับบ้านของตน

นอกจากนี้ชายชราก็ยังหาใบ้ไม้ขนาดใหญ่มาบังไม่ให้สายฝนโดยตัวของเด็กทารก

เวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ

ชายชราก็มองเห็นแสงสว่างที่อยู่ด้านหน้า

“ ในที่สุดก็ถึงสักที ” ชายชราถอนหายใจ พร้อมกับค่อยๆเช็ดใบหน้าที่เปียกไปด้วยเหงื่อและฝน ก่อนที่จะกลับไปที่บ้านของตน

ชายชราค่อยๆวางเด็กทารกไว้บนเตียงด้วยความเอ็นดู

ทันใดนั้นสีหน้าของชายชราก็เปลื่ยนไปเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเด็กทารกแดงขึ้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กทารกไม่สบาย

“ ให้ตายเถอะ เพราะฝนบ้าๆนั้นแท้ๆ ” ชายชราบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะเดินไปหยิบสมุนไพรออกมาสามสี่ชนิดก่อนที่จะบดให้ละเอียดก่อนที่จะผสมกับน้ำอุ่นๆ

รอประมาณสิบนาทีเพื่อให้น้ำมันเย็นลงก่อนที่จะค่อยๆป้อนให้เด็กทารกดื่ม

“ ให้ตายเถอะ ข้าไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเลี้ยงดูเด็กทารกด้วยวัยเท่านี้ ” ชายชราถอนหายใจพร้อมกับมองดูเด็กทารกด้วยแววตาสั่นไหว

ชายชราผู้นี้มีชื่อว่า หยวนเฉิง เขาเป็นหมอยาที่อาศัยในหมู่บ้านฟ้าครามมานานหลายสิบปี ในฐานะหมอยาเขาจึงมีความรู้เรื่องสมุนไพรภายในป่ามาก ไม่แปลกที่เขาจะสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติของเด็กทารกได้อย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าหกปี

ณ หมู่บ้านฟ้าคราม หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ติดอยู่กับป่าเฮยกัง

หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราวๆสามร้อยคน ทุกๆคนในหมู่บ้านอาศัยการเข้าป่าเพื่อยังชีพ

บ้านแห่งหนึ่งที่ดูหรูที่สุดในหมู่บ้าน

ภายในห้องนั่งเล่นมีเด็กน้อยวัยหกขวบกำลังนั่งอ่านตำราเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่

โดยที่ห่างออกไปมีชายชราในชุดธรรมดากำลังนำสมุนไพรมาบดพร้อมกับผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นอยู่ แน่นอนว่าชายชราผู้นี้คือหยวนเฉิง

ส่วนเด็กน้อยวัยหกขวบก็คือเด็กทารกที่หยวนเฉิงช่วยมานั่นเอง

หยวนเฉิงรับเด็กน้อยคนนี้เป็นหลานบุญธรรมและตั้งชื่อให้กับเด็กน้อยคนนี้ว่า หยวนหมิงเย่

“ ท่านปู่ข้าอ่านตำราเล่มนี้จบแล้ว ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับปิดตำราลง ก่อนที่จะหลับตาเพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่เขาเพิ่งจะได้รับมา

หยวนเฉิงที่กำลังผสมสมุนไพรอยู่ก็หยุดชะงักก่อนที่จะมองไปยังหยวนหมิงเย่ด้วยแววตาชื่นชม

“ ฮ่าฮ่า หลานปู่นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ” หยวนเฉิงหัวเราะอย่างมีความสุขพร้อมกับผสมสมุนไพรไปด้วย

“ เอาล่ะวันนี้เจ้าไปวิ่งเล่นข้างนอกได้แล้ว ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ ขอบคุณมากท่านปู่ ” หยวนหมิงเย่ยิ้มแย้มก่อนที่จะวิ่งออกไปด้านนอก

“ เด็กคนนี้นิ ” หยวนเฉิงส่ายหน้าบางๆพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หยวนหมิงเย่ได้แสดงศักยภาพออกมา เขาจดจำตำราที่เขาอ่านได้ทั้งหมดโดยที่อ่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ทำให้หยวนเฉิงได้มอบตำราสมุนไพรและตำราแพทย์มากมายให้กับหยวนหมิงเย่อ่าน จนตอนนี้ความรู้ของหยวนหมิงเย่นั้นมีมากพอๆกับหยวนเฉิง มีเพียงแค่ประสบการณ์เท่านั้นที่หยวนหมิงเย่ยังขาดอยู่

หยวนหมิงเย่วิ่งออกมาด้านนอกก่อนที่จะวิ่งไปยังป่าหลังหมู่บ้าน

ระหว่างทางหยวนหมิงเย่ได้ทักทายผู้คนในหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม

ทุกๆคนในหมู่บ้านก็ทักทายหยวนหมิงเย่ด้วยรอยยิ้มเช่นกัน อีกอย่างหยวนหมิงเย่คือหลานชายของหยวนเฉิง หมอประจำหมู่บ้านและยังเป็นผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านอีกด้วยทำให้เขาได้รับความเคารพจากผู้คนในหมู่บ้าน

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็วิ่งมาถึงป่าด้านหลังหมู่บ้าน

ป่าแห่งนี้มีชื่อว่าป่าเฮยกังและยังเป็นป่าที่หยวนเฉิงเจอหยวนหมิงเย่ในวัยทารก

หยวนหมิงเย่วิ่งหายลับเข้าไปภายในป่าอย่างรวดเร็ว

ความเร็วของหยวนหมิงเย่ ถ้าหากมีคนมาเห็นจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่ความเร็วของเด็กที่จะมีได้ ซึ่งความเร็วของหยวนหมิงเย่นั้นมากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็เข้ามาลึกประมาณสองลี้

“ เอาล่ะ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมาเบาๆพร้อมกับเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผาก จากนั้นก็สำรวจดูพื้นที่รอบๆ

“ ตรงนี้ก็ไม่น่าจะมีใครมาแล้วล่ะ ” หยวนหมิงเย่กล่าวเบาๆก่อนที่จะเริ่มนั่งสมาธิทันที

ไม่นานร่างกายของหยวนหมิงเย่ก็ค่อยๆดูดซัพพลังวิญญาณที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายของตัวเองเพื่อที่จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์

ความจริงแล้วหยวนเฉินเย่เป็นคนที่เกิดใหม่ในโลกใบนี้

นอกจากนี้ตอนที่เขากำลังจะมาเกิดใหม่ ดวงวิญญาณของเขาได้หลุดไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งหยวนหมิงเย่เรียกสถานที่แห่งนี้ว่าหอสมุดแห่งพระเจ้า

เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยตำรามากมายนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีตำรามากกว่าหลายล้านเล่มและอาจจะมากกว่าหนึ่งร้อยเล่มเลยทีเดียว

หลังจากที่เขาได้ลองอ่านตำราเล่มแรกแล้ว เขาก็พบว่าเขาสามารถจดจำทุกอย่างที่อยู่ในตำราได้ทั้งหมด เพียงแค่เขาคิดเขาก็สามารถนึกออกได้ทันที

ในเมื่อเขาติดอยู่ที่นี้แล้วไม่รู้จะไปที่ไหน เขาจึงอ่านตำราทั้งหมดที่อยู่ภายในนี้ซะ

ตำราเหล่านั้นเต็มไปด้วยความลี้ลับไม่ว่าจะเป็นทักษะการบ่มเพาะ ทักษะการต่อสู้แบบต่างๆ รวมไปถึงรูปแบบของสัตว์อสูรและสมุนไพรมากมาย รวมไปถึงสมบัตินับไม่ถ้วน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว หยวนหมิงเย่ก็อ่านตำรามาถึงเล่มสุดท้าย

“ คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้ ” หยวนหมิงเย่ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะมองดูหน้าปกตำราในมือ

‘ ตำนานเทพโอสถ ’

ตำนานเทพโอสถเป็นหนึ่งในนิยายเรื่องโปรดของเขา ซึ่งมันก็เหมือนกับนิยายเรื่องอื่นๆที่มีอยู่ในเว็บไซต์

นิยายเรื่องนี้ว่าด้วย เสวียนปิงหยุน ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและยังเป็นนักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในจักรวาล ได้เสียชีวิตลงเพราะความแก่ชรา แต่ในจังหวะสุดท้ายเธอก็พบว่า บรรดาคนใกล้ตัวต่างก็ใส่ร้ายเธอ หาว่าเธอเป็นทรราชที่ทำตัวน่ารังเกียจ

เพียงแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าดวงวิญญาณของนางยังคงอยู่และมองเห็นทุกๆอย่าง

นางมองเห็นสหายรักที่อยู่ด้วยกันมาหลายล้านปีสังหารสายเลือดของนางเอง

นางมองเห็นลูกศิษย์ที่นางรักเหมือนลูกนำกองกำลังอื่นทำลายวิหารแสงสวรรค์ที่นางเป็นคนสร้างขึ้นมา

ผ่านไปไม่นานดวงวิญญาณของนางก็ค่อยหายไปก่อนที่จะกลับมาเกิดอีกครั้งในอีกหนึ่งพันปีต่อมา

เมื่อเสวียนปิงหยุนอายุได้สิบห้าปี ความทรงจำของนางก็กลับมาอีกครั้ง นางเปลื่ยนตัวเองจากเศษสวะกลายเป็นตัวตนที่ทรงพลังและจัดการทวงคืนทุกอย่างของนางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

นี้คือเรื่องราวคร่าวๆของนิยายเรื่องตำนาเทพโอสถ

เมื่อหยวนหมิงเย่อ่านนิยายเรื่องตำนานเทพโอสถจบ จู่ๆดวงวิญญาณของเขาก็ค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ

“ ถึงเวลาแล้วสินะ ” หยวนหมิงเย่กล่าวอย่างแผ่วเบาก่อนที่ดวงวิญญาณของเขาจะหายไปอย่างไร้ล่องรอย

ครึ่งปีก่อน

ตอนที่หยวนหมิงเย่อายุได้ประมาณห้าขวบเศา เขาก็เริ่มที่จะฝึกฝนตัวเองเพื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว

เนื่องจากเท่าที่หยวนหมิงเย่รู้มา ตามตระกูลใหญ่ๆพวกเขาต่างก็ฝึกฝนรุ่นเยาว์ของพวกเขาเมื่ออายุห้าหรือหกขวบเพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

ผู้ฝึกยุทธ์คือตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงพลัง พวกเขาเปรียบเสมือนกับเทพเจ้าของคนธรรมดา

สำหรับหมู่บ้านฟ้าครามที่หยวนเฉินอยู่ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้นไม่มีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ภายในหมู่บ้านแม้แต่คนเดียว

ผู้ฝึกยุทธ์คือคำเรียกของขอบเขตมนุษย์

เหนือกว่าขอบเขตมนุษย์ก็คือขอบเขตสวรรค์และขอบเขตเทวะ ซึ่งจะเรียกว่าผู้ฝึกตนแทนผู้ฝึกยุทธ์

สำหรับลำดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์มีทั้งหมดเก้าขั้น โดยเริ่มต้นจากขั้นยอดยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ บรรพจารย์ยุทธ์ ปราชญ์ยุทธ์ ราชันยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์ เหนือยุทธ์ เซียนยุทธ์ เทพยุทธ์

ซึ่งทั้งเก้าขั้นไม่มีระดับย่อย

ซึ่งก่อนที่จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์จะต้องผ่านระดับสร้างรากฐานก่อน

ระดับสร้างรากฐาน คือระดับที่เป็นขั้นตอนพื้นฐานก่อนที่จะใช้ในการเป็นผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว ซึ่งระดับนี้จะมีขั้นย่อยอยู่ทั้งหมดห้าขั้น

ได้แก่ขั้นต้น กลาง ปลาย สูง และสมบูรณ์

เวลานี้หยวนหมิงเย่มีความแข็งแกร่งในระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์หรือก็คืออีกเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงแล้ว

สำหรับป่าเฮยกังแม้ว่าจะเป็นเพียงป่าธรรมดาขนาดเล็กๆ แต่มันก็มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ทำให้ชาวบ้านของหมู่บ้านฟ้าครามหรือหมู่บ้านรอบๆไม่กล้าที่จะเข้าลึกเกินไป

สัตว์ร้ายเหล่านั้นมีทั้งหมี พยัคฆ์ ราชสีห์ อสรพิษ ซึ่งพวกมันสามารถสังหารคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ สัตว์ร้ายเหล่านี้ก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีพิษมีภัย

เนื่องจากเป็นป่าขนาดเล็กและไม่ค่อยมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ทำให้ไม่ค่อยมีผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาในป่าเฮยกัง ทำให้ป่าเฮยกังนั้นสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งมีสมุนไพรและสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่

สัตว์อสูรก็คือสัตว์ที่แข็งแกร่งและสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้ด้วย พวกมันก็เหมือนกับผู้ฝึกยุทธ์นั่นเอง

หยวนหมิงเย่ดูดซัพพลังวิญญาณอยู่ประมาณสองชั่วยามก่อนที่จะหยุดลง

“ ต่อไปลองเข้าหาสมุนไพรดูแล้วกัน ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมาเบาๆก่อนที่จะใช้ทักษะเหยียบเมฆาไปทันที

ทักษะเหยียบเมฆาเป็นทักษะท่าร่างที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่หยวนหมิงเย่จะฝึกฝนได้ในตอนนี้ เนื่องจากตอนนี้หยวนหมิงเย่มีความแข็งแกร่งในระดับสร้างรากฐานเท่านั้น

สำหรับระดับของทักษะเหยียบเมฆาคือระดับสวรรค์ขั้นสูง

เนื่องจากทักษะระดับสวรรค์เป็นทักษะระดับสูงที่สุดที่จะฝึกฝนได้ ถ้าหากหยวนหมิงเย่จะฝึกฝนทักษะที่เหนือกว่าระดับสวรรค์จำเป็นต้องมีเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน จะมีเพียงแค่ทักษะบ่มเพาะเท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องมีระดับในการฝึกฝน

สมบัติวิญญาณ

ภายในป่าเฮยกัง

หยวนหมิงเย่เข้าไปลึกเรื่อยๆ จนกระทั้งเขาได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง

“ เสียงคำรามของหมี? ” หยวนหมิงเย่หยุดชะงักก่อนที่จะจำได้ว่าเสียงของสัตว์ที่คำรามคือหมี

“ จริงสิ ช่วงนี้ท่านปู่บ่นอยากกินเท้าหมี งั้นก็เอาเจ้านี้แล้วกัน ” หยวนหมิงเย่หัวเราะออกมาอย่างยินดีก่อนที่จะพุ่งตัวไปยังทิศทางที่เสียงคำรามดังขึ้น

“ เจอแล้ว ” หยวนหมิงเย่ยิ้มออกมา จากนั้นดวงตาของเขาก็เปร่งประกายยิ่งขึ้น

" เยี่ยมไปเลย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าหมีตัวนี้กำลังปกป้องต้นฮั่วหยางอยู่ นอกจากนี้ยังมีผลฮั่วหยางอยู่ถึงสามผลด้วยกัน

ผลฮั่วหยางจะช่วยเพิ่มพลังบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้มันก็เหมือนกับโอสถชนิดหนึ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของผู้ชายแข็งแกร่งขึ้น

ถ้าหากคนธรรมดากินเข้าไปอาจจะเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานทันที

“ ต้องนำผลฮั่วหยางไปให้ท่านปู่ให้ได้ ” หยวนหมิงเย่หรี่ตาลงพร้อมกับจิตสังหารที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นหมียักษ์ตัวนี้กลับมีความแข็งแกร่งในระดับกึ่งสัตว์อสูร

ระดับกึ่งสัตว์อสูรคือช่วงก่อนที่สัตว์ร้ายธรรมดาจะกลายเป็นสัตว์อสูร

“ น่าเสียดายที่ต้องมาพบกับข้าผู้นี้ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะอย่างเย็นชา

หมียักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสองจั้ง ลำตัวหนาและใหญ่โตส่งเสียงคำรามเมื่อมันเห็นมนุษย์กระโดดลงมาจากต้นไม้

กรรรรร!!

เสียงคำรามของหมียักษ์ดังขึ้นก่อนที่มันจะพุ่งตัวเข้าไปหาหยวนหมิงเย่อย่างรวดเร็ว

ทุกฝีก้าวที่หมียักษ์เดินผ่านมันทำให้พื้นดินถึงกับยุบตัวลง เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าหมียักษ์ตัวนี้มีน้ำหนักมากแค่ไหน

“ น่าเสียดาย น่าเสียดาย ” หยวนหมิงเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพุ่งตัวใส่หมียักษ์

จู่ๆที่กลางลำตัวของหมียักษ์ปรากฏรูขนาดไม่ใหญ่ปรากฏขึ้น

ตุบ

ร่างของหมียักษ์ล่วงหล่นไปที่พื้นก่อนที่จะทำให้พื้นดินถึงกับสนั่นหวั่นไหว

สีหน้าของหยวนหมิงเย่ดูแย่ลงเล็กน้อยเพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาสังหารสัตว์ร้ายแบบนี้

“ สงสัยเรื่องนี้ต้องค่อยๆชิน ไม่อย่างนั้นก็คงใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไม่ได้แน่ๆ ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าพร้อมกับตบหน้าตัวเองเพื่อตั้งสติ

สำหรับโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ถ้าหากยังทำตัวไม่ชินก็คงจะอยู่ลำบาก

ยังดีที่หยวนหมิงเย่สังหารเพียงแค่สัตว์ร้าย เขาจึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็เดินไปที่ต้นฮั่วหยาง

ยังพอเหลือเวลาอีกหลายวันกลางผลฮั่วหยางจะสุก

“ เต็มที่อีกเก้าวันผลฮั่วหยางถึงจะสุกเต็มที่” หยวนหมิงเย่ขมวดคิ้วแน่น เพราะเขากลัวว่าจะมีคนมาชิงตัดหน้าไปก่อน

“ บ้าเอ้ยรู้งี้ไม่น่าสังหารเจ้าหมีนี้ก่อนเลย ” หยวนหมิงเย่ถอยหายใจก่อนที่จะหันไปมองศพของหมีที่เพิ่งจะสังหารไป

“ ช่างเถอะคิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา วันนี้ยังไงก็ต้องได้กินเนื้อหมีนี้แหละ ” หยวนหมิงเย่บ่นก่อนที่จะหยิบมีดเล่มเล็กๆออกมาจากเอว

เนื่องจากปู่ของเขามักจะบอกเสมอว่าถ้าหากจะเข้าไปในป่าเฮยกังอย่างน้อยๆก็ควรพกมีดเอาไว้เพื่อความปลอดภัยและมันก็มีประโยชน์อีกด้วย

หลังจากที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อหยวนหมิงเย่ก็ได้เนื้อหมีที่เขาต้องการแล้ว

จากนั้นเขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างออก

“ ปล่อยเนื้อหมีไว้ที่นี้แหละ รอให้สัตว์ร้ายมากินเนื้อของมันและก็ให้มันเฝ้าอยู่ที่นี้ไปด้วยเลย ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมา

จากนั้นเขาก็นำเนื้อหมีกลับบ้านทันที

พริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวัน

ในวันที่เจ็ด ภายในป่าเฮยกัง

หยวนหมิงเย่ที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นจากร่างกายของเขา

เวลานี้ภายในตันเถียนของหยวนหมิงเย่มีลูกแก้วสีใสขนาดเท่ากับเม็ดแตงโมไม่สิใหญ่กว่าเม็ดแตงโมกว่าอยู่ประมาณหนึ่ง

หยวนหมิงเย่จำได้ว่า ลูกแก้วสีใสนี้คือแหล่งพลังงานสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นลูกแก้วก็จะใหญ่ขึ้น แต่เท่าทีเขาจำได้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดยุทธ์เกือบทั้งหมดจะมีลูกแก้วขนาดเท่ากับเม็ดงาเล็กๆ

แต่ถ้าหากเป็นเหล่าอัจฉริยาก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งของเสวียนปิงหยุนที่เกิดใหม่ก็มีลูกแก้วสีใสเท่ากับเม็ดแตงโมเหมือนกัน

ไม่นานดวงตาของหยวนหมิงเย่ก็เปิดขึ้น นอกจากดวงตาที่เปร่งประกายราวกับดวงดาวก็ยังมีแสงสีทองไหลผ่านอย่างรวดเร็ว

“ ยอดเยี่ยม ดูเหมือนว่าข้าจะเหนือกว่าเสวียนปิงหยุนอยู่เล็กน้อย นอกจากนี้พละกำลังของข้าก็เพิ่มสูงมากอีกด้วย ” หยวนหมิงเย่พึงพอใจอย่างมาก

“ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีถึงจะพัฒนาจากระดับสร้างรากฐานมายังระดับยอดยุทธ์ได้ ” หยวนหมิงเย่ถอนหายใจ แต่เมื่อนึกถึงตัวละครภายในนิยายที่พวกเขาใช้เวลาสองถึงสามปีกว่าจะกลายเป็นยอดยุทธ์ได้ก็ทำให้หยวนหมิงเย่รู้สึกเบิกบานใจ

‘ จะว่าไปเสวียนปิงก็ยังต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปีถึงจะพัฒนาจากระดับสร้างรากฐานมายังระดับยอดยุทธ์ได้เหมือนกัน ’

นิยายเรื่องนี้ไม่เหมือนกับนิยายเรื่องอื่นๆที่ตัวเอกใช้เวลาไม่กี่เดือนก็เก่งกาจถึงขั้นตบได้ทั่วทั้งอาณาจักร

ตำนานเทพโอสถ คนธรรมดาจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือร้อยปีถึงจะกลายเป็นตัวตนระดับเทพยุทธ์ แม้กระทั้งเสวียนปิงหยุนก็ต้องใช้เวลาประมาณห้าถึงหกปีจึงจะพาตัวเองมาถึงระดับเทพยุทธ์

เรื่องนี้ส่วนมากจะปิดด่านฝึกตนเสียมากกว่า เวลามีเรื่องอะไรเสวียนปิงหยุนค่อยออกไปจัดการ บ้างก็มีอีเว้นที่ทำให้ต้องออกจากเมืองไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับนาง

นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่หยวนหมิงเย่ประหลาดใจก็คือ ตัวเขาเองก็อยู่ในอาณาจักรแสงจันทร์เหมือนกัน นอกจากนี้เขาก็ยังอยู่ในแคว้นกุ่นเหมือนกับเสวียนปิงหยุนอีกด้วย

เรื่องนี้หยวนหมิงเย่ได้ถามปู่ของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในตอนแรกเขาก็รู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา ซึ่งมันก็ดีตรงที่เขาไม่จำเป็นต้องออกเดินทางตามหาอาณาจักรแสงจันทร์

สำหรับแคว้นกุ้น เป็นแคว้นที่เล็กที่สุดในบรรดาหกแคว้นของอาณาจักรแสงจันทร์

ทั้งหกแคว้นได้แก่ แคว้นกุ่น แคว้นอู่ แคว้นฉี แคว้นชิง แคว้นเจียง แคว้นเถียน

ผู้ปกครองแคว้นคือบุคคลที่จักรพรรดิส่งมาดูแล พวกเขาจะมีสถานะก็คือท่านอ๋อง

เนื่องจากไม่รู้ว่าตอนนี้หยวนหมิงเย่อยู่ในช่วงไหนของนิยายแต่ที่แน่ๆ น่าจะอยู่ในช่วงก่อนที่นิยายจะเริ่มเรื่องถึงช่วงที่เสวียนปิงหยุนกำลังสร้างชื่อเสียง เพราะเขาเคยถามผู้ใหญ่บ้านว่าเคยได้ยินชื่อของเสวียนปิงหยุนหรือไม่

แน่นอนว่าคำตอบของผู้ใหญ่บ้านก็คือไม่เคยได้ยิน

เท่าที่เขาจำได้ ชื่อเสียงของเสวียนปิงหยุนนั้นโด่งดังมากๆ แม้แต่หมู่บ้านเล็กๆในชนบทก็ต้องรู้จัก

“ เอาล่ะจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ตอนนี้ข้ากลายเป็นผู้ยุทธ์เต็มตัวแล้ว ” หยวนหมิงเย่ยิ้มอย่างร่าเริง

“ สำหรับการที่จะเข้าสู่ปรมาจารย์ได้อย่างน้อยๆก็ต้องสองถึงสามเดือน ” หยวนหมิงเย่มั่นใจ เพราะเคล็ดวิชาบ่มเพาะของเขานั้นทรงพลังมากๆอย่างน้อยๆก็มีเพียงเสวียนปิงหยุนที่สามารถเทียบเคียงได้

“ ยังพอมีเวลาอีกสองวัน ” หยวนหมิงเย่ยิ้มก่อนที่จะลุกขึ้นและวิ่งไปตรวจสอบต้นฮั่วหยาง

ความเร็วของหยวนหมิงเย่นั้นเร็วกว่าตอนที่เขาอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ถึงห้าเท่า

เวลานี้ต้นฮั่วหยางถูกยึดโดยอสรพิษเกล็ดม่วง ซึ่งมันมีความแข็งแกร่งในระดับกึ่งสัตว์อสูร ถ้าหากจะให้เทียบกับหมียักษ์ตัวนั้น อสรพิษเกล็ดม่วงนั้นอ่อนแอกว่าเล็กน้อย

“ วันนี้ก็เรียบร้อยไม่มีเรื่องอะไร ” หยวนหมิงเย่ถอนหายใจก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับทันที

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองวัน

เวลานี้หยวนหมิงเย่ก็ได้มุ่งหน้ามายังต้นฮั่วหยางตั้งแต่ช่วงเช้า โดยที่เขาบอกกับปู่ว่า เขาจะออกมาเก็บสมุนไพรรอบๆหมู่บ้าน จะเห็นได้ว่าแม้แต่หลังของเขาเวลานี้ก็ยังแบกตะกร้าขนาดใหญ่เอาไว้

แต่เมื่อมาถึงหยวนหมิงเย่ก็ต้องแสดงสีหน้าจริงจัง เพราะตอนนี้อสรพิษเกล็ดม่วงถูกสังหารไปแล้ว

ข้างๆศพของอสรพิษมีหมาป่าสามตัวที่กำลังนอนอย่างสงบเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

หมาป่าทั้งสามตัวนี้ก็มีความแข็งแกร่งระดับกึ่งสัตว์อสูร

“ ให้ตายเถอะ ภายในป่าเฮยกังจะมีสัตว์ร้ายระดับกึ่งสัตว์อสูรเยอะไปไหม? ” หยวนหมิงเย่ประหลาดใจ เก้าวันเท่านั้นเขาก็พบกับสัตว์ร้ายระดับกึ่งสัตว์อสูรถึงสามชนิดและมากถึงห้าตัว

“ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ยังไม่ได้เอาผลฮั่วหยางไป ” หยวนหมิงเย่ถอนหายใจและผ่อนคลาย

“ จากที่ดูก็น่าจะอีกประมาณครึ่งชั่วยามเท่านั้น ” หยางหมิงเย่กล่าวเบาๆ เนื่องจากผลฮั่วหยางตอนนี้ใกล้จะเป็นสีแดงสดแล้ว และถ้าหากมันเป็นสีแดงสดก็เท่ากับผลฮั่วหยางสุกเรียบร้อย และพวกเขาจะต้องกินผลฮั่วหยางภายในเวลาหนึ่งชั่วยามถ้าหากช้ากว่านั้น ผลฮั่วหยางจะค่อยๆเน่าเสีย

ซึ่งยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถเก็บผลฮั่วหยางได้ก็คืออุปกรณ์มิติ แต่ตอนนี้เขาไม่มีอุปกรณ์มิติ

หยวนหมิงเย่ไม่รีบร้อน เนื่องจากเขาก็ยังพอเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยาม

หยวนหมิงเย่บ่มเพาะพลังรอ

พริบตาเดียวก็ถึงเวลาที่ผลฮั่วหยางจะสุกงอมได้ที่

หยวนหมิงเย่เด็ดใบไม้ออกมาสามใบก่อนที่จะใช้ใช้ลมปราณห่อหุ้มใบไม้ทั้งสามใบก่อนที่จะดีดใส่หมาป่าทั้งสามตัว

ฟุบ ฟุบ ฟุบ

ใบไม้ทั้งสามใบปักเข้าไปที่หัวของหมาป่าทั้งสามตัวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ใบไม้แต่ละใบทะลุหัวของหมาป่าทั้งสามอย่างพอดิบพอดี

หมาป่าทั้งสามตายทั้งๆที่พวกมันกำลังนอนหลับ

หลังจากที่สังหารหมาป่าทั้งสามแล้ว หยวนหมิวเย่ก็หลับตาลงก่อนที่จะปล่อยลมปราณออกจากตัวเองทันที

ลมปราณของหยวนหมิงเย่ครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจั้ง

วิธีนี้คือวิธีตรวจสอบว่ามีใครอยู่ในพื้นที่รอบๆตัวเองไหม แม้ว่ามันจะกว้างแค่ไม่กี่สิบจั้ง แต่ก็นับว่ามีประโยชน์อย่างมากแล้ว

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็ลืมตาขึ้นก่อนที่จะพุ่งตัวไปที่ต้นฮั่วหยาง

จากนั้นเขาก็เด็ดผลฮั่วหยางใส่ตะกร้าและมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของตัวเองทันที เนื่องจากมีเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แน่นอนว่าระหว่างทางหยวนหมิงเย่ไม่ลืมที่จะเก็บสมุนไพรตามทางมาด้วย

เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็เห็นปู่ของเขากำลังอ่านตำราสมุนไพรอยู่

“ เย่เอ๋อร์กลับมาแล้วหรอ ไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยปู่ทำขนมหวานเสร็จพอดี ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะนั่งอ่านตำราต่อ

“ ปู่ ข้านำสมบัติหายากมามอบให้ท่านด้วย ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

คำกล่าวของหยวนหมิงเย่สร้างความสนใจและอยากรู้ให้กับหยวนเฉิงมาก

“ โฮ่ มีสมบัติหายากด้วยงั้นหรือ ปู่ขอเดาว่าเป็นหญ้าจุ่ยจือใช่ไหม ? ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

หญ้าจุ่ยจือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมากๆภายในป่าเฮยกัง และมันก็เป็นสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการบำรุงโลหิตอีกด้วย นับว่ามีประโยชน์อย่างมาก

“ ไม่ใช่ท่านปู่ ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าก่อนที่จะหยิบผลฮั่วหยางออกมาสามผล

เมื่อหยวนเฉิงเห็นผลฮั่วหยาง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ

ในฐานะของหมอ เขาย่อมรู้จักผลฮั่วหยางเป็นอย่างดี

“ ผลฮั่วหยาง!! ” หยวนเฉิงตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

ผลฮั่วหยางนับว่าเป็นสมุนไพรวิญญาณที่หายาก มันเป็นสมบัติอย่างที่หยวนหมิงเย่บอกจริงๆ ถ้าหากเขานำมันไปขายในเมืองเกรงว่าเขาจะมีเงินใช้ทั้งชีวิตเลยทีเดียว

แต่น่าเสียดายที่ผลฮั่วหยางถูกเด็ดออกมาแล้วและมันก็จะอยู่ได้แค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แต่การเดินทางจากหมู่บ้านไปยังเมืองหยกศิลาก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามพอดี จึงไม่น่าจะมีเวลาเพียงพอต่อการขายผลฮั่วหยาง เพราะฉะนั้นมีทางเดียวก็คือต้องกินมันเท่านั้น

“ ท่านปู่รีบกินเร็วเข้า ” หยวนหมิงเย่หยิบผลฮั่วหยางให้กับหยวนเฉิงทันที

หยวนเฉิงยังคงยืนนิ่งราวกับคนไม่ได้สติ หยวนหมิงเย่จึงตะโกนขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดังกว่าครั้งที่ผ่านมาทำให้หยวนเฉิงได้สติกลับมา

เมื่อหยวนเฉิงได้สติกลับมาเขาก็เห็นหลานรักของเขากำลังกินผลฮั่วหยางอย่างเอร็ดอร่อย

ไม่รอช้า หยวนเฉิงก็รีบกินผลฮั่วหยางทันที

หลังจากที่หยวนหมิงเย่กินจนหมดแล้ว ดูเหมือนว่าพลังบางอย่างก็กระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเขา ราวกับว่าพลังของเขาได้เพิ่มมากกว่าเดิมถึงสองเท่า

สำหรับหยวนเฉิง หลังจากที่กินผลฮั่วหยางจนหมดแล้ว ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยพละกำลัง

“ ยอดเยี่ยมจริงๆ สมแล้วที่เป็นผลฮั่วหยาง ” หยวนเฉิงยินดียิ่ง พละกำลังของเขาฟื้นฟูกลับมาอย่างมาก ราวกับว่าอายุของเขาย้อนกลับไปกว่าสิบปีเลยทีเดียว

ขบวนพ่อค้า

หยวนเฉิงตอนนี้อายุมากกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว เส้นผมก็กลายเป็นสีดอกเลาทั้งศีรษะแล้ว แต่พอเขากินผลฮั่วหยางเข้าไปดูเหมือนว่าผมของเขาจะเปลื่ยนสีเล็กน้อย

หยวนหมิงเย่สัมผัสได้ว่าตอนนี้ปู่ของเขาได้เข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว แม้ว่าจะเป็นสร้างรากฐานขั้นต้นก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นก้าวแรกสู่การกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์

สำหรับคนธรรมดาพวกเขามีอายุขัยไม่ถึงหนึ่งร้อยปี อย่างมากก็แปดสิบปี แต่เมื่อไหร่ที่ได้เข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน สภาพร่างกายก็จะเปลื่ยนไป

เมื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง ร่างกายก็จะเปลื่ยนไปด้วยเช่นกันอายุขัยของพวกเขาก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วยเหมือนกัน

“ ท่านปู่ผลฮั่วหยางอีกหนึ่งผล ข้าว่าท่านควรกินเข้าไปด้วยดีไหม? ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นผลฮั่วหยางไว้ด้านหน้าของหยวนเฉิง

“ ปู่ว่ายกให้เย่เอ๋อร์ดีกว่า เนื่องจากปู่น่ะแก่แล้ว ส่วนเจ้ายังอายุน้อยถ้าหากเจ้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ปู่ก็จะยิ่งภูมิใจในตัวเจ้า ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับหยิบผลฮั่วหยางให้กับหยวนหมิงเย่

หยวนหมิงเย่ย่อมปฏิเสธและกล่าวขึ้นว่า “ ท่านปู่ข้ายังเด็ก ส่วนท่านน่ะมีอายุมากแล้ว ท่านสมควรกินมากที่สุดอีกอย่างข้าก็ยังอยากอยู่กับท่านไปอีกนานๆ ”

หยวนเฉิงที่ได้ยินก็มีความสุขก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ถ้าหากเย่เอ๋อร์ว่าอย่างนั้นปู่ก็จะกิน ”

หยวนเฉิงจึงกินผลฮั่วหยางอย่างมีความสุข

หยวนหมิงเย่สัมผัสได้ว่าคลื่นพลังภายในร่างกายของปู่เพิ่มสูงขึ้นมากแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทะลวงขั้นย่อยได้ แต่ก็นับว่ามีประสิทธิภาพมากแล้ว

หลังจากนั้นปู่หลานก็นั่งพูดคุยพร้อมกับผสมสมุนไพรไปด้วย

สิบวันต่อมา

ในขณะที่หยวนหมิงเย่กำลังผสมสมุนไพรอยู่ภายในบ้าน จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

หยวนหมิงเย่ไปเปิดประตูก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าหยวนหมิงเย่ประมาณสี่ปี

“ พี่กั่ว? ” หยวนหมิงเย่ประหลาดใจ

เหิงกั่ว ลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน และยังเป็นคนที่สนิทกับหยวนหมิงเย่มากที่สุด

“ มีอะไรหรอพี่กั่ว?” หยวนหมิงเย่สงสัย

“ ข้าจะมาบอกเจ้าว่าอีกครึ่งชั่วยามจะมีขบวนพ่อค้าจากเมืองหยกศิลามาซื้อของที่นี้ ข้าจึงมาบอกให้เจ้าได้เตรียมตัวขายของเอาไว้ก่อน ” เหิงกั่วกล่าวออกมา

หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ เข้าใจแล้วพี่กั่ว เดี๋ยวข้าจะลองถามปู่ดูว่ามีอะไรที่จะนำไปขายบ้าง ”

“ เข้าใจแล้วเดี๋ยวข้าจะไปแจ้งคนอื่นต่อ ” เหิงกั่วกล่าวจบเขาก็วิ่งไปทันที

หยวนหมิงเย่เดินกลับไปในบ้านพร้อมกับบอกเรื่องที่ขบวนพ่อค้าจากเมืองหยกศิลามาที่หมู่บ้านให้กับปู่ฟัง

ขบวนพ่อค้าคือขบวนพ่อค้าที่มาจากเมืองหยกศิลา ซึ่งพวกเขาจะแวะตามหมู่บ้านต่างๆที่อยู่รอบๆเมืองหยกศิลาเพื่อที่จะซื้อของหรือไม่ก็แลกของกัน หรือไม่ก็จะมีข่าวสารมาบอก

ส่วนขบวนพ่อค้าที่จะมาที่หมู่บ้านฟ้าครามก็คือขบวนพ่อค้าของตระกูลกวง

ตระกูลกวงเป็นเพียงตระกูลขนาดกลาง พวกเขาเป็นตระกูลพ่อค้าซึ่งจะรับซื้อของจากหมู่บ้านต่างๆไปขายที่เมืองหยกศิลา

ขบวนพ่อค้านี้จะมาที่หมู่บ้านฟ้าครามทุกๆหนึ่งเดือน

“ งั้นก็เอาพวกนี้ไปขายให้หมด ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับนำสมุนไพรที่เขาผสมลงในขวดหยกจำนวนสองร้อยขวดมาวางไว้บนโต๊ะ

หยวนหมิงเย่มองดูขวดหยกสองร้อยขวดบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ นอกจากนี้เขายังรู้อีกว่าภายในขวดหยกเหล่านี้คือผงสกัดโลหิต

ผงสกัดโลหิต เมื่อทาไปยังบาดแผล เลือดก็จะหยุดไหลอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการเจ็บปวดอีกด้วย นับว่าเป็นของที่มีค่ามากๆ

“ เย่เอ๋อร์ ถ้าหากพวกเขามาแล้วก็นำสิ่งเหล่านี้ไปขายเลย ส่วนราคาก็… ” หยวนเฉิงครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “ หนึ่งขวดต่อหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ”

“ หนึ่งตำลึงทอง? ” หยวนหมิงเย่ประหลาดใจ

ภายในอาณาจักรแสงจันทร์พวกเขาใช้ค่าเงินสกุลตำลึง โดยมีตำลึงเงินและตำลึงทอง

หนึ่งพันตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง

สำหรับหนึ่งตำลึงทองสามารถใช้เลี้ยงดูครอบครัวธรรมดาสี่คนได้ถึงหนึ่งเดือน

แต่เมื่อหยวนหมิงเย่มาคิดถึงสรรพคุณของผงสกัดโลหิตก็เห็นด้วยทันที นอกจากนี้เขาคิดว่าถ้าหากนำไปขายที่เมืองหยกศิลาก็น่าจะได้กำไรไม่น้อย

ไม่นานขบวนพ่อค้าก็มาถึงหมู่บ้านฟ้าคราม

ขบวนพ่อค้าประกอบด้วยรถม้าจำนวนมากกว่าสิบคัน พร้อมกับมีผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคนที่ติดตามมาด้วย ผู้คุ้มกันเหล่านั้นต่างก็ปล่อยคลื่นพลังของระดับสร้างรากฐานออกมาและมีผู้คุ้มกันสองคนที่มีออร่าของผู้ฝึกยุทธ์

เมื่อขบวนพ่อค้ามาถึงพวกเขาก็ได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านอย่างดี

ผู้นำขบวนพ่อค้าในครั้งนี้คือกวงเหยียน เขาเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลกวง นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งในระดับปรมาจารย์ยุทธ์อีกด้วย

หยวนหมิงเย่เดินออกมาพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ขวดหยกเอาไว้

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็มาถึงสถานที่แลกเปลื่ยนของขบวนพ่อค้า

สถานที่แลกเปลื่ยนเป็นรถม้าขนาดใหญ่คันหนึ่ง

ซึ่งมีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านข้างรถม้า

“ อ่าวหลานหมิงเย่เองหรือ วันนี้พี่เฉิงไม่มาหรือ? ” ชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาชื่อต้าเถียน เขาเป็นผู้ติดตามของกวงเหยียนมานานหลายปี เขารับผิดชอบเรื่องการแลกเปลื่ยนสิ่งของ

“ ปู่เถียน วันนี้ปู่กำลังผสมส่วนสำคัญอยู่จึงไม่สามารถออกมาได้ ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับวางตะกร้าไว้บนโต๊ะ

แน่นอนว่าทั้งสองพบเจอกันมาหลายครั้งแล้วทำให้ทั้งสองสนิทกัน นอกจากนี้ต้าเถียนก็ยังเคยถูกหยวนเฉิงช่วยเหลือมาหลายครั้งทำให้ทั้งสองสนิทกันมาก

ต้าเถียนหยิบขวดหยกออกมาหนึ่งขวดก่อนที่จะเปิดขวดดมทันที

“ โอ้ ผงสกัดโลหิต ” ต้าเถียนรู้ได้ทันที

“ ไม่เลวๆ แถมมีตั้งสองร้อยขวด นับว่ามากกว่าเดือนที่แล้ว ” ต้าเถียนยิ้มออกมาและกล่าวต่อว่า “ ถ้าจะให้เดาปู่ว่าพี่เฉิงจะต้องตั้งราคาไว้ที่หนึ่งขวดหนึ่งร้อยตำลึงเงินสินะ ”

“ สมแล้วที่ปู่เถียนคบหากับปู่มานาน สามารถคาดเดาได้อย่างยอดเยี่ยม ” หยวนหมิงเย่หัวเราะออกมา

ต้าเถียนหัวเราะพร้อมกับลูบเคราของตัวเองไปด้วย

ไม่นานต้าเถียนก็นำถุงเงินมาวางไว้บนโต๊ะก่อนที่จะบอกให้หยวนหมิงเย่นับเงินทั้งหมดในถุง

หยวนหมิงเย่นับอย่างรวดเร็วก่อนที่จะขอตัวกลับ

“ ไว้เจอกันใหม่นะหมิงเย่ ” ต้าเถียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ เช่นกันครับปู่เถียน ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะเดินไป จู่ๆเขาก็หยุดชะงักและเดินไปหาปู่เถียนอีกครั้ง

“ ปู่เถียน ปู่มีแผนที่อาณาจักรแสงจันทร์บ้างไหม?” หยวนหมิงเย่ถามด้วยความสนใจ

“ แผนที่ของอาณาจักรแสงจันทร์งั้นหรอ? มีสิ เดี๋ยวไปเอามาให้ ” ต้าเถียนกล่าวจบเขาก็เข้าไปในรถม้า

ไม่นานต้าเถียนก็ออกมาพร้อมกับแผนที่แผนใหญ่

“ เอ้านี้แผนที่ที่เจ้าต้องการ แผนที่นี้ข้ามอบให้เจ้าแล้วกัน” ต้าเถียนกล่าวพร้อมกับยื่นให้หยวนหมิงเย่

“ ขอบคุณปู่เถียน ” หยวนหมิงเย่กล่าวก่อนที่จะเดินกลับไปยังบ้านของตัวเอง

หยวนหมิงเย่มอบเงินทั้งหมดให้กับปู่ก่อนที่เขาจะกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง

หยวนหมิงเย่มองดูแผนที่ที่กางอยู่บนเตียงด้วยความสนใจ

ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็พบกับเมืองหยกศิลา

เมืองหยกศิลาอยู่ทางใต้ของแคว้นกุ่น

จากนั้นสายตาของเขาก็มองหาเมืองทะเลสาบซึ่งเป็นเมืองที่ตระกูลเสวียนและเสวียนปิงหยุนเกิดใหม่

“ ก็นับว่าห่างไกลพอสมควร ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า

เมืองทะเลสาบอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นกุ่น

แม้ว่าจะบอกว่าเป็นแค่แคว้นแต่ก็มีขนาดใหญ่พอๆกับประเทศจีนเลยทีเดียว และเมื่อนำทั้งหกแคว้นมารวมกันอาณาจักรแสงจันทร์ก็มีขนาดใหญ่กว่าประเทศรัสเซียเสียอีก

“ ช่างเถอะ ข้าอยู่ที่นี้ไปเรื่อยๆก่อนแล้วกัน ” หยวนหมิงเย่ยิ้มบางๆ อีกอย่างที่แห่งนี้แม้ว่าจะมีพลังวิญญาณที่น้อยมากๆแต่ก็ยังพอที่จะฝึกฝนตัวเองได้อยู่ นอกจากนี้ภายในป่าเฮยกังก็ยังมีสมบัติมากมายที่รอสำรวจอยู่

หลังจากนั้นหยวนหมิงเย่ก็เอาแต่ฝึกฝนตัวเองจนกระทั้งเวลาผ่านไปรวดเร็ว

สามปีต่อมา

ภายในป่าเฮยกัง ส่วนที่ลึกที่สุดของป่า

เวลานี้ทั่วทั้งป่าเต็มไปด้วยสีขาวเพราะหิมะที่ตกหนัก

หยวนหมิงเย่กำลังนอนเล่นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับกินผลไม้ภายในป่าไปด้วย

แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกับผู้ฝึกยุทธ์อย่างหยวนหมิงเย่ได้

เวลานี้หยวนหมิงเย่อายุเก้าขวบแล้ว เขามีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กในรุ่นเดียวกันมาก

หลังจากที่นอนเล่นได้ไม่นาน หยวนหมิงเย่ก็ปัดหิมะในมือเล็กน้อยและพึมพำขึ้นมาว่า “ อีกไม่กี่วันก็ถึงวันปีใหม่แล้ว คาดว่าท่านปู่ก็น่าจะกลับมาแล้วเหมือนกัน ”

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

หมู่บ้านฟ้าครามก็ยังสงบสุข

หยวนหมิงเย่เองก็ฝึกฝนตัวเองอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งในระดับปราชญ์ยุทธ์และเพียงอีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์แล้วด้วย

ถ้าหากมีใครรู้ว่าหยวนหมิงเย่มีความแข็งแกร่งในระดับนี้ตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบ กองกำลังระดับสูงทั่วทั้งอาณาจักรคงได้นำตัวตนระดับสูงมาเชิญให้หยวนหมิงเย่เข้าร่วมกับพวกเขาอย่างแน่นอน

ซึ่งมันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ถ้าหากหยวนหมิงเย่เลือกเขาร่วมกับกองกำลังระดับสูงกองกำลังหนึ่ง กองกำลังที่เหลือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะกำจัดเขาทิ้ง

ซึ่งหยวนหมิงเย่ก็ไม่คิดที่จะเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองให้ใครเห็นอย่างแน่นอน

ความจริงแล้วหยวนหมิงเย่อาจจะเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์หรือแม้แต่จักรพรรดิยุทธ์ได้ตั้งนานแล้ว แต่เขาต้องฝึกฝนทักษะอย่างอื่นตามไปด้วย ทำให้พลังยุทธ์ของหยวนหมิงเย่ช้ากว่าที่ควรจะเป็นมาก

ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หยวนหมิงเย่ตกใจก่อนที่เขาจะเงยหน้ามองหาต้นตอของเสียงระเบิด

“ สัมผัสนี้มัน!! จักรพรรดิยุทธ์!! ” หยวนหมิงเย่ตกใจ

ตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์นับว่าเป็นตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของแคว้นกุ่น พวกเขาสามารถพลิกฟ้าและทำลายภูเขาได้เพียงการสะบัดมือ

แถมบนท้องฟ้าก็ยังมีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์สองคนกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด

คลื่นลมกระจายไปทั่วพื้นที่ ต้นไม้บินลอยอยู่บนท้องฟ้า สัตว์ป่าและสัตว์อสูรพากันวิ่งหนีตายด้วยความกลัว

สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่จะบินบนท้องฟ้าได้นั้นจะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับราชันยุทธ์ขึ้นไป

“ บ้าเอ้ยพวกนี้จะมาสู้อะไรกันที่นี้ ” หยวนหมิงเย่บ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ เนื่องจากพวกเขาทำลายทัศนียภาพของป่าแห่งนี้ไปจนหมด

จนกระทั้งเวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ จักรพรรดิยุทธ์ทั้งสองก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว

“ อย่าให้ข้าจับได้นะว่าเป็นใคร ข้าจะให้มาเฝ้าป่าแห่งนี้ตลอดกาลเลยคอยดู!! ” หยวนหมิงเย่กัดฟันกล่าวด้วยความไม่พอใจ

“ ให้ตายเถอะป่าพังระเนระนาดไปหมดแล้ว ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะกลับหมู่บ้าน

เวลานี้ที่หมู่บ้านฟ้าครามเต็มไปด้วยโคมไฟหลากสีสัน เนื่องจากว่าบุตรชายของผู้นำหมู่บ้านอย่างเหิงกั่ว สามารถเข้าร่วมกับสำนักบัวครามได้สำเร็จ

สำนักบัวครามเป็นกองกำลังระดับสามในอาณาจักรแสงจันทร์ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่แถวนี้ แม้กระทั้งเจ้าเมืองหยกศิลาเมื่อพบเจอผู้อาวุโสของสำนักบัวครามก็ยังต้องเชื่อฟังอย่างเคารพ

กองกำลังภายในอาณาจักรแสงจันทร์มีมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับด้วยกันคือระดับสาม ระดับสอง ระดับหนึ่ง และระดับสุดยอด

ซึ่งการที่จะเป็นกองกำลังระดับสามได้นั้นจะต้องมีตัวตนระดับราชันยุทธ์อยู่

กองกำลังระดับสองจะต้องมีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์อยู่

กองกำลังระดับหนึ่งจะต้องมีตัวตนระดับเหนือยุทธ์อยู่

ส่วนกองกำลังระดับสุดยอดนั้นจะต้องมีตัวตนระดับเซียนยุทธ์หรือเหนือกว่านั้น

เนื่องจากเหิงกั่วได้เข้าร่วมกับสำนักบัวครามทำให้หมู่บ้านฟ้าครามได้รับการคุ้มครองจากสำนักบัวคราม

ถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น สำนักบัวครามจะต้องส่งผู้อาวุโสมาตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นและจะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ศิษย์ของสำนักบัวคราม

สำหรับตัวเอกภายในงานเลี้ยงก็นั่งพูดคุยกับสหายด้วยความตื่นเต้นและเมื่อเหิงกั่วเห็นหยวนหมิงเย่เดินเข้ามา เขาก็รีบวิ่งไปหาทันที

“ หมิงเย่ ถ้าหากเจ้าอายุสิบสาม เจ้าจะต้องเข้าร่วมกับสำนักบัวครามให้ได้นะ แล้วก็ถ้าหากข้ามีโอกาศข้าจะนำโอสถมามอบให้กับเจ้า เพื่อให้เจ้าได้เตรียมรากฐานของตัวเองให้พร้อม ” เหิงกั่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ ขอบคุณมากพี่กั่ว ” หยวนหมิงเย่ยิ้มและใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง พวกเขามีอายุใกล้เคียงกันทำให้ทั้งสองสนิทกันราวกับพี่น้องจริงๆ

หลังจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...