操你妈 為了土地 มารดามันเถอะ ช่วยมายึดแผ่นดินของข้าสักที
ข้อมูลเบื้องต้น
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามทำการคัดลอก หรือดัดแปลงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของงานเขียนนี้ รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอดสด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่ารูปแบบหรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
****อัพลงทุกวัน จันทร์ พุทธ ศุกร์****
ชื่อจีน : 操你妈 為了土地
ชื่อภาษาอังกฤษ : mother f_cking for the land
ชื่อภาษาไทย : มารดามันเถอะ ช่วยมายึดแผ่นดินของข้าสักที
อ่านสักนิด….
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อ้างอิงตามประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของจีน เนื่องจากข้อมูลของราชวงศ์นี้มีน้อย จึงมีการแต่งเพิ่มเสริมตัวละครเข้าไปเพื่อเพิ่มอรรถรส ฉาก ผู้คน เมือง แคว้น การสู้รบ ล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติที่ถูกแต่งขึ้น
ขออภัยหากมีข้อผิดพลาด และไรต์ก็ไม่ใช่นักเขียนมือฉมัง อาจมีคำตกบ้างขาดบ้างอยู่ตลอด ต้องขอโทษรีดเดอร์เอาไว้ ณ ที่นี้
ปล. นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายแปล แค่เอาภาษาอังกฤษกับภาษาจีนมาใส่ เพื่อให้มันดูเท่เฉยๆ
เรื่องย่อ
ลูกคนรวยรุ่นที่สองจากโลกปัจจุบัน ถูกเทพแห่งโชคชะตาลงโทษเพราะเขาไปลบหลู่ จนเป็นผลที่ทำให้เขาย้อนเวลาไปเป็นจักรพรรดิหูไห่แห่งราชวงศ์ฉิน ตามที่คำสัญญาที่เทพแห่งโชคชะตาบอก ว่าเขาจะสามารถกลับไปยังโลกปัจจุบันได้ก็ต่อเมื่อราชวงศ์ของเขาสิ้นสุด แน่นอนว่าตามประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ฉิน มันจะล่มสลายในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่หูไห่ก็ไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้น ดังนั้น เขาจึงทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะทำให้แผ่นดินของตนล่มสลายให้เร็วกว่าเดิม
อย่างเช่นไล่ขุนนางดีๆ ออก
เอาขันทีเฒ่าที่จะปลงพระชนจักรพรรดิในอนาคตไว้ข้างๆ ตัว
เอาขุนนางขี้เกียจมาเป็นที่ปรึกษา
ยุยงให้ลูกพี่ลูกน้องก่อกบฏ
หาเรื่องอาณาจักรรอบข้างเพื่อจะทำสงคราม
เอาทหารเฝ้ายามไปเป็นแม่ทัพใหญ่เพื่อสู้รบ
แล้วยุยงให้สนมทั้งสามพันคนตบตีกันในวังหลัง
แต่มารดามันเถอะ ทำไมดินแดนของฉันถึงไม่ล่มสลายไปสักทีว่ะ แล้วแบบนี้ ฉันจะกลับไปยังโลกปัจจุบันได้ยังไง
ณ ท้องพระโรง
“ทูลฝ่าบาท เทพพยากรณ์ของเรา ได้ทำนายว่าแผ่นดินต้าฉินจะอุดมสมบูรณ์ไปนานอีก 40 ปี ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล มิมีผู้ใดจะ…”
“หุบปาก!! เจ้าจงหยุดพูดสิ่งอัปมงคลเหล่านั้นให้ข้าได้ยิน ทหาร!.. นำมันผู้นี้ไปตัดหัว”
“เฮ้!! นั้น ขุนนางเฒ่าที่แอบยืนหลับอยู่ตรงหัวมุม เจ้านับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีพรสวรรค์มาก มาเอารางวัลจากข้า 1,000 ตำลึงทอง”
“…”
“…”
“….”
ชี้แจง :
-เวลาที่ตัวเอกพูดกับตัวเอง จะใช้เป็นภาษาของยุคใหม่
-แต่ขณะที่ตัวเอกพูดคุยกับคนอื่น จะใช้ภาษาโบราณ
-ห้ามนำไปลงยูทูปหรือทำนิยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต (เจอบ่อยมาก)
-ลงแบบวันเว้นวัน เพราะไรต์ทำเป็นอาชีพเสริม
-วันไหนไม่ได้อัพลง แสดงว่าไรต์ติดงาน ต้องขออภัยรีดเดอร์ที่ติดตามเน้อ^^
หูไห่ บุตรชายของจิ๋นซีฮ่องเต้
ราชวงศ์ฉิน 210 ปีก่อนคริสตกาล หลังเหตุการณ์สวรรคตของจิ๋นซีฮ่องเต้
ณ ตำหนักจักรพรรดิ
“ฝ่าบาท ได้เวลาตื่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ เวลานี้คือยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) และเมื่อถึงยามซื่อ (09.00 – 10.59 น.) พระองค์จักต้องเตรียมตัวขึ้นศาล เพื่อที่จะได้เริ่มประชุมราชกิจของแผ่นดิน”
เสียงอ้อยอิ่งแหบๆ ก็ได้ดังออกมาจากที่ด้านนอกตำหนัก จนทำเอาหูไห่ จักรพรรดิฉินองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ฉิน จะค่อยๆ เปิดเปลือกตาของตัวเองตื่นขึ้นช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงที่ไม่น่าภิรมย์ดังขึ้นมาขัดจังหวะฝันหวานของเขา
ใช่แล้ว เขาชื่อว่าหูไห่ และเขาก็ไม่ใช่คนของยุคนี้มาตั้งแต่แรก
เดิมที เขาเป็นคนรวยรุ่นที่สองที่กินและรอวันตายในโลกสมัยใหม่ แต่เพราะเขาดันเล่นพิเรนทร์มากไปหน่อย โดยนึกสนุกแล้วเอาปากกาเมจิกไปเขียนคิ้วให้รูปปั่นเทพที่ปู่ของเขาซื้อมา ก่อนที่เขาจะโดนสายฟ้าฟาดลงกลางหัวจนม่องเท่ง
ในช่วงที่เขาอยู่ในสภาพไร้สติหลังฟ้าลงทัณฑ์ หูไห่ก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง กระซิบอยู่ข้างๆ หูของเขา ว่านี่คือบทลงโทษของเทพเจ้าไท้ส่วนเอี้ย หนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคชะตาของแผ่นดินจีน ที่ได้สาปเขาให้มาอยู่ในร่างของจักรพรรดิฉินที่ 2 เพื่อให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตในโลกโบราณอันโหดร้าย และเขาจะสามารถกลับมายังโลกยุคเดิมได้ ก็ต่อเมื่อแผ่นดินภายใต้การปกครองของเขาสิ้นสุดลง
แม้ว่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฉินจะมีข้อมูลของจักรพรรดิฉินที่ 2 น้อยมาก แต่หูไห่ก็พอจะรู้อยู่บ้าง ว่าจักรพรรดิพระองค์นี้ เป็นบุตรชายคนที่สองของจิ๋นซีฮ่องเต้ เขาขึ้นครองราชย์ได้โดยทำการปลอมแปลงราชโองการ แล้วชิงตำแหน่งนี้มาจากพี่ชายของตน ก่อนที่เขาจะถูกฆ่าตายอีกทีในเวลาไม่นาน
และหลังจากที่เขาอยู่ที่นี่มาเป็นเวลา 2 เดือน มันก็ทำให้หูไห่มั่นใจ ว่าร่างนี้มีอายุ 28 ปี ซึ่งมันก็หมายความว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า ราชวงศ์ฉินจะล่มสลายโดยน้ำมือของเจ้าอิง ลูกชายของพี่ชายของเขาเอง ก่อนที่เจ้าอิงคนนั้น จะถูกหลิวปังและเทพสงครามเซี่ยงอวี้ข่มขู่ให้สละราชบัลลังก์ต่อ แล้วก้าวเข้าสู่ยุคราชวงศ์ฮั่น อันเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ฉินที่ยิ่งใหญ่
สำหรับคนอื่น การได้เป็นจักรพรรดิก็คงจะถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษเป็นอย่างมาก เพราะสามารถควบคุมพลังและความเป็นตายของผู้คนทั่วทั้งประเทศได้เพียงโบกมือ
สามารถนั่งอยู่ในฮาเร็มที่มีสาวงามสามพันนาง
สามารถบอกให้ผู้คนนับไม่ถ้วนให้คุกเข่าลงพื้น
สามารถสั่งให้ใครไปตายก็ไม่มีใครกล้าขัด
ฟังแล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆ
แต่มารดามันเถอะ หยุดเอาเรื่องราวในภาพยนตร์มาจินตนาการแล้วคิดเองเออเองเสียที เพราะในความจริง มันไม่ได้เลิศเลออย่างที่จินตนาการแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บาง เตียงก็แข็ง อากาศแปรปรวน น้ำอาบก็ขุ่น สุขาไม่ต้องพูดถึง เหอะ!! อาหารเช่นนั้นรึ มันโคตรจะไร้รสชาติเลย ขนาดพนักงานเงินเดือนธรรมดาในโลกอนาคต ก็ยังนับว่ามีชีวิตที่สุขสบายกว่าจักรพรรดิในยุคโบราณแบบนี้เสียอีก แล้วไม่ต้องพูดถึงเลย ว่าเขาที่เป็นถึงลูกคนรวยรุ่นที่สอง แล้วจะต้องมาอยู่ในสถานที่กันดารแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่เขาต้องรับไม่ได้อย่างแน่นอน
อีก 4 ปีราชวงศ์ฉินถึงจะล่มสลาย?
แต่ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางรอเวลาที่เนิ่นนานได้มากขนาดนั้นหรอก
จะดีกว่าเสียอีก หากเขาสามารถกลับไปในยุคปัจจุบันได้ในวันนี้ โดยการฆ่าตัวตาย
แต่น่าเสียดายมาก ที่คำสาปของเทพไท้ส่วนเอี้ยไม่ให้เขาทำ เพราะเพียงแค่เขาเอาดาบมาพาดที่คอเพื่อปาด แม้แต่ขนสักเส้นก็ยังตัดไม่ขาด แล้วนับประสาอะไรที่จะได้เห็นเลือดของตัวเอง แค่มีรอยขีดข่วนสองสามเส้นตรงคอ มันก็นับว่าเขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในการทำร้ายตัวเองแล้ว
มันช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ว่าเทพไท้ส่วนเอี้ยจะรู้ว่าเขาจะทำการฆ่าตัวตายเพื่อกลับโลกเดิม ทำให้ร่างของเขามีบัพคงกระพันในยามที่ตนจะปลิดชีพตัวเอง จนทำให้หูไห่ ต้องคิดหาวิธีการอื่นเพื่อมาฆ่าตัวของเขาแทน
“หืมม ฉันต้องคิดหาแผน แผนที่มันจะทำให้อาณาจักรต้าฉินล่มสลายโดยเร็ว หากทำสำเร็จและเป็นไปตามที่เทพแห่งโชคชะตาไท้ส่วนเอี้ยสัญญา ฉันก็จะสามารถกลับไปที่โลกสมัยใหม่ได้ การประชุมราชกิจแผ่นดินในวันนี้ คือแหล่งข้อมูลชั้นดีของแผนการ เอาละ ลุยเว้ยย!!!”
หลังจากที่หูไห่บ่นพำพึมออกมาอย่างจริงจัง เขาก็กระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง เพื่อเตรียมตัวไปยังท้องพระโรง แล้วเสาะหาข้อมูลดีๆ จากขุนนาง เพื่อเอามาใช้ในการทำลายอาณาจักร…ของเขาเอง
“…”
ณ ด้านนอกของวังหลวง
ตอนนี้ เหล่าข้าราชบริพารหลายคนก็มารอที่หน้าประตูวังแล้ว แต่ด้วยที่เวลายังคงเป็นเวลาเช้ามืดอยู่ ดังนั้นประตูวังจึงยังไม่เปิด ทำให้พวกเขาได้ต้องยืนรอเวลาไปก่อน จนเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสว่าง สัญญาณกลองถูกตี ประตูวังเปิดอ้า เหล่าเสนาบดีก็เริ่มแบ่งฝั่งออกเป็นสองสาย แล้วพากันเดินเข้าไปในวัง ตรงไปยังปลายทางพระราชวังวังฉินโป่ว สถานที่สำหรับชั้นศาลประชุมราชสำนัก เกี่ยวกับงานราชกิจของแผ่นดินต้าฉิน
เมื่อเดินเข้าไปถึงท้องพระโรงขนาดใหญ่สุดโอ่อ่าแล้วเงยหน้าขึ้น ร่างขององค์จักรพรรดิหูไห่ก็ได้นั่งประทับรออยู่บนเก้าอี้มังกรแล้ว
“คำนับจักรพรรดิ”
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปีหมื่นๆ ปี!”
เมื่อเข้ายืนประจำตำแหน่ง เหล่าเสนาบดีก็พากันคุกเข่าลงสามครั้งเพื่อคำนับตามพิธีการการเข้าเฝ้า
หูไห่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก็นั่งตัวตรงด้วยความตื่นเต้น เพื่อรอลุ้นว่าในวันนี้ มันจะมีข่าวร้ายจากเหล่าเสนาบดีหรือเปล่า และจะเป็นการดีที่สุด หากมันคือข่าวร้ายที่ทำให้รากฐานของอาณาจักรฉินสั่นคลอนโดยตรง
“ลุกขึ้น”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิหูไห่โบกมือ เหล่าเสนาบดีและเจ้าหน้าที่ก็พากันยืนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่หูไห่จะพูดออกมาว่า
“อืม เหล่าบริพารที่น่ารักของข้า มีข่าวอันใดเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ของอาณาจักรฉินให้ข้าได้ยินหรือไม่?”
หือ….
ขะ…ข่าวแห่งความพ่ายแพ้?
เหตุใดองค์จักรพรรดิถึงได้ถามเรื่องนั้น?
แล้วทำไมเราต้องพ่ายแพ้ด้วย?
“…”
“…”
เหล่าเสนาบดีทั้งหลายที่ได้ยินแบบนี้ก็พากันเต็มไปด้วยความสับสนไปชั่วขณะ จนแม้แต่หูไห่เองก็ผงะไปชั่วครู่เช่นกัน ที่เขาพึ่งจะรู้สึกตัว ว่าเขาเผลอหลุดปากพูดความในใจออกไป ก่อนที่จะพยายามปรับเปลี่ยนคำถามใหม่ เพื่อไม่ให้ใครพบข้อพิรุธของเขาอีก
“โอ้ ข้าขอโทษละกัน สงสัยมันยังคงเช้าอยู่ จึงทำให้ลิ้นของข้าติดพัน พวกเจ้าเสนอรายงานต่อเถอะ ข้าจะนั่งฟังเงียบๆ”
นะ..นี่
วาจาขององค์จักรพรรดิสามารถถอดถอนได้ด้วย?
ประโยคแรกยังไม่ทันจะหายสับสน แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องมามึนงงกับประโยคที่สองต่อ แต่ยังดี ที่มิมีผู้ใดกล้าทักท้วง เพราะพวกเขาก็พอจะรู้อยู่แล้ว ว่าองค์จักรพรรดิพระองค์นี้ ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการบริหารแผ่นดินสักเท่าไหร่ ก่อนที่เสนาบดีคนหนึ่ง จะก้าวขาออกมาเป็นคนแรก
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลงจื่อ มีเรื่องจะรายงานพ่ะย่ะค่ะ”
นั่น!! ภัยร้ายกำลังจะมาแล้ว!
จัดมาเลยพวก!!!
หูไห่ที่เห็นว่ามีคนเดินออกมารายงาน เปลือกตาของเขาก็กะพริบถี่ยับด้วยความตื่นเต้น ว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินต่อไปนี้ มันจะเป็นเรื่องดีๆ แบบไหน
“พูดออกมา”
“ฝ่าบาท กระหม่อมดูดวงดาวในยามราตรีเมื่อสามวันก่อน และพบว่าในปีหน้า อาณาจักรต้าฉินของเราจะมีอากาศดีพืชพันธุ์เจริญงอกงามแผ่นดินผาสุก…”
ตดหมา!! ตาแก่คนนี้กำลังพูดพล่ามเรื่องอัปมงคลให้ฉันฟังอยู่เหรอเนี่ย!!!
เมื่อเห็นว่าเสนาบดีคนนี้ไม่ได้แจ้งเรื่องที่เขารอคอย สีหน้าของหูไห่ก็เกิดอาการบูดบึ้งขึ้นทันทีอย่างช่วยไม่ได้ ความตื่นเต้นที่รอคอยในตอนแรก ก็มอดหายไปกับคำกล่าวพวกนั้น จนยิ่งฟังชายชราคนนี้พูดมากเท่าไหร่ หูไห่ก็อยากจะถอดรองเท้ามังกรไปปาใส่หน้าของเขาจริงๆ ที่เอาเรื่องที่ไม่ดียกขึ้นมาพูดให้เขาได้ยินตั้งแต่เช้าตรู่
สำหรับหูไห่ เขาก็คิดอย่างถี่ถ้วนมาหลายวันแล้ว ว่าหากเขาต้องการที่จะทำลายอาณาจักรฉิน เขาก็ควรจะมีขุนนางแบบนี้ให้อยู่ในราชสำนักให้น้อยที่สุด และจะดีมาก หากเขาสามารถปลดคนพวกนี้ออก เพื่อที่อาณาจักรของเขาจะได้สั่นคลอนไม่มั่นคง
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องจะประกาศ!” เมื่อเสนาบดีคนแรกพูดเสร็จ ข้าราชบริพารอีกคนก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทูลต่อ
“ข้าอนุญาต” หูไห่ที่นั่งหลังพิงบัลลังก์ ก็ได้โบกมือให้อย่างเบื่อหน่าย
“ฝ่าบาท กระหม่อมเสนาบดีใหญ่ระดับสองชุดแดงจางเหว่ย ต้องการถอดถอนตาเฒ่าหลี่ซื่อ ขุนนางชุดเขียวออกจากตำแหน่งขุนนางระดับ 9 พ่ะย่ะค่ะ
ตอนนี้ เขามีความกล้าที่จะหลับในราชสำนักอย่างเปิดเผย! ตามกฎหมายของราชวงศ์ฉิน การกระทำอนาจารและละเลยหน้าที่ในงานประชุมตอนเช้า ถือเป็นการดูหมิ่นความยิ่งใหญ่ขององค์จักรพรรดิ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ฝ่าบาทโปรดไล่เขาออกจากตำแหน่งและส่งเขาไปที่คุกหลวง เลือกวันในการตัดหัว แล้วเนรเทศตระกูลของเขาไปที่ชายแดน”
“…”
“…”
นี่แหละ คือขุนนางที่ดี
ไล่ออกจากตำแหน่ง?
ส่งให้เข้าไปในคุกหลวง?
เลือกวันและขอให้ถูกฆ่า?
เนรเทศตระกูลไปยังชายแดน?
โห!!! คำพูดของตาแก่คนนี้มันเหี้ยมมาก ฉันชอบเขาวะ
หลังจากที่ฟังรายงานจากตาแก่มีไฝที่มีชื่อว่าจางเหว่ยพูด หูไห่ก็ค่อยๆ หันไปมองยังขุนนางที่อีกฝ่ายกล่าวถึง ก่อนที่จะเห็นชายร่างอ้วนวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่กำลังยืนงีบหลับอยู่ตรงท้ายกลุ่ม ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่สุดยอดมาก เพราะมันสามารถหลบสายของเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ได้
เยสเข้!!! ฉันพบขุนนางที่มีพรสวรรค์แล้ว
หวังไปที่เห็นว่าชายอ้วนคนนี้สามารถยืนหลับได้ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาของเขาก็สดใสเป็นประกายทันที พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมอีกฝ่ายอย่างลับๆ ที่เขามีความสามารถอันล้ำเลิศ หลับได้แม้กระทั่งตอนยืน
บอกได้เลย ว่านี่แหละ!! คือขุนนางที่เขาต้องการ
ตามที่หูไห่รู้หลังจากอยู่ที่นี่มาได้สองเดือน เขารู้ว่าราชวงศ์ฉินได้แบ่งยศขุนนางออกเป็น 9 ขั้น โดยขั้นที่ 9 จะเป็นขุนนางที่ต่ำสุด ขณะขั้นที่ 1 คือขุนนางใหญ่
ซึ่งขุนนางที่อยู่ในเครื่องแบบสีเขียวปักลายรูปกวางที่หน้าอกจะเป็นขุนนางขั้น 7-9 ขณะที่ขุนนางในเครื่องแบบสีน้ำเงินปักลายรูปหมาในจะเป็นขุนนางขั้น4-6 ส่วนขุนนางที่มีตำแหน่งสูงที่สุดอย่างขุนนางชุดแดง ลายพญาเสือโคร่ง คือขุนนางขั้นที่ 1-3
ดังนั้น เมื่อทุกคนเห็นว่าสายตาขององค์จักรพรรดิกำลังมองไปที่ยังขุนนางชุดเขียวที่ยืนหลับอยู่ตรงท้ายแถว สายตาของพวกเขาก็เลยอดไม่ได้ที่จะสงสารอีกฝ่าย ว่ามันยังจะมีคนกล้าแส่หาความตายด้วยมือตนเองอยู่อีก ก่อนที่ทุกคนต่างจะเห็นพ้องต้องใจไปในทิศทางเดียวกัน
ว่าขุนนางผู้นี้
จะต้องถูกองค์จักรพรรดิตัดหัวเสียบประจานกลางแจ้งอย่างแน่นอน
ขอเอา 10 อีแปะมาฟันธง
“…”
“…”
ฟี๊ z z Z
ฟี๊….คร๊อก..คร๊อก อืมมม..หือ?!!
เมื่อชายร่างอ้วนหลี่ซื่อที่ยืนสัปหงกอยู่ พบว่ามีสายตามากมายได้จับจ้องมาที่เขา ในที่สุด เขาก็พึ่งจะรู้ตัวว่าเขาได้กระทำผิดครั้งยิ่งใหญ่เสียแล้ว จนขาสั่นๆ ของเขาก็ยิ่งสั่นมากขึ้น เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิในขณะนี้ กำลังเดินลงจากบัลลังก์ตรงมายังจุดที่เขายืนอยู่
จนฉากนี้ มันก็ยิ่งทำเอาเหล่าเสนาบดีและขุนนางรู้สึกหนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่วันนี้ จักรพรรดิเกิดอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นพระองค์จึงเดินลงจากบัลลังก์ เพื่อจะทุบตีชายอ้วนผู้งีบหลับด้วยพระองค์เอง
ชายอ้วนหลีซื่อที่รู้สึกตัวว่าคอของตัวเองกำลังจะหลุด เขาก็เหงื่อแตกพรากแผ่นหลังเย็นเฉียบ และต้องการที่จะคุกเข่าลงเพื่อขอลดโทษ แต่ยังไม่ทันจะได้ย่อตัวลงเข่าสัมผัสพื้น ทันใดนั้น น้ำเสียงที่อ่อนโยนของหูไห่ก็ดังขึ้นมาที่ข้างๆ หูอย่างแผ่วเบา
“โอ้ว ยอดขุนนางเฒ่า เจ้าจะคุกเข่าทำไมให้สุขภาพแย่ ข้ารู้ดี ว่าเจ้ายุ่งอยู่กับงานของแผ่นดินต้าฉินจนลืมเรื่องกินและนอน เป็นเรื่องปกติที่จะงีบหลับในตอนเช้า ขันทีเกา นำผ้าคลุมมาให้ข้าที”
“ผ้าคลุม? นะ..นี่พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ขันทีเกาผู้ชรา หนึ่งในตัวร้ายในการล้มล้างบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิฉินที่ 2 ก็รีบเอาฉลองพระองค์ที่พาอยู่บนหิ้งบัลลังก์มาให้ด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าจักรพรรดิจะเรียกเอาผ้าคลุมไปทำไม
ก่อนที่ไม่นาน หูไห่จะทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อออกมาให้ทุกคนได้เห็น คือเขาเอาผ้าคลุมตัวนั้น ไปโอบไหล่ของหลี่ซื่อ พร้อมกับพูดเบาๆ ด้วยความห่วงใยออกมาว่า
“หลี่ซื่อ เจ้าเป็นขุนนางเก่าของเสด็จพ่อของข้า เป็นหนึ่งในเสาหลักของราชสำนัก เจ้าสามารถง่วงนอนได้ แต่จำไว้ว่าอย่าให้เป็นหวัด ครั้งหน้าหากเจ้าง่วงนอน ก็จงเตรียมผ้าห่มมาด้วย ตอนเช้าอากาศค่อนข้างเย็น การมีผ้าห่มสักผืนจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น”
“…”
“….”
“….”
นี่มัน!!
เรื่องอันใดเนี่ย?
แทนที่จะเห็นการลงโทษ แต่พวกเขากับเห็นองค์จักรพรรดิมอบผ้าคลุมและสวมให้เองกับมือ อย่าพูดถึงเหตุผลเลย เพราะแม้แต่หลี่ซื่อผู้ถูกสวม ก็ยังสมองโล่งคิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่
เพราะแทนที่เขาจะได้รับโทษ
แต่เขากลับได้ฉลองพระองค์มาเป็นรางวัล
หากไม่เห็นกับตา ไม่ได้สัมผัสกับแขน เล่าไปให้คนอื่นฟังแล้วผู้ใดจะเชื่อ?
“…”
“…”
“เอาหละ ประชุมต่อได้..”
หลังจากที่หูไห่เดินกลับขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์อย่างอารมณ์ดี ขุนนางในห้องก็ค่อยๆ กลับมาได้สติ แล้วพากันก้าวขาออกมารายงานต่อตามลำดับ จนพอรู้ตัวอีกที ในที่สุดการประชุมในท้องพระโรงของวันก็จบลง จนในท้องพระโรงในขณะนี้ จะหลงเหลือเพียงหูไห่ที่นั่งอ่านฎีกากับขันทีเกาเท่านั้น ที่กำลังพิจารณาและปรึกษาเรื่องต่างๆ ที่ขุนนางเหล่านั้นนำมาถวาย
หืม…แสดงว่าในเวลานี้ เศรษฐกิจของต้าฉินกำลังจะพังทลายสินะ ดีมาก นี่คือตัวบ่งชี้ ว่าความแข็งแกร่งของชาติต้าฉินกำลังจะซบเซา ไม่ได้การ ฉันต้องทำให้เศรษฐกิจแผ่นดินแย่ให้เร็วกว่านี้ เพื่อที่อาณาจักรจะได้ไม่ต้องกลับมามีโอกาสเฟื่องฟูอีก
“ขันทีเกา นานแค่ไหนแล้วที่พระราชวังฉินโป่วและตำหนักจักรพรรดิถูกสร้าง”
ขันทีเกาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะตอบออกมาเบาๆ ให้หูไห่ได้ยินว่า “ทูลฝ่าบาท พระราชวังฉินโป่วและตำหนักจักรพรรดิ ถูกสร้างมาเกือบ 50 ปีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม…พระราชวังไม่ได้รับการซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน และในตอนนี้มันก็ได้สูญเสียภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ในอดีตไปหมดแล้ว ดังนั้น เจ้าจงรับคำสั่งของข้า ว่าให้คลังหลวงเบิกเงินออกมา แล้วขอให้กรมโยธาทำการซ่อมแซมพระราชวังทั้งหมด ข้ารู้สึกว่าเมืองหลวงเสียนหยางไม่ได้รับการซ่อมแซมนานเกินไป นี่เป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เราจะผลาญเงินละ..อ่ะแฮ่ม!! มิใช่!! มันเป็นการดี ที่เราจะได้บูรณะเมืองหลวงเสียนหยางของเราสักที ตั้งแต่เสด็จพ่อของข้าทำสงครามมาตลอดชีวิต จนสามารถร่วมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งได้ เราก็ยังไม่มีการบูรณะบ้านเรือนขึ้นมาเลย แม้ว่าคลังหลวงของเราจะเหลือเงินเพียงน้อยนิด แต่การฟื้นฟูก็มิอาจปล่อยทิ้งได้”
“นี่..”
เมื่อขันทีเกาได้ยินคำพูดของหูไห่ ใบหน้าที่แก่ชราของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแตงโมชำทันที เพราะหากทำตามคำพูดของจักรพรรดิจริงๆ แล้วละก็ เงินเก็บในคลังหลวงก็คงจะหมดเกลี้ยงอย่างแน่นอน แล้วผลที่ตามมาหลังจากนั้น มันก็ไม่ต่างจากหายนะเลย
“คือว่า..”
“ทำไม เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่ข้าพูดควรจะเป็นอย่างนั้นหรือ” หูไห่ที่เห็นท่าทางลังเลของขันทีเกา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นถามอย่างสนใจ ก่อนที่ขันทีเการีบคุกเข่าลงอีกครั้งและพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นคลอน
“บ่าวชรามิกล้าฝ่าฝืนพระราชประสงค์ แต่เงินในคลังหลวงไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนพระองค์ในการซ่อมแซมพระราชวังและเมืองเสียนหยาง”
เงินในคลังไม่เพียงพอ?
ต้าฉินถังแตกเช่นนั้นรึ?
นี่มัน…..
ข่าวดีนี้หว่า..^^
“เงินในคลังเหลือเท่าไหร่?” หูไห่ก็ถามออกมาอีกรอบอย่างคาดหวัง จนเสียงของขันทีเกาที่สั่นสะท้าน จะค่อยๆ พูดออกมาว่า
“ทูลต่อฝ่าบาท! คลังหลวงในตอนนี้เหลือเงินเพียง 5 แสนตำลึงทองเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ…”
ห้าแสนตำลึงทอง?
เหลือเงินเพียงแค่ห้าแสนตำลึงทองในคลังของประเทศ?
ห้าแสนตำลึงทองทำอะไรได้บ้าง?
หูไห่ก็สามารถบอกได้เลย ว่ามันไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนกองทัพเพื่อต่อสู้ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่แปลก ที่ราชวงศ์ฉินในประวัติศาสตร์ จะล่มสลายลงในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังการจากไปของจิ๋นซีฮ่องเต้
และหากจะให้หูไห่สันนิษฐาน ว่าเงินหลวงหายไปไหนหมด เขาก็สามารถเดาได้เลย ว่ามันจะต้องเป็นฝีมือของขุนนางและเจ้าหน้าที่ที่ทรยศของอาณาจักรต้าฉินอย่างแน่นอน
จุ๊ๆ …เก่งจริงๆ เลยนะ…ตัวแค่เนี่ย
เช่นนั้นก็ขอให้กอบโกยให้เงินหลวงหมดลงเร็วๆ ด้วยเถิด
โอมเพี๊ยง!!!^^
นี่แหละ!! คือเสาหลักของประเทศ
“ช่วยบอกข้าที ว่าเงินในคลังหลวงที่หายไป ได้ตกเป็นของเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ อืมมม..อ่ะแฮ่ม ไม่ใช่.. สิ่งที่ข้าจะถามก็คือ เงินในคลังส่วนใหญ่ ได้เข้าสู่มือของขุนนางผู้ทรยศหรือไม่ มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เงินในคลังหลวงร่อยหรอ”
เหมือนวันนี้จะเป็นวันดีที่สุดเท่าที่หูไห่ได้พบเจอมา มันก็เลยทำให้ลิ้นของเขาตื่นเต้นเกินไปจนติดอ่าง ยังดี ที่ขันทีชราผู้นี้มิได้เอะใจในประโยคแรกที่เขากล่าว
“ทูลฝ่าบาท ส่วนใหญ่ถูกถอนออกโดยเสนาบดีที่ลงนามเป็นตัวแทนของพระองค์ โปรดตรวจสอบสมุดบัญชีได้พ่ะย่ะค่ะ"
แม้จะเรียกว่าสมุดบัญชี แต่สิ่งที่ขันทีเกายื่นมาให้ กลับเป็นแค่แผ่นม้วนไม้ไผ่ ก็อย่างว่า โลกโบราณมันไม่ได้สบายอย่างที่คิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ดูอนาถ แม้แต่กระดาษก็ยังไม่ถูกคิดค้น เพราะกว่าแผ่นดินจีนจะมีกระดาษขึ้นมาใช้ ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงราชวงศ์ฮั่น เพราะในอีกยี่สิบปีข้างหน้า มันจะมีชายที่มีชื่อว่า“ไซหลุน” ได้สร้างกระดาษแผ่นแรกขึ้นมาในแผ่นดินจีน เป็นจักรพรรดิแล้วลำบาก แล้วใครมันจะอยากไปเป็นกัน นอกซะจากพวกสติไม่ดีที่ชอบทรมานตัวเอง
เมื่อหูไห่หยิบม้วนไม้ไผ่ขึ้นมาเปิด เขาก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ เพราะในข้อมูลที่จารลงในนี้ ก็ล้วนแต่เป็นขุนนางและแม่ทัพชั้นเลิศ ที่คู่ควรที่จะมารับใช้ใต้อาณัติของเขาทั้งสิ้น (จาร หมายถึงการขูดลงไปเนื้อไม้หรือใบจากให้เป็นตัวอักษร เช่นการจารใบลาน เป็นต้น”
เมื่อหูก่อนคลี่ม้วนไม้ไผ่แล้วเลื่อนสายตาลงเพื่ออ่านสิ่งที่อยู่ในบันทึก มันก็มีข้อความต่างๆ ปรากฏออกมาว่า
4 เดือนก่อน เสนาบดีฝ่ายขวาอู่หลง ได้ถอนเงิน 3 ล้านตำลึงทองจากคลังหลวง โดยอ้างว่า คงไว้ซึ่งการดำเนินงานของกองทัพ
ทั้งๆ ที่ความจริง มันก็ไม่มีการรบมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของเขา ได้รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น
อืม…นี่แหละ คือเสนาบดีฝ่ายทหารที่ดี ข้าจะเก็บเขาไว้
3 เดือนที่ผ่านมา เสนาบดีอ่าวโหรว ได้ถอนเงิน 5 ล้านตำลึงทองจากคลัง โดยให้เหตุผลว่า เพื่อนำไปสนับสนุนงานเลี้ยงของเหล่าบัณฑิต
โอ้ว!!.. ทำได้ดีมาก นี่สิ ถึงคู่ควรที่จะเรียกว่าเสนาบดีซ้ายฝ่ายพลเรือน
เมื่อ 2 เดือนก่อน เสนาบดีเหว่ย ได้ถอนเงิน 10 ล้านตำลึงทองจากคลังโดยอ้างว่า จะเอาไปแต่งงานกับนางบำเรอ
ว้าว เจ้าเป็นตาแก่หัวงูที่ยอดเยี่ยมมาก ดีดีๆ ฉันชอบชายชราตัณหากลับแบบนี้ ใช้เงินเป็นนะเราอ่ะ
…
เจ็ดวันก่อน ขุนนางหลี่ซื่อชุดเขียว ได้ถอนเงินสามล้านตำลึงทองออกจากคลังหลวง โดยอ้างว่าเขาไม่มีเงินจะกิน
เอ๋!!!.. หลี่ซื่อ นี่ไม่ใช่ขุนนางอ้วนที่ยื่นหลับในท้องพระโรงเมื่อเช้าหรอกเหรอ? ให้ตายเถอะ ที่เขาอ้วนแบบนั้น มันก็เป็นเพราะเขาไม่มีอะไรจะกินนี่เอง ฉันต้องเอาเงินไปให้เขาเยอะๆ กว่านี้เสียแล้ว
ห้าวันก่อน ….ถอนเงินเพื่อสร้างศาลาริมน้ำ
สามวันก่อน ….ถอนเงินเพื่อเอาไปจ่ายค่าอาหารที่โรงเตี๊ยม
หนึ่งวันก่อนหน้า ….หลี่ซื่อมาถอนเงินเพราะไม่มีอันจะกิน….
อุบ๊ะ!!!
เจ้าพวกนี้คือเสาหลักของประเทศ!!
^^
ยิ่งหูไห่เฝ้าดูและอ่านไปเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น เพราะเท่าที่อ่านมา ก็ดูเหมือนว่าเขายังคงประเมินพวกเสนาบดีเหล่านี้ต่ำเกินไป
นี่ไม่ใช่แมลงเม่าหรือพวกก้อนขี้หมา แต่นี่คือรักแท้ พวกเขาคือสหาย สหายที่แท้จริงจนหูไห่อยากจะจับพวกเขามาหอมแก้มสักฟอด
^^
^^
เมื่อเห็นจักรพรรดิหูไห่เงียบไปพักหนึ่งพร้อมกับเกิดอาการตัวสั่นหลังจากที่อ่านบันทึก ขันทีเกาก็เริ่มใจคอไม่ดี เพราะคิดว่าองค์จักรพรรดิกำลังจะระเบิดความโกรธ
“ฝ่าบาท โปรดสงบสติอารมณ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทต้องการโค่นล้มเสนาบดี บ่าวชราจะเรียกกองทัพให้ ด้วยตราประทับพยัคฆ์สำหรับเรียกคำสั่งทหารที่พระองค์ฝากไว้ให้กระหม่อมดูแล เพียงแค่เอ่ยปาก การโค่นล้มคนเหล่านี้ก็…”
“มิต้อง…ตราประทับนั้นเก็บไว้กับเจ้าก็ดีแล้ว มันสมควรที่จะอยู่ในมือของเจ้าเป็นที่สุด ข้ารู้ ว่าเจ้าจะใช้มันในสักวันหนึ่ง”
เมื่อเห็นว่าแผนที่เขาวางเอาไว้ตั้งแต่สองเดือนก่อนกำลังคลาดเคลื่อน หูไห่ก็ร้องทักเพื่อห้ามขันทีชราคนนี้ทันที
เพราะเท่าที่หูไห่ทราบมา ก็เป็นขันทีเกาคนนี้นี่แหละ ที่ได้ร่วมมือกับแม่ทัพใหญ่ฌ้อปาและเจ้าอิงผู้เป็นหลานชายของหูไห่ ในการโค่นล้มบัลลังก์ของเขา
มันจะสะดวกอย่างยิ่ง หากขันทีคนนี้มีความคิดกบฏแล้วเอาตราประทับพยัคฆ์ไปเรียกกำลังทหารทันทีเพื่อสังหารเขาตามประวัติศาสตร์
ทว่า สำหรับความพยายามนี้กลับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายแทนหูไห่ไปหน่อย เพราะแทนที่ขันทีเกาจะเกิดอคติกับจักรพรรดิพระองค์นี้ตามประวัติศาสตร์ แต่เขากับให้ความเคารพต่ออีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิมแทนซะงั้น ที่จักรพรรดิทรงไว้วางใจเขา จนแม้แต่สิ่งที่อันตรายนี้ ก็ยังมอบให้ถือครองได้
สำหรับสิ่งที่ประวัติศาสตร์กล่าว ว่าขันทีเกาทำการกบฏและช่วยชิงอำนาจมาจากจักรพรรดิฉินที่ 2 นั้น มันก็เป็นจักรพรรดิหูไห่ตัวจริง ไม่สนใจราชกิจของแผ่นดิน ไม่สนใจเรื่องราชสำนัก เป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถใดทั้งสิ้น ด้วยที่ขันทีเกา เป็นขันทีที่จงรักภักดีต่อจิ๋นซีฮ่องเต้และราชวงศ์ฉิน นั่นจึงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เขาเลือกที่จะช่วยเจ้าอิง หนึ่งในสายเลือดราชวงศ์ทำการก่อกบฏและยึดอำนาจ เพราะหากบ่าวผู้ซื่อสัตย์เช่นเขา ปล่อยให้แผ่นดินถูกผู้ไม่มีความสามารถปกครอง มันก็มีแต่จะทำให้แผ่นดินล่มสลายไปเปล่าๆ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผู้ภักดีเช่นเขา จะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง
จนหูไห่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ว่าในตอนนี้ เขากำลังเปลี่ยนประวัติศาสตร์เดิมไปโดยไม่รู้ตัว
“อ่ะแฮ่ม เหตุใดข้าต้องล้มล้างบริพารเหล่านี้ด้วยเล่า พวกเขาก็กำลังพยายามทำประโยชน์ให้กับต้าฉินอยู่! แม้ว่าเหตุผลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลส่วนตัว แต่ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อแผ่นดินทางอ้อม กองทัพที่ใช้เงินก็จะมีกำลังไว้ต้านศัตรู บัณฑิตก็ต้องให้กำลังใจพวกเขา ภรรยาสำหรับสืบสกุลก็ต้องมี เงินก็ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในตระกูล กินแล้วก็ต้องจ่ายเพื่อเศรษฐกิจของเมือง จริงด้วย!!! นำเงินส่วนตัวของข้า 90,000 ตำลึงทองไปใส่หีบ แล้วส่งไปให้หลีซื่อคนนั้น
อย่าลืม ว่าให้เขาทำงานหนักเพื่อแผ่นดินต่อไป ห้ามยอมแพ้แม้ว่ามันจะลำบาก เพราะข้าจะยังอยู่ข้างหลังเขาเสมอ ดังนั้น จงพยายามทำงานให้หนักขึ้น! เพื่อต้าฉิน เพื่อต้าฉิน เพื่อ!!!ต้า!!!!ฉิน!!!!”
“…”
ณ จวนตระกูลหลี่
หลังจากที่หลี่ซื่อเสร็จการประชุมราชกิจในตอนเช้า เขาก็เดินกลับไปที่บ้านของตัวเองทันที แม้แต่เสื้อคลุมสีเหลืองที่จักรพรรดิสวมให้ ก็ยังคงอยู่ไม่กล้าถอด
ที่แปลกยิ่งกว่า คือการแสดงออกของเขาในตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย
เพราะหลี่ซื่อไม่คิดไม่ฝัน ว่านอกจากองค์จักรพรรดิจะไม่ตัดศีรษะของเขาแล้ว องค์จักรพรรดิยังปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงดวงตาที่อ่อนโยนและให้กำลังใจของจักรพรรดิ มันก็ทำเอาเขารู้สึกผสมปนเปอยู่ในใจอย่างไม่สิ้นสุด
ซึ่งหลี่ซื่อก็รู้ตัวเองดี ว่าเขามองเรื่องราชการต่างๆ เป็นเพียงแค่เรื่องตลก แถมยังยักยอกเงินจากคลังมามากมายอีกต่างหาก ในความเห็นของเขาแล้ว เหตุการณ์ในวันนี้มันไม่สมเหตุสมผลที่จะเกิดขึ้นได้เลย
“นายท่าน! นายท่าน! มีเจ้าหน้าที่บางคนนำบางสิ่งมาจากพระราชวังขอรับ!”
เพียงแค่หลี่ซื่อเหยียบขอบประตูทันใดนั้นเสียงของพ่อบ้านก็ดังขึ้นมาจากด้านใน
“มีสิ่งใดรึ?” หลี่ซื่อที่ได้ยินเสียงนั้นก็ถามออกมาอย่างแปลกใจ ต่างจากใบหน้าของพ่อบ้าน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มฉีกที่ไม่มีทางหุบ
“นายท่าน มีคนจากวังส่งเงินมาให้ 90,000 ตำลึงทอง โดนคนที่มาส่งบอกว่า นี่คือรางวัลส่วนตัวที่องค์จักรพรรดินำมามอบให้ท่านเป็นการส่วนตัว”
รางวัลจักรพรรดิ?
หลี่ซื่อที่ได้ยินแบบนี้ ก็แทบกระโดดขึ้นทันทีด้วยความตกใจ
“คนในวังที่มา พวกเขาถ่ายทอดสิ่งใดมาด้วยหรือไม่?”
“นายท่าน พวกเขาถ่ายทอดวจนะของฝ่าบาทไว้จริงๆ โดยบอกว่า โปรดทำงานหนักเพื่อแผ่นดินต่อไป ห้ามยอมแพ้แม้ว่ามันจะลำบาก เพราะองค์จักรพรรดิ จะยังอยู่ข้างหลังนายท่านเสมอ ดังนั้น จงพยายามทำงานให้หนักขึ้น! เพื่อแผ่นดินต้าฉิน”
ปัง!
เพียงได้ยินคำถ่ายทอดวจนะจากของปากพ่อบ้าน ร่างขอหลี่ซื่อก็สั่นสะท้านราวกับโดยสายฟ้าฟาด
ทำงานหนัก?
หลี่ซื่อรู้ดี ว่าเขามิได้ทำงานอะไรเลยนอกจากยักยอกทรัพย์หลวง
ห้ามยอมแพ้?
ฟังๆ แล้วนั้นมันก็ไม่ใช่คำขู่หรอกหรือ ว่าหากเขายังมีความกล้าที่ยักยอกทรัพย์ ก็จงขอให้ทำต่อไป
อยู่ข้างหลังเสมอ?
แย่แล้ว นั้นไม่ใช่นัยทางอ้อมที่จะบอกว่าเขาถูกจับตามาตั้งนานแล้วมิใช่หรือไร
ฉิบหาย!!! องค์จักรพรรดิผู้นี่มิใช่คนไร้ความสามารถ แต่พระองค์คือมหาจักรพรรดิที่รู้ทุกการเคลื่อนไหวของแผ่นดิน
คอขาดแน่ หลี่ซื่อเอ๊ย!!!