ชิงเหม่ย คุณหนูหลงยุค
ข้อมูลเบื้องต้น
จิวเหม่ยคุณหนูร่างตุ้ยนุ้ยแสนน่ารักในแคว้นชิงยุคโบราณถูกวางยาจนเสียชีวิตจากความริษยาสงครามเรือนหลัง ที่ยังจับมือใครดมไม่ได้
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดเมื่อตนฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของสตรีผู้มีรูปร่างหน้าตาสะสวยถึงกลายมาเป็นสตรีผู้มีสามีแล้ว
แถมสามีผู้นี้ยังเป็นพ่อหม้ายลูกติดหน้านิ่งแสนเงียบขรึมหน้านิ่งพูดน้อยไปเสียอย่างนี้ แถมตนฟื้นขึ้นมาพร้อมกับการถูกด่าทอเป็นที่รังเกียจจากครอบครัวสามีเพราะถูกกล่าวหาว่าไปปีนเตียงน้องชายของสามีอีกต่างหาก
ท่านเซียนบนสวรรค์เจ้าขาท่านจะเหวี่ยงแต่ชะตากรรมร้ายๆให้ข้าไปถึงไหนเจ้าค่ะ แล้วข้าจะมีชีวิตรอดในชีวิตนี้อย่างไรกัน
ชิงเหม่ยสาวหัวสมัยใหม่นางแบบสาวร่างบอบบางผู้ไม่ยอมใคร ถูกคนรักที่คบหากันมานานหักหลังและทำร้าย ในคืนหลังแต่งงานเพียง3วันในฐานะพี่สะใภ้
จนวิญญาณถูกสลับกับคุณหนูจ้าวจิวเหม่ย คุณหนูอันดับหนึ่งคุณหนูใหญ่แห่งจวนท่านราชครูจ้าวที่แสนตุ้ยนุ้ยอ้วนกลมแสนน่ารัก แถมยังมีดีกรีถึงคู่หมั้นที่เป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหมิงที่เป็นที่หมายปองจากสาวๆน้อยใหญ่ทั้งแคว้น
ชิงเหม่ยดูสารร่างที่ดูจะหนักเป็น100กว่าชั่งที่ขาดเหลือไม่มากนักจะถึง200ชั่งอยู่แล้วที่ตนต้องมาอยู่ในร่างนี้แล้วก็ได้เพียงทอดถอนใจ
ไหนจะยัยแม่เลี้ยงปากหวานก้นเปรี้ยว แล้วก็ลูกสาวลูกชายของนางที่แทบว่าจะไม่สามารถเรียกเป็นพี่น้องกันได้เลย เพราะการที่ถูกเลี้ยงดูของนาง(แม่เลี้ยง)ใด้ปลูกฝังให้เด็กๆเหล่านี้มีแต่เพียงการแก่งแย่งชิงดีและริษยากัน
ไหนจะต้องระวังตัวจากยาพิษนาๆชนิดที่มาจากผู้คนเหล่านี้ ไหนจะต้องมารับรู้ถึงความรังเกียจที่ท่านรัชทายาทนั้นมีให้ตนเพราะความอ้วนท้วนเกินงามจนใครๆทั่วทั้งแคว้นก็แอบหัวเราะตน มันช่างน่าอัปยศอดสูเสียจริงๆ
ไหนจะต้องสืบหาสาเหตุการตายของร่างคุณหนูจิวเหม่ย ไหนจะต้องเอาชีวิตรอด พร้อมทั้งพี่เลี้ยงทั้งสองรวมถึงท่านแม่นมที่แสนดีของตนด้วย
หนี!มันคือหนทางเดียวเท่านั้น คนในสนามมันอ่านเกมส์ไม่ออกหรอก ชิงเหม่ยต้องถอยออกมาก่อนสิ แล้วค่อยกลับไปจัดการทุกคน มันถึงจะมันส์!!
ที่ใดกัน
“เจ็บจังเลย โอ๊ะ! เจ็บหัวจังเลย”
จิวเหม่ยได้เพียงแต่คลำดูที่หัวตัวเองเบา ขณะที่ลืมตาขึ้นมาช้าๆ
“ เอ๋ ผนังสีขาวหรือ? ที่นี่ที่ไหนกัน พี่เสี่ยวลู่ พี่เสี่ยวเซียน ไปไหนแล้วเล่า ช่วยข้าด้วย อ่ะ!เจ็บเสียจริง เกิดอันใดขึ้น มิใช่ว่า!”
จ้าวจิวเหม่ยได้เพียงแต่นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านของตน ตนนั้นได้เพียงแต่ว่า ตนนั้นเป็นลูกสาวภรรยาเอกจิวเซียงของท่านราชครูจ้าวแห่งราชวงศ์หมิง ที่มารดานั้นได้เสียชีวิตไปด้วยโรคประหลาดหาสาเหตุไม่เจอเมื่อครั้งจ้าวจิวเหม่ยนางยังเด็กอยู่
ท่านราชครูจึงได้เลื่อนฮูหยินอ้ายขึ้นมาเป็นภรรยาเอก แทนฮูหยินเอกจิวเซียง จ้าวจิวเหม่ยจึงตกอยู่ในการดูแลของฮูหยินอ้าย นับแต่อายุได้เพียงหกหนาว ซึ่งก็คงเหมือนเรือนอื่นๆที่ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้เป็นมารดาเลี้ยงก็คงจะไม่มีทางรักและดูแลบุตรคนอื่นได้เท่ากับบุตรของตนเอง
และจ้าวจิวเม่ยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเหมือนกัน แม้ต่อหน้าทุกคนรวมถึงท่านพ่ออย่างท่านราชครูจ้าว ท่านแม่ฮูหยินอ้ายจะแสร้งทำเป็นรักและเมตตาตนปานใด แต่ลับหลังพวกท่านเหล่านั้นแล้ว ก็ยากนักที่จะได้รับความรักความเมตตาจากท่านได้จริงๆ มันมีแต่ความเกลียดชังริษยาเท่านั้นจริงๆในสายตา
แต่ยังดีที่มีท่านย่าที่แสนใจดีนั้นคอยช่วยดูแล และพาไปอยู่ที่เรือนของท่าน เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาจิวเหม่ยรู้เรื่องที่ได้ถูกหมั้นหมายให้กับท่านองค์รัชทายาทแห่งเมืองหมิงที่เนื้อหอมที่สุดในขณะนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันเกิด ก็ต้องเตรียมตัวเป็นสตรีที่เตรียมพร้อมสำหรับแต่งงานที่น่าอิจฉาที่สุดในเมือง
แต่อนิจจาที่อยู่ๆจินเหม่ยที่นั้นก็ป่วยด้วยโรคประหลาดรักษาไม่หายภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน
จิวเหม่ยก็เอ๊ะ! นี่ข้าตายแล้วหรือ?
“ที่นี่คือสวรรค์หรือเปล่านะ แปลกเสียจริง”
ในขณะที่จิวเหม่ยกำลังสับสนกับตัวเองอยู่นั้น ก็มีหญิงสาวแต่งกายแปลกด้วยชุดสีขาวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“…..”
“นี่นัง เอ่อ พี่สะใภ้ โอ้ย!เรียกทีไรก็กระดากปาก นี่คุณจิวเหม่ยเลิกทำตัวอย่างนี้ได้แล้ว คนอะไรน่ารังเกียจสิ้นดี!
คุณหน่ะเป็นพี่สะใภ้คนโตของฉันนะ ต้องไร้คุณธรรมถึงเพียงใดกัน ทำไมถึงยังมาคิดปืนเตียงพี่รองของเราได้อีก น่ารังเกียจจริงๆ ผู้ชายเขาไม่เอาแล้วยังจะทำตัวน่าสมเพชอีกอยู่ได้ ”
“…..”
จิวเหม่ยได้เพียงตกใจกับคำพูดที่แสนบาดใจจากหญิงชุดขาวที่เพิ่งเข้ามาในเรือน เอ๊ะๆมิน่าจะใช่เรือนในจวนราชครูจ้าวนี่นา แต่!นางคือใครกัน ทุกถ้อยคำล้วนเสียดแทง ด่าทอเยี่ยงแม่ค้าในตลาดปลาที่ท่านแม่นมเยี่ย แม่นมที่เลี้ยงตนมานั้นได้ดุพวกบ่าวไพร่ในจวนบ่อยๆ
“พูดแล้วยังจะมองหน้าอีก ที่ฉันพูดนี่เข้าใจไหมนี่ห๊ะ เมื่อไรจะยอมรับความจริงเสียที ว่าตระกูลจ้าวของคุณหน่ะ ยอมรับเงื่อนไขให้คุณแต่งงานกับพี่ใหญ่แทนคู่หมั่นเก่าอย่างพี่ชายรองของเราแล้ว พร้อมกับเงินก้อนใหญ่นั่นหน่ะ”
“…..”
“โอ๊ย!พูดกับคนไม่มีสมอง ไม่รู้คุณปู่ท่านคิดอย่างไรถึงได้หมั้นคนไม่มีสมองอย่างนี้ให้คนตระกูลซูของเรานะ น่ารังเกียจจริงๆ พูดด้วยแล้วยังมาทำหน้าตกใจบ้าอะไรอยู่อีกกัน เป็นบ้าไปแล้วหรือไงกัน”
“ท่าน เอ่อ ท่านรู้จักกับข้าด้วยหรือเจ้าคะ?”
“อะไรนะ พูดว่าอะไรนะ!”
“ท่าน เอ่อ เจ้าพูดกับข้าใช่ไหมเจ้าคะ”
“ล้มหัวฟาดเตียงแค่นี้ ถึงกับดัดจริตทำเป็นมาจะมาความเสื่อมหรือย่ะ มุขตื้นๆแค่นี้ ไม่มีผลอะไรกับฉันหรอกนะ”
“เอ่อ คือ”
“พยาบาลมานี่สิ”
“คะ คุณหมอฟาง”
“คนไข้ฟื้นแล้วก็ทำแผลให้หน่อยแล้วกัน แล้วให้นอนพักที่โรงพยาบาลนี่ไปก่อนสักสี่ห้าวัน รอพี่ใหญ่เหยียนมารับไปอยู่ด้วยเถอะ ที่บ้านกำลังวุ่นวายกันใหญ่แล้ว น่าเบื่อจริงๆคนอะไรไม่มีหัวคิด เช่อะ!”
แล้วผู้หญิงคนที่ใส่คลุมสีขาวคนแรกก็ออกไปจากห้องหลังจากที่ด่าๆจิวเม่ยเสร็จ อะไรของแม่นางคนนี้ ปากคอเราะร้ายเสียจริงๆ
แล้วไม่นานผู้เหญิงอีกคนก็เข้ามาทำแผลบนหน้าผากของจิวเม่ย แต่แผลอะไรกันนะ
แต่จับๆที่หน้าฝากดูก็เจ็บมากจริงๆ บาดแผลอย่างนั้นหรือ
“ยังเจ็บอยู่ไหมคะคุณ”
“เจ้าถามข้าหรือท่านหมอ อืม เจ็บอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ขอบใจเจ้ามาก ข้าต้องการคันฉ่อง เจ้าช่วยหามาให้ข้าได้หรือไม่”
จิวเหม่ยถามแม่นางที่ดูท่าทางใจดี ที่มาทำแผลให้ แต่ดูนางตกใจในคำตอบของข้ายิ่งนัก
“คันฉ่อง เอ่อ กระจกหน่ะหรือคะ คุณหนูจากตระกูลผู้ดีเก่า ต้องให้คำพูดโบราณขนาดนี้เลยหรือคะน่าแปลกจังเลยนะคะ”
“โบราณหรือ?”
ข้าได้เพียงแต่พูดเบาๆกับตัวเองอย่างนึกแปลกใจ สิ่งใดจึงเรียกว่าโบราณกันนะ
แล้วไม่นานท่านหมอผู้นี้ก็ได้นำเอาสิ่งที่เรียกว่ากระจกมาให้ข้าได้ส่องดูแผลที่หน้าผาก อืม มันช่างชัดเจนดีเสียจริงๆของดีอะไรเยี่ยงนี้
แต่ข้าก็ต้องตกใจที่คนที่ข้าเห็นในกระจกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ที่ข้าไม่รู้จัก เป็นหญิงสาวที่อายุประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองหนาว มากกว่าข้าที่อายุเพียงสิบห้าหนาว ข้าทำได้เพียงนิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่เพียงลำพังชะงักไป เกิดสิ่งใดขึ้นกับข้ากันนะ
“คนไข้เป็นอะไรไปหรือคะ ไม่ต้องห่วงนะคะ แผลที่หน้าผากไม่มากนัก แตกนิดหน่อย รับรองว่าไม่เป็นแผลเป็นแน่นอนค่ะ ไม่นานก็หายค่ะ”
แม่นางหมอหญิงเอ่ยบอกข้าอย่างใจดี ต่างกับท่านหมอปากร้ายคนเมื่อกี้มากนัก
“…..”
“คนไข้คงอยากพักแล้ว ถ้าอย่างนั้นพยาบาลจะออกไปก่อนนะคะ คนไข้คงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อนตามคำสั่งของคุณหมอฟางเจ้าของไข้ค่ะ”
“เจ้าค่ะ เอ่อ ค่ะ”
จิวเหม่ยได้เพียงรับคำเบาๆ เมื่อคนที่บอกว่าตนนั้นเป็นพยาบาลออกไป(พยาบาลคือสิ่งใดกัน?)จิวเหม่ยก็ได้เพียงแต่นั่งส่องสิ่งที่เรียกว่ากระจก(มันดีกว่าคันฉ่องทองเหลืองอันใหญ่ที่จวนท่านราชครูบิดาของตนนัก)
แต่คิดอย่างไรจิวเหม่ยก็คิดไม่ออก ที่นี่คือที่ไหนกันนะ!
เรียนรู้
คืนนั้น
และเมื่อข้านั้นนอนหลับไปด้วยฤทธิ์ยา ข้าก็ได้นิมิตรเห็นเรื่องราวต่างๆของหญิงสาวเจ้าของร่างนี้ หญิงสาวผู้นี้มีนามว่าชิงเหม่ย แซ่เดิมคือแซ่จ้าว(เหมือนข้าเลย) ช่างน่าประหลาดใจนัก
นางแต่งงานแล้ว กับบุรุษนามว่าท่านเหยียน แซ่ซู ที่เป็นพ่อหม้ายลูกติดหนึ่งคน แล้วก็เป็นพี่ชายต่างมารดาของคนรักเก่าของนาง
มาถึงตอนนี้ชิงเหม่ยก็สับสนนิดหน่อย แต่ในห้วงความทรงจำของร่างนี้ บอกเล่าข้าให้เข้าใจว่า แม่นางชิงเหม่ยร่างนี้ นางเป็นคนรักของคุณชายรองซูหยาน มานานหลายปีเพราะสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เด็กระหว่างตระกูลจ้าวของนางกับตระกูลซู
เมื่อก่อนท่านปู่ตระกูลจ้าวที่เป็นตระกูลเก่าดังเดิมนั้น ร่ำรวยมหาศาล แต่พอท่านปู่ได้สิ้นอายุขัย สมบัติตกทอดมายังท่านพ่อของร่างนี้ แต่เพราะเหตุผลใดไม่ทราบได้ถึงได้ตกต่ำลง จนแทบไม่เหลืออะไร
ทางคุณนายตระกูลซูจึงได้ขอเปลี่ยนให้แม่นางชิงเหม่ยคนนี้นั้นไปแต่งงานกับพี่ชายของคู่หมั้นเดิมอย่างคุณชายรองซูหยาน
มาเป็นแต่งให้คุณชายใหญ่ซูเหยียนผู้มีสถานะหม้ายลูกติดหนึ่งคนแทน แลกกับความช่วยเหลือด้านการเงินก้อนใหญ่ ก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวตระกูลจ้าวจะคว้าเอาไว้ได้ และตั้งใจที่จะบินไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศกันหมด
ตอนแรกแม่นางชิงเหม่ยก็มิได้ได้พร้อมใจที่จะเปลี่ยนจากคนรักเดิมที่หล่อเหลาอย่างคุณชายซูหยานไปเลยสักนิด แต่ก็เพราะเชื่อคำโกหกของคุณชายรองซูหยาน ที่บอกว่าจะหาทางกลับมารักกันกับนางให้ได้ทีหลัง ตอนนี้ให้ยอมผู้ใหญ่ไปก่อน
แล้วด้วยความรักบังตา และความอยากช่วยเหลือครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายนางถึงได้ยอมแต่งงานไปกับคุณชายใหญ่ซูเหยียนในเวลาต่อมา
แต่คืนแต่งงาน นางกลับวางยานอนหลับให้สามีที่นางเพิ่งแต่งให้นอนหลับไปจนมิได้เข้าหอตามปรกติที่พึงปฏิบัติกัน
พอวันรุ่งขึ้น สามีของนางก็มีภารกิจลับที่ต้องไปปฏิบัติการแต่เช้ามืด นางจึงมิได้พบเจอหน้าของท่านซูเหยียนอีกเลย
ท่านสามีของร่างนี้ ท่านเป็นทหารในกองทัพปักกิ่ง(ปักกิ่งคือที่ใดยังไม่รู้ รู้เพียงว่าปักกิ่งเป็นชื่อสถานที่เพียงเท่านั้น)
และถึงท่านผู้นี้จะเป็นถึงคุณชายใหญ่ของตระกูลซูก็จริง แต่ก็เป็นเพียงลูกที่เกิดจากเด็กสาวในบ้านที่เป็นญาติห่างๆของคุณย่าผู้เฒ่าซูเพียงเท่านั้น
และเมื่อท่านพ่อของท่านซูเหยียนได้แต่งงานเอาสตรีที่คู่ควรกันเข้ามาในบ้าน ท่านแม่ของท่านซูเหยียนก็หายไปทิ้งไว้เพียงทารกอายุเพียงสองหนาวไว้ที่บ้านตระกูลซู
ดังนั้นตำแหน่งผู้สืบทอดจึงเป็นของคุณชายรองหยานผู้หล่อเหลาเพียงคนเดียว ส่วนท่านผู้ที่ชื่อว่าซูเหยียนที่เป็นสามีของร่างนี้ ก็หาได้สนใจไม่ ท่านเข้าร่วมกองทัพเมื่อเรียนจบชั้นมหาวิทยาลัยในวัยเพียงสิบแปดปีเท่านั้น(มหาวิทยาลัยคือสิ่งใดกันนะ ใช่สถานศึกษาหลวงที่ท่านพ่อข้าเป็นอาจารย์สอนเหล่าขุนนางกับองค์รัชทายาทหรือเปล่านะ)
มีเพียงข่าวลือที่ร่างแม่นางชิงเหม่ยเคยได้ยินแต่มิได้สนใจว่า ท่านซูเหยียนได้ไปมีสัมพันธ์กับสตรีนางหนึ่งแต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร
และสตรีนางนั้นก็เสียชีวิตหลังคลอดบุตรชายได้ไม่นาน ท่านซูเหยียนจึงได้เลี้ยงบุตรเพียงผู้เดียวตั้งแต่นั้นมา
ที่จริงเมื่อแม่นางชิงเหม่ยนั้นแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ให้กับตระกูลซูแล้วก็น่าจบลงแต่เพียงเท่านั้น
แต่เหตุใดก็มิทราบได้ อาจจะด้วยความรัก ความทะเยอทะยานของนาง(หรือเปล่า) ที่ต้องการที่จะขึ้นเป็นภรรยาเอกของท่านผู้สืบทอดซูหยาน นางจึงได้ลักลอบคบหากับคุณชายหยานเหมือนเดิม จิวเหม่ยเพียงแต่เห็นนิมิตรเพียงลางๆมิได้รู้ลึกถึงเพียงนั้น
จนวันที่สามของวันแต่งงาน จึงเกิดเรื่องนางได้ขึ้นเรือนใหญ่ไปพบท่านซูหยานในเวลาค่ำคืน จนมีคนมาพบ แต่คุณชายรองซูหยานนั้นพยายามเอาตัวรอด
จึงได้ผลักนางล้มจนหัวฟาดขอบเตียงสลบไป แล้วจิวเหม่ยก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของนางนับแต่นั้นมา
“โธ่! ช่างน่าอับอายเสียจริงๆแล้วอย่างนี้ จิวเหม่ยที่มาอยูในร่างของแม่นางชิงเหม่ยคนนี้จะกล้ามองหน้าใครได้กัน”
จิวเหม่ยได้เพียงรำพึงออกมาเบาๆ
ตลอดห้าวันที่ข้านั้นนอนรักษาตัวที่โรงหมอ(โรงพยาบาล)ไม่มีใครเข้ามาเยี่ยมข้าแม้สักคน มีเพียงท่านหมอ เอ่อ ท่านพยาบาลเท่านั้นที่มาดูแผลอันเล็กกระจ้อยร่อยนี้ของข้า
ข้ามีหน้าที่เพียงกิน นอน แล้วก็ดูสิ่งที่เรียกว่าโทรทัศน์ในห้องคนไข้พิเศษ ซึ่งมันทั้งแปลกใหม่ ทั้งน่าสนใจมากสำหรับข้า
ตอนนี้ข้าพอรู้พอเข้าใจแล้วว่า ข้านั้นอยู่ๆก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของสตรีผู้มีนามว่าจ้าวชิงเหม่ย
โอ๊ะ!นางแต่งงานแล้ว นางก็ต้องเป็นซูชิงเหม่ยตามท่านสามีของนาง แล้วก็มาอยู่ในยุคสมัยใดก็มิทราบได้ ไม่เคยมีอยู่ในยุคสมัยที่ข้ารู้มาแม้แต่น้อย(ไม่เคยได้ยิน)
ทุกสิ่งช่างแปลกตา น่าสนใจไปหมด ข้าเองที่มาอยู่ที่นี่คนเดียว ถ้าข้าไม่รีบปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ ข้าก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นสตรีวิปลาสไปเสีย ถ้าเป็นในยุคสมัยแห่งข้า ที่ข้าจากมาอาจจะถูกจับไปเผาทิ้งทั้งเป็นก็ได้ ดังนั้นข้าจักต้องรีบเรียนรู้สิ่งต่างๆในโลกแห่งนี้ให้ได้เร็วที่สุด และต้องทำตัวให้กลมกลืนที่สุดนั่นเอง
ในโลกใบนี้ข้าเรียนรู้มาว่า ผู้คนจะนิยมอยู่กันในหีบทรงสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าตึกคอนโด อพาร์ตเมนต์ ห้องชุดใดๆก็แล้วแต่ตามแต่จะเรียกขานกัน ไม่นิยมอยู่จวนใหญ่เหมือนจวนของท่านพ่อข้า แล้วก็ไม่มีใครนั่งรถม้าหรือเกวียนกันแล้ว แต่จะขี่เจ้าสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์แทน อาหารการกินก็หลากหลาย ผลไม้ก็มากมายเต็มไปหมด ช่างเป็นชีวิตที่สุขสบายกระไรเช่นนี้
คำเรียกขานเองข้าก็ต้องปรับเปลี่ยน ไม่มี ข้า เจ้า กันแล้ว แต่ก็มีคำที่คล้ายกันมากมาย ข้าตั้งใจที่จะเรียนรู้ด้วยการดูโทรทัศน์ทั้งวันทั้งคืนวนเวียนกันไป
จนวันที่ห้าของการที่ข้าพักอยู่ที่นี่ ก็มีบุรุษท่านหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลามาดเข้ม ผิวก่ำแดด รูปร่างสูงใหญ่สมชายชาตรี(เหมือนท่านแม่ทัพในที่ๆข้าจากมานัก) มาหาข้าถึงในห้องคนไข้พิเศษ
“เตรียมตัว เราจะออกจากโรงพยาบาลกันวันนี้”
บุรุษหน้านิ่งเอ่ยกับข้า ?!? อย่างนั้นหรือ
“…..”
“ท่านคือ เอ่อ”
“…..”
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณพยาบาล”
“คุณผู้หญิงมีปัญหาเรื่องความทรงจำนิดหน่อยค่ะ แต่คุณหมอบอกว่าเป็นเพียงผลกระทบจากการที่ศีรษะไปกระแทกจนได้รับผลกระทบกระเทือน แต่คิดว่าไม่นานจะหายเป็นปรกติค่ะ”
“คิดว่า? แล้ว ทำไมไม่ตรวจรักษาอย่างละเอียดครับ ทำไมถึงใช้เพียงคำว่าแค่คิดว่าหรือครับ”
ษุรุษผู้นั้นกล่าวนิ่งๆอย่างไม่พอใจ
“เอ่อ คือ คุณหมอฟางเธอ เอ่อ”
“อืม เข้าใจแล้ว เฮ้อ! ผมมีเวลาไม่เยอะ เอาเป็นว่า ผมให้คุณตัดสินใจว่าคุณจะไปอยู่กับผมที่ค่ายทหาร หรือจะกลับไปอยู่ที่บ้านตระกูลซูเหมือนเดิม หรือ~”
“…..”
“เจ้าคะ?”
“หรือถ้าคุณต้องการหย่า ผมก็จะหย่าให้คุณทันที”
เกี่ยวอะไรกับข้า
“หย่า!?”
จิวเหม่ยจึงได้เพียงตกใจกับประโยคการหย่าร้างทันที ตนที่มาจากยุคสมัยที่การหย่าร้างก็เหมือนกับการแขวนคอตายของสตรี จึงทำได้เพียงตกใจ อะไรกัน อุตส่าห์ได้มาเกิดในยุคที่สุขสบายปานอยู่บนสวรรค์ เหตุใดถึงได้จะมาแขวนคอข้าเร็วนักเล่า
“ไม่หย่านะเจ้าคะ ข้าไม่หย่า”
“คุณว่าอะไรนะ ผมได้ยินไม่ชัด พูดว่าข้าหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้า อุ้ย เปล่าค่ะ ฉันไม่หย่านะคะ คุณช่วยเมตตาฉันด้วยเถอะค่ะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่ฉันไม่หย่านะคะ”
“เป็นอะไรกันหน่ะ ถ้าไม่อยากหย่า แล้วคุณทำอย่างนั้นทำไมกัน”
“ทำอะไรหรือเจ้าคะ เอ่อ คะ”
“ก็ที่คุณ ถึงกับเข้าไปในห้องเจ้ารองหยาน ไปปีนเตียงของเจ้ารองหยานนะสิ ร้ายกาจสิ้นดีผู้หญิงอะไร”
จิวเหม่ยจะทำเยี่ยงไรดีเล่าทีนี้ ที่จริงจิวเหม่ยก็เห็นด้วยที่บุรุษผู้นี้พูดอยู่นะ ว่าแม่นางชิงเหม่ยนั้นทำไปทำไม แต่เหตุใดถึงมาดุด่าข้าเล่า ข้ามิรู้มิเห็นกับนางด้วยเสียหน่อย
“ฉันจำไม่ได้ ว่าฉันทำอะไรลงไปเจ้าค่ะ เอ่อ ค่ะ แต่ต่อไปจะไม่ทำแล้วค่ะ ท่านพี่”
“ท่านพี่? นี่คุณแกล้งทำ หรือสมองกลับจริงๆ กันนี่ เอาอย่างนี้ คุณไม่ได้อยากหย่าจริงๆ ใช่ไหม”
“ค่ะ ไม่หย่าค่ะ”
จิวเหม่ยรีบพยักหน้าหงึกๆ ตอบทันทีรับทันทีอย่างแสดงความมั่นใจ
“แล้วเป็นอะไรถึงไม่ยอมมองหน้าผม พูดแล้วก้มหน้าทำไมกัน”
“…..”
“มองได้หรือคะ อ้อ ได้สินะเจ้าคะ”
“เฮ้อ ปวดหัว เอาอย่างนี้ อืม คุณก็ลองอยู่ในชีวิตสมรสกับผมสักปีก็ได้ ผมเข้าใจ คุณก็ไม่มีใครแล้ว ทางบ้านคุณก็ย้ายครอบครัวไปต่างประเทศหมดแล้วนี่ ผมก็จะเลี้ยงดูคุณไว้ก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นคุณก็เลือกเอาว่าจะไปอยู่กับผมที่เป็นสามีของคุณหรือจะเลือกอยู่บ้านตระกูลซู แล้วได้ชะเง้อมองดูเจ้ารองหยานบ้านใหญ่ไกลๆ เหมือนเดิมดี”
“ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว ข้าจะไป ไปมองชายอื่นทำไมเล่าเจ้าคะ”
บุรุษดั่งผืนฟ้า ชายอื่นข้าจะกล้าชายตามองได้เยี่ยงไรกัน ถามแปลกๆ บุรุษหน้านิ่งผู้นี้นี่
“สรุปคือ?”
“ก็ต้องไปอยู่กับท่านพี่สิเจ้าคะ ยังต้องเลือกอะไรกันอีก ท่านพี่อนุญาตให้ข้าติดตามไปอยู่ด้วยจริงๆ หรือเปล่าเล่าเจ้าคะ เอ่อ คะ”
“อืม จะไป ก็ไป เฮ้อ! ก็ไปเปลี่ยนชุด จะได้ไปเก็บของที่เรือนเล็กบ้านตระกูลซูกัน ผมลางานมาได้เพียงวันเดียว จะได้รีบกลับค่ายนะคุณ”
“เจ้าค่ะ ข้าจะเตรียมตัวเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
แล้วจิวเหม่ยในร่างของจ้าวชิงเหม่ยหรือชิงชิงก็รีบเข้ามาเปลี่ยนชุดที่เป็นชุดเดิมที่ใส่มาตอนถูกส่งมาโรงพยาบาล แต่!
“นั่นคุณเอาผ้าห่มโรงพยาบาลห่มออกมาทำไม หนาวหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อค่ะ ไม่หนาวค่ะ”
จิวเหม่ยเอ่ยพลางหน้าแดงอย่างเขินอายละคนกังวลใจ ที่ตนได้หยิบฉวยผ้าห่มผืนโตของโรงหมอติดตัวมาด้วย
“แล้วเอาผ้าห่มออกมาด้วยทำไมครับ หนาวอย่างนั้นหรือ”
“…..”
“ข้า เอ่อข้า คิดว่าอาภรณ์ เอ่อ ชุดที่ข้าสวมใส่มันเปิดเผยร่างกายมากไป มันไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ เอ่อ ค่ะ”
จิวเหม่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก มือก็กระชับผ้าห่มให้แน่นๆ มากยิ่งขึ้น
“ชุดมันไม่เหมาะยังไง ไหน คุณเอาผ้าห่มออกซิ”
ซูเหยียนเอ่ยมาอย่างนึกรำคาญในท่าที่ที่แสนประหลาดของแม่นางแบบคนสวยที่กลายมาเป็นภรรยาจำเป็นของตนเองอย่างจำใจ
“หึ!มิได้เจ้าค่ะ มิได้ ข้ากระดากอายยิ่งนัก”
จิวเหม่ยส่ายหัวเป็นพัลวันอย่างนึกอึดอัดใจ
“เป็นอะไรมากไหมนี่ พูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย เฮ้อ ผมจะไปจ่ายค่ารักษา คุณรออยู่ในห้องนะ เดี๋ยวผมมา เฮ้อ! เป็นบ้าอะไรนี่”
แล้วท่านสามีของร่างนี้นามว่าซูเหยียนก็ออกไปจากห้อง
“เฮ้อ!อึดอัดเสียจริง ข้าจะรอดจากการจับไปเผาไฟหรือไม่นี่ จิวเหม่ยเอ๋ย คะสิ ต้องพูดคะ ขา มิใช่เจ้าคะ รู้ไหมจิวเหม่ย”
จิวเหม่ยเตือนตนเองในใจ ทั้งหนักใจกับหนทางที่จะเอาตัวรอดในสถานที่ที่แสนมหัศจรรย์เยี่ยงนี้
เพียงสิบนาทีผ่านไปท่านสามีซูเหยียนก็กลับมา
“ไป กลับไปเก็บของกัน แล้วของที่นี่ล่ะ มีอะไรให้เก็บไหม”
“มิ ไม่มีเจ้าค่ะ”
จิวเหม่ยก้มหน้าส่ายหน้าให้อย่างเหนื่อยอ่อนในใจ
“มีใครมาเยี่ยมบ้างไหม”
“ไม่มี เจ้าค่ะ”
“อาหยานก็ไม่มาหรือ”
“อาหยาน? ใครกัน เอ่อมิมีใครมาเลยเจ้าค่ะ”
ซูเหยียนฟังคำตอบของหญิงสาวอย่างนึกจับเท็จในท่าทาง แต่ท่าทางอย่างนี้มันเหมือนเด็กมัธยมต้นเพียงที่ใสซื่อเท่านั้นกระมัง
หรือจะเป็นเพียงมารยาหญิงที่ชอบแสดงกันนะ ช่างเถอะ! มันไม่ใช่ปัญหาของเขาเสียหน่อย ถ้าเสแสร้งสักวันก็หลุดมาให้เห็นเองนั่นล่ะ
“หือ? อืม เข้าใจแล้ว ป่ะ แล้วผ้าห่มโรงพยาบาล คืนเขาด้วยครับ”
“แต่ว่า~ เอ่อ”
“เอาคืนเขาด้วยครับ”
ซูเหยียนเอ่ยดุๆ
“ข้า เอ่อ ฉัน คือ”
พรึบ!
“ท่านพี่!”
จิวเหม่ยในร่างของชิงเหม่ยถึงกับต้องรีบเอามือปิดร่างกายที่สวมชุดที่บางเบามีสายคล้องเส้นเล็กอย่างกับผ้าตู้โตว (เสื้อชั้นในสตรีโบราณ) เท่านั้น เมื่อท่านซูเหยียนนั้นถึงผ้าห่มออกจากกายนาง
“ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านพี่ อ๊าย!”
“เอ่อ ผมเข้าใจแล้ว”
แล้วซูเหยียนก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ตตัวนอกออกมาคลุมให้สตรีที่ขึ้นชื่อว่าภรรยาของตนอย่างคุณหนูจ้าวชิงเหม่ย ใส่ไว้ ถึงมันจะเป็นชุดที่ดูทันสมัย ไม่ได้แตกต่างมากมายกับคนในยุคนี้ที่เป็นยุคแห่งอิสระเสรีกันแล้วแต่ชุดสายเดี่ยวเส้นสปาเกตตีลายลูกไม้สี่แดงนี่มัน ก็ดูจะเกินไปหน่อยจริงๆ
“ก็รู้ว่าโป๊แล้วใส่ทำไมกัน”
ซูเหยียนบ่นเบาๆ พลางเสหน้ามองไปทางอื่น
“ไม่รู้ เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้ว่ามันโป๊? อย่างนั้นหรือ”
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“แล้วไม่รู้อะไร”
“ไม่รู้หามาใส่ทำไมเจ้าค่ะ เอ่อ ค่ะ”
“นั่นสินะ ผมไม่อยากมีปัญหาหรือทะเลาะกับคุณหรอกนะ ผมก็พอเข้าใจว่าคุณก็คงถูกกดดันมาพอสมควรในเรื่องแต่งงานนี้ แต่คุณก็ต้องเข้าใจด้วยว่าผมก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน ผมเองก็ถูกบังคับจับมาให้แต่งงานกับคุณเหมือนกัน
จะพูดอย่างไรดีคือ ผมไม่รู้ว่าคุณกับเจ้ารองหยานรักกันมากเพียงใดนะ แต่ตอนนี้เจ้ารองหยานก็กำลังจะหมั้นกับคุณหนูตระกูลหลี่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ คุณคงต้องทำใจ แล้วก็ตัดใจให้ได้นะครับ”
“บุรุษผู้นั้นจะหมั้นจะแต่งแล้วเกี่ยวอะไรกับข้าเล่าเจ้าคะ”
“…..”
“?”
“คุณแน่ใจหรือครับ”
ซูหยานเอ่ยถามอย่างนึกแปลกใจ
“แน่ใจเจ้าค่ะ ในเมื่อข้าได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของท่านพี่แล้ว ข้าเองก็ไม่ควรสนใจบุรุษอื่นมิใช่หรือเจ้าคะท่านพี่”
“ท่านพี่?”
“…..”
“คุณดูเปลี่ยนไปมากนะครับ”
“เราเคยรู้จักกันมาก่อนด้วยหรือเจ้าคะ”
“ก็นิดหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะครับ คือเรากลับไปที่บ้านก็อาจจะมีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย คุณเองก็คงต้องรับศึกหนักทีเดียวนะครับ”
“ศึกหนัก เรื่องยุ่งยากอันใดหรือเจ้าคะ”
จิวเหม่ยที่อยู่ในร่างของคุณหนูจ้าวชิงเหม่ยได้เพียงแค่คิดกังวลในใจ และคิดถึงเรื่องวุ่นวายในเรือนหลังของแต่ละจวนอย่างนึกหนักใจไปอีกในขณะนี้
ข้าจะทำเยี่ยงไรดี!