โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มิลิน สาวน้อยข้ามภพ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 พ.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • ม่านมรกต
พรหมลิขิตบันดาลให้พบรัก โชคชะตาประจักษ์ให้พบหน้า ก้าวข้ามภพข้ามผ่านกาลเวลา ให้พบพักตร์ซึ่งกัลยาในดวงใจ

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอทะลุมิติมายังโลกที่ไม่รู้จัก จากเด็กสาวในโลกที่เจริญไปด้วยเทคโนโลยีสู่โลกที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ใดๆเลย จากโลกปีเดิมในปี พ.ศ. 2565 สู่โลกใหม่ในปี พ.ศ. 2460 เธอจะปรับตัวยังไง และจะทำยังไงต่อไปกัน

น้องหนูมิลินข้ามภพมาแล้วจ้า

ในบ้านเรือนไทยปนฝรั่งหลังหนึ่งในย่านบางรัก ในยามค่ำคืนที่คนควรจะนอนหลับใหลพักผ่อนกลับมีเหตุให้ต้องวุ่นวายขึ้นมา ทุกคนในบ้านต่างวิ่งวุ่นกันไปหมด

“ช้อย เอ้ย ช้อย เอ็งไปอยู่ไหนวะ” เสียงตะโกนเรียกลั่นเรือนทำให้คนที่ถูกเรียกต้องรีบวิ่งเข้ามาจนผ้าถุงแถบหลุด

“อยู่นี้เจ้าค่ะคุณหญิง อยู่นี้เจ้าค่ะ” คุณมะลิหันไปตามเสียงคนเรียกที่ตอบกลับ

“ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง เกศรจักคลอดแล้วรึยัง” คุณหญิงมะลิถามออกมาด้วยความร้อนรนเต็มที

“ยังเลยเจ้าคะคุณหญิง คุณเกศรยังไม่คลอดเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้หมอตำแยก็เพิ่งเข้าไป คงต้องรออีกสักประเดี๋ยว” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของช้อยหมอตำแยก็ตะโกนออกมาจนลั่นห้องคลอด

“หัวเด็กออกมาแล้ว เบ่งอีกนิดเจ้าค่ะคุณเกศร”

เรืออากาศเอกดำรงเดช สุรีย์โชติวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนใหญ่ หลังจากได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นมารดาเขาก็รีบขับรถมุ่งมาที่เรือนใหญ่ในทันที หลังจากจอดรถยังไม่ทันได้ดับเครื่องดีก็รีบวิ่งเข้ามาในเรือน

“อุแว้ อุแว้ อุแว้” เสียงเด็กทารกร้องลั่นห้องทำให้คนที่รอคอยอยู่ด้านนอกโล่งใจนัก คุณหญิงมะลิที่เข้าไปสวดมนต์ที่ห้องพระรีบลุกออกมา ประตูห้องคลอดที่เคยปิดสนิทก็ถูกเปิดออกมาโดยหญิงรับใช้

“ไหนๆๆๆ หลานฉันอยู่ไหน เอามาให้ฉันเห็นเสียหน่อย” คุณหญิงพรวดพราดเข้ามาในห้อง มองไปที่หญิงที่อยู่ในวัยกำลังสาวอุ้มทารกที่อยู่ในห่อผ้าสีขาว

เกศรเห็นแม่สามีพรวดพราดเข้ามาในห้องก็ยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน พลางส่งทารกน้อยในห่อผ้าให้กับคุณหญิงมะลิ

“เป็นหญิงเจ้าค่ะคุณแม่ คุณแม่ได้หลานสาวสมใจแล้ว” คุณหญิงมะลิรับเอาทารกน้อยมาอุ้มแนบอก พอได้ยินลูกสะใภ้กล่าวดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาทันที

“ดีเสียจริง ฉันได้หลานสาวสมใจอยากเสียที” ไม่ทันสิ้นเสียงเรืออากาศเอกดำรงเดชก็พรวดพราดเข้ามาในห้องอีกคน

คุณหญิงมะลิพอเห็นลูกชายเข้ามาในห้องก็ยิ้มออกมา ดูท่าทางของลูกหล่อนคงรีบมาเลยสิท่า ดูสิคุณใหญ่ที่สุขุมมาดเนี๊ยบยังหลุดอาการออกมาเช่นนี้

คุณใหญ่รีบหาไปหาภรรยาของตนเอง พลางกุมมืออย่างเป็นห่วง “เป็นอย่างไรบ้างเกศร”

ผู้เป็นภรรยาส่ายหน้าออกมาพลางตอบผู้เป็นสามีเสียงเบา “ไม่เป็นอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่เหน็ดเหนื่อยมากเกินไป”

คุณหญิงมะลิเมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำท่านึกขึ้นได้ “ฉันนี้มัวแต่ดีใจที่ได้หลานเลยลืมแม่เกศรไปเลย พ่อใหญ่มาดูลูกก่อนมา อีกประเดี๋ยวเด็กคงหิวนม อาศัยช่วงนี้ให้แม่เกศรพักเสียหน่อยเถิด”

“ขอรับคุณแม่”

เสียงเอะอะข้างนอกทำให้เด็กตัวน้อยลืมตาตื่นออกมา มิลินพยายามฝืนดวงตาอันพร่ามัวของตัวเอง แต่ดวงตาของเด็กทารกวัยแรกเกิดไหนเลยจักมองเห็นได้ชัดในทันที มิลินพยายามร้องออกมาแต่เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงอุแว้ อุแว้เท่านั้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้มิลินเดาได้เลยว่าตัวเองได้มาเกิดใหม่แล้วแน่ๆ แต่ว่าเธอเป็นอะไรตาย

มิลินพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเธอตายแต่กลับนึกไม่ออก ราวกับมีหมอกควันมาบดบังเอาไว้ แต่ก่อนที่เธอจะคิดอะไรมากไปกว่านี้ความหิวของเธอมาพรากสติของตัวเธอไป

“ไหน ไหน แม่ตัวน้อยของแม่หิวนมแล้วรึ” เกศรที่ได้ยินเสียงบุตรสาวตัวเองร้องออกมารีบเข้ามาอุ้มทันที จากนั้นก็ปลดผ้าออกมาเพื่อให้นมผู้เป็นบุตรสาว

‘อย่าทำแบบนี้นะ ฉันอายุยี่สิบห้าแล้วนะจะให้มาดูดนมเป็นเด็กๆแบบนี้ไม่ได้’ มิลิน
พยายามเบือนหน้าหนีอกอวบของผู้เป็นมารดา แต่ความหิวก็เอาชนะทุกสิ่ง เด็กหญิงมิลินตัวน้อยก็อ้าปากงับเต้านมเข้าไปทันที ‘ครั้งนี้ยอมก่อนก็ได้’

เกศรหัวเราะออกมาเห็นว่าบุตรสาวพยายามจะเบือนหน้าหนีไม่ยอมกินนม แต่สุดท้ายก็ทนความหิวไม่ไหวต้องอ้าปากกินเข้าไปอยู่ดี แถมดูดแรงเสียด้วย ‘ช่างน่ารักเสียจริง’

ในตอนรุ่งสางบ้านสุรีย์โชติต่างวุ่นวายด้วยกิจวัตรทุกเช้า เพียงแต่วันนี้นั้นวุ่นวายกว่าทุกวัน เพราะคุณเกศรคลอดหลานสาวให้กับคุณหญิงมะลิ คุณหญิงมะลิจึงให้บ่าวไพร่ทุกช่วยจัดสำรับคาวหวานสำหรับตักบาตรพระเสียชุดใหญ่ อย่างว่าคุณหญิงมะลิท่านอยากได้หลานสาวมานานนัก แต่บุตรชายทั้งสองคนก็มีแต่หลานชายให้ พอได้หลานสาวก็ดีใจยกใหญ่ เมื่อคืนก็ตกรางวัลให้หมอตำแยกับคนช่วยทำคลอดไปเสียมาก วันนี้ตอนเช้านอกจากจะตักบาตรพระแล้วยังเลี้ยงอาหารให้กับบ่าวไพร่ทุกคนในเรือนอีกด้วย

พลอากาศเอกสุรศักดิ์ สุรีย์โชติเดินเข้ามาในเรือน เมื่อวานท่านติดราชการจึงต้องค้างภายในค่าย ด้วยความเหนื่อยจึงไม่ได้รับโทรศัพย์ของคุณหญิงมะลิผู้เป็นภรรยา บุตรชายอย่างเรืออากาศเอกดำรงเดชก็รีบออกมาจากค่ายโดยมิได้บอกกล่าวกับบิดา ท่านเพิ่งมารู้ตอนเช้านี้เองว่าตนเองมีหลานสาว

“ไหน หลานสาวฉันอยู่ที่ไหน มาหาปู่หน่อยมา” เสียงอันน่าเกรงขามของท่านสุรศักดิ์ดังลั่นไปทั่ว เมื่อได้ยินดังนั้นคุณหญิงมะลิจึงอุ้มหลานมาให้ผู้เป็นสามีดู

“น่าเกลียดน่าชังนัก หลานน้อยของปู่ นี้แจ้งไปยังบ้านวิมานมาศแล้วรึยังคุณหญิง เดี๋ยวแจ้งไปทีหลังบ้านฝั่งนั้นจะตำหนิเอา”

คุณหญิงมะลิยิ้มออกมา “ดิฉันแจ้งไปแล้วเจ้าคะ อีกสักประเดี๋ยวคงมากัน” บ้านวิมานมาศที่ท่านสุรศักดิ์เอ่ยถึงเป็นบ้านฝ่ายบิดามารดาของเกศร ถ้านับศักดิ์กันจริงๆก็เป็นตายายของมิลินนั้นเอง

มิลินลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เด็กหญิงมิลินตัวน้อยเห็นในสายตาคือใบหน้าของแต่ละคนที่ชะโงกหน้ามาดูเธอทั้งสิ้น มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ มากหน้าหลายตากันเสียจริง

“คุณแม่ครับน้องตื่นมาแล้ว น้องมองดูผมด้วยล่ะครับ” เสียงของเด็กชายคนนึงพูดออกมากับเกศร เด็กชายรัฐธีร์ สุรีย์โชตินั้นเป็นบุตรชายคนโตของดำรงเดชและเกศร มีชื่อเล่นว่าธีร์ ปัจจุบันอายุสิบห้า จึงถูกส่งเข้าไปในโรงเรียนประจำของพวกฝาหรั่งที่มาเปิดในกรุงศรีเทพ

“หลานตาตื่นมาแล้วรึ ดูสิช่างน่าชังนัก คุณพรก็มาดูหลานด้วยสิ”เสียงของผู้เป็นตาดังขึ้นมาจนมิลินสะดุ้ง ‘อย่ามาทำให้ตกใจสิ’

คุณหญิงพรยิ้มส่ายหน้าอ่อนใจให้กับสามี ดูเถอะอายุปูนนี้แล้วยังตื่นเต้นเป็นวัยรุ่นอยู่ได้

“คุณพี่ก็เบาเสียงลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวหลานตกใจเกิดร้องไห้ออกมาจักทำเช่นไร” คุณหญิงพรเอ่ยตำหนิคุณพจน์ผู้เป็นสามีอย่างไม่จริงจังนัก “ดูสิสะดุ้งเพราะตกใจใช่รึไม่เหล่า”

มิลินพยักหน้าออกมาพลางยิ้มหวานให้กับคนเป็นยาย ท่าทางแบบนั้นช่างดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง ทำเอาคนแก่ที่อยู่ใกล้ใจละลายกันเป็นแถบๆ

“คุณยายครับขอธีร์ร์ดูน้องใกล้ๆได้รึไม่ครับ” ธีร์เห็นว่าผู้ใหญ่ต่างอุ้มน้องสาวไปมาเขายังไม่ได้มองน้องสาวชัดๆเลย

คุณหญิงพรหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นหลายชายของตนพูดออกมาเช่นนั้น

“เอ๊า จะดูก็ดูให้เต็มตา แต่อย่าจับน้องแรงเล่า น้องยังเล็กนัก” ธีร์ยื่นนิ้วชี้ของตนเองไปหามิลิน มิลินเมื่อเห็นดังนั้นก็ยื่นมือเล็กของพี่ชายมาจับเอาไว้ พลางส่งยิ้มหวานไปให้อีกหนึ่งที

เด็กชายธีร์เห็นน้องสาวจับนิ้วและส่งยิ้มมาให้เขาก็ใจละลายออกมาทันที ‘น้องสาวของเขาช่างน่ารักเสียจริง น่ารักกว่าน้องสาวของเพื่อนๆเขาตั้งเยอะ ไม่ร้องงอแงน่ารำคาญ’

มิลินร้องออกมาเมื่อเริ่มหิวนม เกศรที่เห็นดังนั้นก็รีบมาเอาลูกสาวตัวเองทันที “สงสัยจักหิวนมแล้ว ส่งมาให้ดิฉันเถิดเข้าค่ะ”

คุณศักดิ์กับคุณหญิงมะลิเดินเข้ามาในห้อง “ได้เวลาอาหารเช้าแล้ว รีบไปทานกันเถิด ถ้าช้าประเดี๋ยวจะสายเอา” คุณหญิงมะลิบอกกับทุกคน

“เดี๋ยวแม่จักให้คนเอาสำรับมาให้นะเกศร พ่อใหญ่จะไปกินข้างล่างหรือจะอยู่กินข้างบนกับแม่เกศรเล่า”

เมื่อกล่าวจบคุณหญิงและทุกคนก็เดินออกจากห้องไปกันจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงคุณใหญ่ที่ยืนยันจะกินข้าวเป็นเพื่อนกับภรรยาตน

เกศรหันมามองลูกสาวของตนพลางมองไปยังกองของรับขวัญหลานสาวเพียงคนเดียวของทั้งสองตระกูลและยิ้มให้กับสามี “ดูเถิดยังไม่ทันข้ามวันก็มีคนรักมากเพียงนี้ ถ้าโตไปจะมีคนรักลูกของเรามากสักเพียงไหนกัน ว่าไหมคุณพี่”

คุณใหญ่เมื่อได้ยินภรรยาพูดเช่นนี้ก็หน้าเคร่งขรึมลง พลางคิดไปถึงวันข้างหน้าว่ามีคนมาจีบลูกสาวของตัวเอง ‘ไม่ได้ เราต้องไม่ให้ผู้ชายหน้าไหนมายุ่งกับลูกเราเด็ดขาด’

สวัสดีทุกคนครับที่หลงเข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ครับ เวลาอัพของนิยายเรื่องนี้จะอัพสลับกับนิยายอีกเรื่องของผม โดยพยายามอัพให้ได้ก่อนสองทุ่ม (ถ้างานที่ทำงานไม่ยุ่งจนเกินไป) ยังไงก็ของฝากนิยายเรื่องนี้เอาไว้ด้วยครับ

น้องหนูมิลินห้าขวบแล้วค้าาาา

มิลินข้ามมิติมาอยู่ที่โลกได้ห้าปีแล้ว โชคดีที่เธอยังชื่อมิลินเหมือนโลกเดิม เพราะหลังจากที่เธอเกิดได้สามวัน ทั้งครอบครัวต่างไปหาพระอาจารย์ที่คนตระกูลสุรีย์โชตินับถือเพื่อให้ตั้งชื่อให้กับเธอ นั้นจึงเป็นสาเหตุที่เธอได้ชื่อมิลินเหมือนเดิม ดูเหมือนว่าพระอาจารย์จะรู้ว่าเธอมาจากที่ไหนท่านจึงให้ชื่อเดิมกับเธอมา

ในตอนแรกนั้นมิลินคิดว่าตัวเองนั้นย้อนอดีตมาในยุคประมาณรัชกาลที่เจ็ด แต่เธอคิดผิด เธอมาเกิดใหม่ในต่างโลกเลยต่างหาก โดยประเทศที่เธออยู่นั้นมีชื่อประเทศศยาม ใช้ฟังไม่ผิดหรอกศยาม มีเมืองหลวงชื่อว่า กรุงทวารวดีศรีเทพนคร หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าศรีเทพ

โดยแต่เดิมนั้นสยามเป็นส่วนนึงของราชอาณาจักรอยุธยา แต่ภายหลังเกิดความวุ่นวายเพราะสงครามแย่งชิงอำนาจภายในพระนคร รวมถึงการแทรกแซงของพวกฝาหรั่งในสมัยก่อน ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาต้องแตกกระซานกระเซ็นออกเป็นอาณาจักรน้อยใหญ่ ซึ่งศยามก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดใหม่ในตอนนั้น

หลังจากแยกตัวมาจากอยุธยาศยามคิดจะปกครองในระบอบกษัตริย์ดั่งเก่า แต่เหล่าปัญญาชนต่างไม่เห็นด้วย เพราะมองเห็นในโลกปัจจุบันนั้นการปกครองแบบเก่านั้นล้าหลังเกินไปแล้ว เดี๋ยวจักประสบปัญหาเช่นเดียวกับอยุธยา เหล่าปัญญาชนที่จบมาจากต่างประเทศจึงเสนอให้ปกครองระบอบประชาธิปไตยแทน ซึ่งในตอนนั้นการปกครองระบอบนี้กำลังได้รับความนิยมและยังทำให้ฝาหรั่งให้การยอมรับประเทศที่เกิดใหม่เช่นศยามด้วยเช่นกัน

ดังนั้นศยามจึงปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยระยะเวลาที่แยกตัวมาตั้งเป็นประเทศจากอยุธยาก็เป็นเวลา 85 ปีแล้วนั้นเอง หรือก็คือประเทศศยามมีอายุมา 85ปีแล้วนั้นเอง

“มิลินอยู่ไหนลูก” เสียงคุณเกศรดังออกมาจากในเรือนที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ เด็กหญิงมิลินที่ตอนนี้อายุห้าขวบแล้วกำลังเล่นกับเหล่าลูกหลานบ่าวไพร่ที่สวนก็รีบวิ่งไปหามารดา

“อยู่นี้เจ้าค่ะ” เด็กหญิงแก้มยุ้ยที่เล่นมากจนแก้มแดงไปหมดวิ่งมาหาผู้เป็นมารดา โดยมีบ่าวที่คอยดูแลวิ่งตามมาด้วย

คุณเกศรย่อร่างตัวเองลงเพื่อรับลูกสาวมาในอ้อมแขน “ดูสิเล่นจนแก้มแดงไปหมดสนุกมากใช่รึไม่”

เด็กหญิงมิลินพยักหน้าออกมาจนแก้มยุ้ยกระเพื่อม คุณเกศรยิ้มให้กับท่าทางอันน่ารักของลูกสาว “อีกสักประเดี๋ยวคุณอาก็จะกลับมาแล้ว เราไปอาบน้ำแต่งตัวกันดีรึไม่”

ตาของเด็กหญิงมิลินเป็นประกายออกมา “ดีเจ้าค่ะ”

ดร. อัครเดช สุรีย์โชติ นั้นเป็นลูกชายคนที่สองของพลอากาศเอกสุรศักดิ์ สุรีย์โชติ มีชื่อเล่นว่าเล็ก ปัจจุบันนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตที่ประเทศอังกฤษ แต่เดิมนั้นดำรงตำแหน่งที่ออสเตรเลียหากแต่ว่าทูตศยามที่อังกฤษนั้นอยากเกษียณตัวเองเพราะอายุอานามของตนก็มากแล้ว ทางการศยามจึงเรียกตัวให้ไปประจำที่อังกฤษเสีย แต่ก่อนที่จะไปดำรงตำแหน่งที่นั้นก็ต้องกลับศยามมารายงานตัวเสียก่อน จึงถือเอาโอกาศนี้กลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ศยามเสียด้วยเลย

อันคุณเล็กนั้นแต่งงานแล้วกับแหม่มชาวออสเตรเลีย มีชื่อว่าคุณแคทเธอรีน แต่ทางเธอให้เรียกสั้นๆว่าเคท ซึ่งทางครอบครัวสุรีย์โชติก็หาได้มีปัญหาใดกับสะใภ้แหม่มไม่ กอปรทั้งฐานะของสะใภ้แหม่มเองก็เป็นลูกชนชั้นสูงที่สืบเชื้อสายมาทางราชวงศ์อังกฤษ

คุณเล็กนั้นมีบุตรทั้งหมดทั้งสิ้นสามคน ซึ่งทั้งสามคนนั้นล้วนเป็นชายกันทั้งสิ้น นี้จึงเป็นเหตุผลที่คุณหญิงมะลิอยากมีหลานสาวเพราะตัวเองนั้นมีแต่หลานชายทั้งสิ้น

เรือนใหญ่ในวันช่างเต็มไปด้วยความสุข คุุณหญิงมะลิเตรียมอาหารคาวหวานไว้ต้อนรับลูกชาย ลูกสะใภ้ แลหลานชายทั้งสามของตน เพราะนี้ก็หลายปีดีดักแล้วที่ไม่ได้เจอหน้า ก็นับตั้งแต่ที่แม่มิลินอายุได้สองขวบปีนั้นแหละ

“คุณย่าขา มิลินมาแล้ว” เสียงของหลายสาวสุดที่รักของคุณหญิงมะลิดังเข้ามาในเรือนใหญ่ ‘ดูเถิดยังไม่เห็นตัวเสียงก็มาก่อนแล้ว’

คุณเกศรอุ้มมิลินที่พักนี้ตัวหนักขึ้นมาอย่างอ่อนใจ บุตรสาวของเธอกินเก่งนัก ถึงแม้มักจะบ่นว่ากับข้าวที่บ้านไม่ค่อยอร่อยแต่ก็กินหมดไปเสียทุกที แม่หนักจนจะอุ้มไม่ไหวเสียแล้ว

มิลินดิ้นออกมาจากอ้อมแขนของมารดา จากนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดย่าที่รอรับตนเองเอาไว้ มิลินรู้ดีว่าตัวเองหนักพอควรจึงไม่ยอมให้คนแก่อุ้มตัวเอง

“แม่มิลินของย่าตัวหอมนัก เพิ่งอาบน้ำกันมารึ”

“คุณแม่พาอาบเจ้าค่ะ บอกว่ามิลินเล่นทั้งวันมีแต่เหงื่อ” คุณหญิงมะลิหัวเราะออกมา ตั้งแต่ยังเล็กหลานสาวเธอเลี้ยงง่ายนัก จะร้องก็ต่อเมื่อหิวหรือไม่ก็ถ่ายหนักถ่ายเบานั้นแหละ ยิ่งโตมาก็ยิ่งรู้ประสา

“มาเข้าไปที่ห้องอาหารกันเถิด พ่อเล็กก็เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง เดี๋ยวจักได้ทานอาหารกัน วันนี้ย่ากำชับให้คนครัวทำกับข้าวให้อร่อย เดี๋ยวหลายรักของย่าบ่นว่าไม่ถูกปากอีก”

นี้ก็เป็นอีกสิ่งที่มิลินรู้สึกว่าโลกนี้ยังล้าหลังมากนัก นั้นก็คือเรื่องอาหารการกิน คนที่นี้ยังมีเครื่องปรุงไม่หลากหลาย แถมยังติดการปรุงรสที่ไม่สมดุล อาหารบางอย่างก็เค็มไปอย่างเดียว บางอย่างก็หวานไปอย่างเดียว แถมยังมีความคิดที่ว่าอาหารคาวไม่ควรใส่แป้งหวาน

ใช่โลกนี้ไม่มีน้ำตาล ซึ่งตอนที่มิลินรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรกก็ตาโตเพราะความตกใจ พวกเขาใช้พืชประเภทหัวที่อยู่ใต้ดินชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่นี้เรียกว่าต้นหัวหวาน เอาหัวมันมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง เพื่อใช้แต่งรสหวาน ด้วยความที่มันเป็นแป้งก็ไม่ได้หวานมากขนาดนั้นแถมพอใส่เข้าไปก็ทำให้อาหารนั้นหนืดไม่น่ารับประทานเข้าไปอีก ‘พระเจ้าส่งเธอมาที่โลกไหนเนี่ย’

ในห้องทานอาหารตอนนี้คนในครอบครัวสุรีย์โชติต่างมากันครบ คุณใหญ่พ่อของเด็กหญิงมิลินเองก็เพิ่งกลับมาจากราชการ คนที่เป็นจุดสนใจมากที่สุดในห้องกลับไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน หากแต่เป็นเด็กหญิงมิลินต่างหาก

เด็กหญิงเพียงคนเดียวในครอบครัวต่างถูกพี่ๆทั้งสามที่เพิ่งกลับมาจกต่างประเทศนั้นมุงอยู่ ทำให้ธีร์บุตรชายคนโตของคุณใหญ่นั้นมองไปที่เหล่าพี่น้องด้วยสายตาที่ไม่สบอารมณ์นัก

“พอแล้วพวกนาย หยุดล้อมหน้าล้อมหลังน้องสาวฉันได้แล้ว รีบไปกินข้าวกัน”

มิลินถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก การโดนล้อมด้วยเด็กชายสองคนกับเด็กหนุ่มหนึ่งคนนั้นทำให้เธออึดอัดพอควร มิลินหันไปสบตากับพี่ชายของตนด้วยสายตาที่ขอบคุณ แถมยิ้มหวานให้หนึ่งที แบบนั้นก็ทำให้ใจของธีร์อ่อนยวบลง

แคทเธอรีนเดินเข้ามาพร้อมกับสามี ตาของเธอมองไปยังมิลินด้วยสายตาเป็นประกาย

“นี่ ช่าย มิลิน รึ เปล่า เห็น โตนเด็กๆ โตมาน่าร๊ากกจริงๆ” เคทยกมือไปบีบแก้มนิ่มของหลานสาวเบาๆ ความน่ารักของเด็กหญิงตรงหน้าช่างทำให้ใจของเธอนุ่มฟูยิ่งหนัก

“อย่าพรวดพราดเข้าไปแบบนี้สิเคท เดี๋ยวหลานก็ตกใจเข้าหรอก” คุณเล็กเอ่ยเตือนภรรยาเบาๆ ภรรยาเขาก็เป็นเช่นนี้ มีนิสัยชอบเด็กที่น่ารัก การที่มาเจอหลานสาวน่ารักแบบนี้จะเข้าหาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

“โอ้ ไอขอโทดนะ มิลิน”

“ไม่เป็นค่ะ”

บนโต๊ะอาหารของบ้านสุรีย์โชตินั้นต่างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข ไอ้มีความสุขก็มีความสุขอยู่หรอก แต่มีเด็กน้อยคนนึงที่กำลังแอบไปเบะปากออกมา ไม่ใช่เพราะไม่มีความสุขกับวันที่ครอบครัวมาอยู่พร้อมหน้าหรอก แต่เธอไม่มีความสุขกับอาหารตรงหน้าต่างหาก

‘ฮือๆ มิลินอยากกินของอร่อย’

มาแล้วจ้า มาแล้ว วันนี้ดึกหน่อยนะครับ ขอให้อ่านกันอย่างมีความสุข ถ้าเจอคำผิดบอกกันด้วยนะครับ ติชมได้เน้อ

มิลินอยากกินบัวลอย

‘บัวลอยเจ้าเพื่อนยาก ทำไมจากข้าเร็วเกินไป บัวลอยเจ้าอยู่ที่ไหนเคยรู้บ้างไหมว่าโลกคิดคำนึงถึงบัวลอย’

เสียงเล็กๆของเด็กหญิงมิลินดังขึ้นมาจากในสวน ตอนนี้มิลินพาบ่าวและพี่เลี้ยงมาเก็บดอกอัญชัน ต้นอัญชันเลื้อยไปตามรั้วไม้ที่กั้นสวนนั้นมิลินเจอมันเมื่อวันก่อน

ความคิดที่จะทำบัวลอยของมิลินนั้นเพิ่งบังเกิดมาเมื่อวันก่อนนี้เองเมื่อแกะของฝากของอาเล็กที่นำมาฝากจากอังกฤษนั้นมีน้ำตาลอยู่ด้วย ถึงมันจะเป็นน้ำกรวดก็เถอะ บวกกับเห็นต้นอัญชันกำลังออกดอกสวยจึงอยากจะกินบัวลอยคู่กับน้ำอัญชันก็คงจะดี

‘เดี๋ยวทำเสร็จแล้วเอาให้ทุกคนชิม’

“คุณหนูร้องเพลงอันใดนะเจ้าคะ แปลกหูพิลึกนัก”

มิลินยิ้มออกมา “เป็นเพลงที่มิลินแต่งเองพี่แก้วไม่รู้หรอก” ถ้าขืนบอกไปว่าเพลงของคาราบาวก็คงจะถามต่ออีก บอกว่าแต่งนะดีแล้ว ฮิฮิ

“ถึงว่าบ่าวไม่เคยได้ยิน แต่คุณหนูจะเก็บเอาดอกไม้พวกนี้ไปทำอันใดนะเจ้าคะ”

มิลินยิ้มออกมาด้วย “ทำของอร่อยกิน”

คุณหญิงมะลิเดินเข้ามาในครัวใหญ่ เพราะได้ยินบ่าวในเรือนบอกว่าหลานสาวของตนเข้ามาวุ่นวายที่นี่ตั้งแต่ช่วงสายแล้ว บอกว่าจะทำขนมให้กิน แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าจะทำขนมอันใด วันนี้คุณหญิงมะลิอยู่บ้านเพียงคนเดียว ที่เหลือต่างออกไปทำธุระข้างนอกกันเสียหมด แม่เกศรก็ไปกับสามีด้วย เหลือเพียงคุณหญิงคอยดูหลานคนเดียว

“แบบนั้นแหละ เอาน้ำอัญชันที่คั้นแล้วใส่เข้าไปแบบนั้นแหละ จากนั้นก็ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ” เธอทำแป้งสองสี นั้นก็คือสีอัญชันกับสีขาวธรรมดา

“พี่แก้วต้มน้ำรึยังจ๊ะ ถ้าต้มแล้วเอามาพักไว้ให้อุ่นก่อนเลย แล้วค่อยเอามาใส่กับมะพร้าวขูด เดี๋ยวจะคั้นกะทิกัน”

“ป้าสายขา ป้าสายเอาแป้งที่ปั้นไปต้มได้เลยจ๊ะ พอแป้งลอยก็ตักขึ้นได้เลย”

“พี่แก้วเอามะพร้าวที่ขูดมาผสมน้ำอุ่นได้เลย จากนั้นก็คั้นเอาน้ำกะทิออกมา อย่าลืมเอาผ้าขาวบางมากรองด้วยนะจ๊ะ” โชคยังดีที่คนที่นี้เขาคั้นกะทิกันเป็น

เสียงเล็กๆของมิลินสั่งงานทุกคนในครัว โดยเจ้าตัวนั้นยืนอยู่บนแคร่ที่ไม่สูงนัก สายตาก็สอดส่องไปทั่วเพื่อดูว่าใครทำอะไรผิดไปรึไม่

“แม่มิลินของย่าเข้ามาวุ่นวายอันใดในครัวกัน” มิลินหันขวับมามองทันที

“คุณย่ามิลินไม่ได้มาวุ่นวายนะเจ้าค่ะ มิลินกำลังให้ทุกคนทำของอร่อยต่างหาก” มิลินกอดอกทำหน้ายู่ออกมา

คุณหญิงมะลิหัวเราะออกมาเมื่อท่าทางของหลานสาว “แล้วทำขนมอันใดเล่า บอกย่าได้รึไม่”

มิลินพยักหน้าจนแก้มยุ้ยกระเพื่อม “มิลินกำลังทำบัวลอยเจ้าค่ะคุณย่า แล้วก็ทำน้ำอัญชันด้วย คุณย่ารอชิมได้เลยเจ้าค่ะ”

รับรองว่าได้ชิมแล้วจะติดใจ ถึงแม้น้ำตาลที่ได้มามันจะไม่ใช่ก็เถอะ

“บัวลอยกับน้ำอัญชันรึ ย่าไม่เคยได้ยิน ใครเป็นคนสอนหลานสาวของย่ากัน”

มิลินทำท่ากระซิบไปที่หูคุณหญิงมะลิ “มิลินฝันเจ้าค่ะคุณย่า เมื่อคืนมีผู้หญิงสวยๆมาเข้าฝันมิลิน บอกสูตรขนมบัวลอยกับน้ำอัญชัญให้มิลิน มิลินเลยลองทำดูเจ้าค่ะ” ดีนะที่อ่านนิยายแนวทะลุมิติมาเยอะ ขอยืมใช้ข้ออ้างหน่อยแล้วกัน

คุณหญิงมะลิมองไปที่หน้าของหลานสาว มิลินที่อยู่ตรงหน้าไม่มีท่าทีล้อเล่นเลยสักนิดเดียว แถมยังยิ้มหวานให้อีกต่างหาก

“เออคุณหนูเจ้าค่ะ น้ำอัญชัญที่เหลือนี้จักเอาไปทำสิ่งใดเจ้าค่ะ” ป้าสายที่ถือกะละมังที่ทำจากไม้ที่ข้างในมีน้ำอัญชันที่มิลินบอกให้กรองและแบ่งออกมาเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปผสมแป้ง อีกส่วนจะเอามาทำน้ำอัญชัมเอาไว้ดื่ม

“ป้าสายเอาไปตั้งไฟเลยจ๊ะ ไม่ต้องใช้ไฟแรงนะ พอร้อนให้ใส่น้ำตาลฝาหรั่งเข้าไป เดี๋ยวมิลินจะไปชิม” คุณหญิงมะลิมองไปน้ำอัญชัน ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเห็นน้ำอัญชันเป็นครั้งแรก รู้แต่เพียงว่าเขาใช้ดอกอัญชันมาใช้ทาคิ้วเด็กไม่นึกว่าจะเอามาทำแบบนี้ได้ด้วย

เมื่อเตรียมทุกสิ่งครบที่เหลือก็ไม่มีอันใดยุ่งยากอีก มิลินมาชิมน้ำอัญชันที่กำลังต้มเมื่อได้รสที่ต้องการแล้วก็ให้ป้าสายยกออก ที่เหลือก็มีแต่บัวลอย

“พี่แก้วเอากะทิไปตั้งไฟเลย อย่าใช้ไฟแรงนะเจ้าค่ะ” มิลินย้ายตัวเองไปหน้าเตาน้ำกะทิ คุณหญิงมะลิที่เห็นดังนั้นก็รีบไปจับหลานสาวตัวเองเอาไว้ “เดี๋ยวโดนไฟลวกซะหรอกแม่มิลิน”

“มิลินขอโทษเจ้าค่ะคุณย่า มิลินแค่อยากดูว่ามันได้ที่รึยังนะเจ้าคะ” มิลิมยิ้มแหย่ออกมาให้ผู้เป็นย่า

“พี่แก้วใส่เกลือลงไปด้วยนะ ไม่ต้องใส่มาก ใส่แค่ปลายช้อนก็พอ พอเกลือละลายก็ใส่น้ำตาลรอให้น้ำตาลละลายก็เสร็จแล้ว” น่าเสียดายที่ไม่มีใบเตย ไม่งั้นอร่อยกว่านี้เยอะ

“ต้องใส่เกลือด้วยรึเจ้าค่ะ เราไม่ได้ทำต้มทำแกงเสียหน่อย”

“ใส่ด้วยสิพี่แก้ว เกลือจะทำให้บัวลอยกลมกล่อมขึ้น แต่อย่าใส่เยอะ ใส่แค่ที่มิลินบอกก็พอ เชื่อมิลินรับรองเด็ดอย่าบอกใคร”

หลังจากที่วุ่นวายกันมาทั้งสายทั้งหมดก็ได้หยุดพัก บ่าวทั้งหมดเองก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำตามคำสั่งเจ้านายตัวน้อยด้วยก็ไม่รู้ แต่บ่าวทุกคนรู้สึกว่าถ้าทำตามคุณหมูมิลินแล้วจะได้กินของอร่อยกันแน่นอน ช่างเป็นความเชื่อที่บอกไม่ได้ซะจริง

กลิ่นหอมของน้ำกะทิที่โดนน้ำตาลช่างหอมยั่วน้ำลายทุกคนซะจริง แต่ไม่มีใครกล้าไปลองชิมก่อนเจ้านายตัวน้อยอย่างมิลิน ซึ่งตัวมิลินเองก็ไม่ได้ใจร้ายกับบ่าวนัก เธอสั่งให้ทำเป็นหมอใหญ่เอาไว้ก่อนที่จะตักแจกบ่าวทั้งหลายเธอก็ตักแบ่งเอาไว้ให้เรือนใหญ่ จากนั้นตรงหน้าบ่าวทุกคนก็มีถ้วยที่ใส่บัวลอยเอาไว้ตรงหน้า

“มาลองชิมกันเจ้าค่ะคุณย่า” คุณหญิงมะลิเองก็มีถ้วยบัวลอยวางอยู่ตรงหน้า พร้อมกับแก้วที่ใส่น้ำอัญชัน

มิลินตัวน้อยตักเอาบัวลอยเข้าปากไปคำใหญ่ ‘อืม รสชาติใช้ได้เลยแฮะ ถ้าได้ของครบน่าจะอร่อยมากกว่านี้’

ในขณะที่มิลินตัวน้อยกำลังจมอยู่ให้ห้วงความคิดนั้น คุณหญิงมะลิและบ่าวทุกคนเมื่อได้ชิมบัวลอยต่างตาโตกันขึ้นมา ไม่คิดว่าบัวลอยจะอร่อยขนาดนี้ ยิ่งแป้งที่ปั้นเป็นก้อนเล็กๆยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน กินกับน้ำกะทิยิ่งอร่อย จากนั้นทุกคนก็พากันจ้วงกินแบบไม่พัก ไม่นานบัวลอยของทุกคนก็หมดลง

“อร่อยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู อร่อยจนแก้วน้ำตาจะไหลเลย”

“แบบที่นังแก้วบอกเลยคุณหนู อร่อยจนบ่าวอยากเลียถ้วยเลยเจ้าค่ะ” ป้าสายพูดออกมา

“ไอ้น้ำอัญชันนี้ก็อร่อยครับนะคุณหนู ไม่คิดเลยว่าไอ้ดอกไม้ที่กระผมถอนทิ้งบ่อยๆจะเอามาทำแบบนี้ได้ด้วย”

เสียงของบ่าวที่พูดขึ้นมาทำให้มิลินได้สติขึ้นมา เมื่อทุกคนบอกว่าอร่อยมิลินก็ยิ้มออกมา “มิลินบอกแล้วว่าอร่อย”

คุณหญิงมะลิมองไปที่หลานสาวที่กำลังเคี้ยวบัวลอยอย่างเอร็ดอร่อย แก้มยุ้ยขยับเพราะกำลังเคี้ยวแป้งบัวลอย หัวก็ส่ายไปมาอย่างอารมณ์ดี ช่างดูน่ารักยิ่งนัก

“คุณย่าอร่อยไหมเจ้าคะ” มิลินเห็นผู้เป็นย่ามองมาก็ถามขึ้น

“อร่อยมากเลยจ๊ะ น้ำอัญชันก็อร่อย ย่าไม่นึกรู้ว่าเอามาทำแบบนี้ได้ด้วย ช่างคิดจริงเลยเชียวหลานย่า” ยกมือขึ้นมาลูบหัวหลานสาว

“ขนมอันนี้อร่อยมากเลยครับคุณย่า หลานไม่เคยกินแบบนี้เลยครับ”

“น้ำนี้ก็อร่อย ดูสีน้ำเงินไม่คิดว่าจะอร่อยมากขนาดนี้”

หลังจากที่ทุกคนกลับมาจากทำธุระคุณมะลิก็ยกบัวลอยมาให้ทุกคนได้ชิม ซึ่งก็ถามที่มิลินคาด ทุกคนชอบมันมากเลย

“อันนี้เป็นขนมอันใดครับคุณแม่ ช่างดูแปลกตานัก รสก็อร่อย กระผมไม่เคยกินมาก่อน” คุณเล็กถามออกมา

“ใช่แล้วคุณหญิง ขนมอันนี้เรียกว่าอะไร ช่างอร่อยแปลกลิ้นเสียจริง” เสียงของสามีเอ่ยถามขึ้น ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ให้แม่มิลินเป็นคนบอกเถิด เพราะขนมนี้แม่มิลินทำขึ้นมา เล่นเอาครัววุ่นวายไปหมด” ทุกคนมองมาที่มิลินเป็นตาเดียว

มิลินยืดอกขึ้นมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว “ขนมนี้เรียกว่าบัวลอยเจ้าค่ะ ทำมาจากแป้ง กะทิ น้ำตาลที่คุณอาเอามาให้ ส่วนแป้งสีน้ำเงินทำมาจากดอกอัญชันเจ้าค่ะ น้ำก็ทำมาจากดอกอัญชันเช่นกัน”

คุณใหญ่กับคุณเกศรมองมาที่บุตรสาวอย่างไม่น่าเชื่อ “จริงหรือครับคุณแม่ที่มิลินเป็นคนทำ ผมนึกว่าคุณแม่เสียอีก”

คุณหญิงมะลิหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็จริงนะสิ ลองไปถามพวกบ่าวๆในเรือนดูก็ได้ แม่เองจะไม่มีความคิดแบบนี้ได้เสียที่ไหน”

พลอากาสเอกสุรศักดิ์ได้ยินดังนั้น ก็พูดชมหลานสาวออกมา “หลานปู่ช่างเก่งกาจนัก ทำขนมอร่อยเช่นนี้ออกมาได้ เดี๋ยวปู่จะไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าปู่มีหลานสาวที่เก่งกาจเพียงใด”

เสียงชมของทุกคนทำให้มิลินตัวลอยแทบจะบินได้ ยิ่งได้คำชมก็ยิ่งยืดอกขึ้น ท่าทางแบบนั้นช่างน่าขันและน่ารักในเวลาเดียวกัน

‘บัวลอยนะของจิ๊บๆ รอให้มิลินเจอวัตถุดิบที่ดีกว่านี้ก่อนเถอะเดี๋ยวจะทำของอร่อยให้กินอีกเยอะๆเลย’

ติชมได้นะครับทุกคน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...