โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก ‘ศรีเทพ’ เมืองโบราณ 4 ยุคประวัติศาสตร์ และมรดกโลกแห่งล่าสุดของไทยในรอบ 31 ปี!

GroundControl

เผยแพร่ 27 ก.ย 2566 เวลา 04.00 น. • บงกชกร คำปุ๊ก
เครดิตภาพประกอบจากเว็บไซต์ Si Thep Historical Park

ถือว่าเป็นหนึ่งในข่าวดีที่สุดของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เมื่อทางยูเนสโก (UNESCO) ได้ออกมาประกาศขึ้นทะเบียนให้ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ จ.เพชรบูรณ์ กลายเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ หลังจากครั้งล่าสุดคือเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ที่ประกาศให้ 'แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง' ได้ขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2535

ส่งผลให้ตอนนี้ ประเทศไทยของเรามีมรดกโลกทั้งหมด 7 แห่งแล้ว ประกอบไปด้วยมรดกโลกทางธรรมชาติสามแห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง, ผืนป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่, กลุ่มป่าแก่งกระจาน และมรดกโลกทางวัฒนธรรมสี่แห่ง ได้แก่ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร, นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร, แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และล่าสุด อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

ซึ่งเหตุผลที่ใคร ๆ ต่างก็อยากดันให้สถานที่สำคัญในประเทศของตัวเองกลายเป็นมรดกโลก นอกเหนือจากเรื่องของความภาคภูมิใจ และประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวแล้ว ข้อดีของการได้เป็นมรดกโลก ก็คือเรื่องของการอนุรักษ์ที่จะเข้มข้นมากขึ้น จริงจังมากขึ้น มีหน่วยงานและงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ จนมั่นใจได้ว่า สถานที่แห่งนี้จะถูกหวงแหนเป็นอย่างดี และภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม และความรู้ทั้งหมดจะไม่สูญหายไป

เพื่อแสดงความยินดีที่ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ ขึ้นเป็นมรดกโลกแห่งล่าสุดของไทย และทำให้ประเทศไทยของเรามีแหล่งท่องเที่ยวล้ำค่าและเป็นที่รู้จักมากขึ้น วันนี้ GroundControl เลยขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสถานที่แห่งนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดถึงสำคัญจนได้รับการยอมรับให้ขึ้นเป็นมรดกโลก

📌 ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ แหล่งรวมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนับ 2,000 ปี

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า พื้นที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพนั้น เป็นเมืองที่มีพัฒนาการของมนุษย์ถึงสี่ยุคสมัยด้วยกัน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน สืบต่อมาจนถึงสมัยทวารวดี สมัยเขมรโบราณ จนค่อย ๆ สลายลงและกลายเป็นเมืองร้างในช่วงหลังพ.ศ.1800 ซึ่งถ้านับรวม ๆ แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานถึง 800 ปี เลยทีเดียว (พุทธศตวรรษที่ 8 - 18)

ชุมชนแห่งแรกในพื้นที่นี้ ก่อตั้งขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นชุมชนเกษตรกรรม ที่รู้จักการทำการเกษตรและปศุสัตว์ รวมถึงมีภูมิปัญญาเรื่องการทอผ้าด้วย ซึ่งชุมชนนั้นก็ค่อย ๆ เติบโต และพัฒนาจนกลายเป็นสังคมเมืองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามมาด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ทำให้เกิดการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อรับใช้ความเชื่อเหล่านั้น

และด้วยความที่พื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีการอยู่อาศัยร่วมกันมาหลายยุคหลายสมัย ส่งผลให้ไม่ได้มีความเชื่อเดียวเท่านั้นที่ครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่แบ่งย่อยเป็นการนับถือพระสุริยะ, การนับถือพระวิษณุ และการนับถือพระศิวะ และศาสนาพุทธนิกายเถรวาทกับมหายาน ที่ส่งผลต่อการสร้างงานศิลปะมากมายหลากหลายชิ้นและแห่งภายในพื้นที่แห่งนี้

หากเราเดินเข้ามาภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ก็จะพบว่าภายในมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน คือส่วนของ ‘เมืองนอก’ และ ‘เมืองใน’ โดย ‘เมืองใน’ จะมีกำแพงเมืองล้อมรอบอยู่ทั่วทุกแห่ง มีคูเมือง ประตูเมือง ที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตอารยธรรมของสถานที่แห่งนี้เมื่อครั้งอดีต ที่สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมของทวารวดี ที่มีการวางผังเมืองแบบนี้เช่นกัน

อีกทั้งยังมีโบราณสถานที่กำลังขุดค้นกันอยู่กว่า 40 แห่ง ส่วนกลุ่มโบราณสถานที่สำคัญมากและตั้งเป็นประธานอยู่ในพื้นที่ส่วนใน ก็คือ เขาคลังใน เป็นกลุ่มโบราณสถานสมัยทวารวดี อายุราว 1,500 ปี และเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มโบราณสถานกลางเมือง

พระปรางค์สององค์ เรียกว่าเป็น ‘พระปรางค์องค์พี่’ กับ ‘พระปรางค์องค์น้อง’ ที่มีรูปแบบศิลปะแบบลพบุรี (เขมร) สังเกตได้จากส่วนของทับหลังและเสาประดับกรอบประตู ที่มีรูปแบบตรงกับศิลปะขอมสมัยบาปวนและนครวัด หรือราว ๆ พุทธศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งตรงกับช่วงที่ศิลปะขอมแผ่ขยายเข้ามาถึงพื้นที่ในประเทศไทย

ยังมีปรางค์ศรีเทพอีกที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยตั้งอยู่ในแนวแกนเดียวกันกับปรางค์สองพี่น้อง สร้างตามแบบศิลปะแบบลพบุรี (เขมร) สังเกตได้จากส่วนทับหลังเช่นเดียวกัน เดิมที่สันนิษฐานกันว่าพระปรางค์องค์นี้น่าจะสร้างขึ้นเพื่อใช้งานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แต่พบร่องรอยการซ่อมแซมและรูปแบบที่เปลี่ยนไปรับใช้ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ในส่วนของ ‘เมืองนอก’ จะอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองใน มีประตูเมือง สระน้ำ และโบราณสถานมากมายกระจัดกระจายอยู่กว่า 54 แห่ง นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เรียกว่านอกเมือง หรือส่วนที่อยู่นอกขอบเขตของเมืองศรีเทพ แต่ก็มีโบราณสถานอยู่เยอะมากเช่นกัน รวม ๆ แล้ว กว่า 50 แห่ง

นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานนอกเมืองโบราณที่มีความสำคัญอย่างมากอยู่อีก 2 แห่ง คือ โบราณสถานเขาคลังนอก มีรูปแบบศิลปะอย่างทวารวดี สร้างจากหินศิลาแลง มีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยมที่มีเดีย์องค์เล็ก ๆ ล้อมรอบ สื่อถึงการเป็นศูนย์กลางจักรวาล และเขาถมอรัตน์ ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีภาพสลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สมัยทวารวดีอยู่ภายในถ้ำบริเวณยอดเขาแห่งนี้

นอกเหนือจากตัวผังเมือง สถานที่ และสถาปัตยกรรมแล้ว ประติมากรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ก็ยังแสดงให้เห็นลักษณะและฝีมือของ ‘สกุลช่างศรีเทพ’ ด้วย ซึ่งเป็นสกุลช่างที่นิยมสร้างรูปเคารพของสุริยเทพและเทวรูปต่าง ๆ ในศาสนาพรามหม์ จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นความเชื่อของผู้คนบนพื้นที่แห่งนี้

จากตัวอย่างโบราณสถานบางส่วน รวมถึงรูปแบบของผังเมือง ทุกคนน่าจะมองเห็นแล้วว่า อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ คือแหล่งรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่ของประเทศไทยไว้ถึงสี่สมัย และมีโบราณสถานอีกมากมายรวมกันเกือบร้อยแห่ง ทั้งที่กำลังขุดค้นและยังไม่ได้ขุดค้น พื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์และมรดกชิ้นสำคัญของมนุษยชาติที่ต้องรักษาเอาไว้ เพื่อการศึกษาและส่งต่อข้อมูลสู่รุ่นหลัง

อ้างอิงข้อมูลจาก

- 2566. "รู้จัก “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” ก่อนเป็นมรดกโลก". Thai PBS. 27 กรกฏาคม 2566.
- "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ". กรมศิลปากร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...