โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนาน "ทานาคา" แห่งเมียนมา กับหลักฐานโบราณคดี แท่นหินฝนทานาคาอายุร้อยปี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 เม.ย. 2565 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 02.50 น.

หากกล่าวย้อนถึงประวัติความเป็นมาของทานาคาดังกล่าวนี้ค่อนข้างมีหลายที่มา ผู้เขียนได้รวบรวมมาให้ผู้อ่านได้พิจารณากัน ดังนี้

กระแสแรก ว่ากันว่าชาวพม่ารับอิทธิพลการใช้ทานาคามาจากชาวมอญ ในขณะที่มอญรับอิทธิพลมาจากชาวอินเดียอีกทอดหนึ่งตั้งแต่สมัยโบราณกาล

กระแสต่อมา ว่ากันว่าชาวพม่าเริ่มใช้ทานาคามาตั้งแต่ยุคตะกอง เมืองโบราณของพม่า (ล่มสลายไปก่อนการเกิดขึ้นของอาณาจักรพุกาม) ตามตำนานที่ว่า เมื่อสมัยพระเจ้าอลองสิธู (ครองราชย์ พ.ศ. 1655-1710) กษัตริย์แห่งราชวงศ์พุกาม ซึ่งเป็นโอรสในพระเจ้าจันสิตธา (ครองราชย์ พ.ศ. 1627-55) ประสูติแต่พระนางอะแป่รัตนา ซึ่งเป็นมอญเมืองสะเทิม (สุธรรมวดี)

ครั้งหนึ่งพระเจ้าอลองสิธูได้เสด็จไปยังดอยฉิ่งมะต่อง ที่มีต้นทานาคาขึ้นชุกชุม มีเหตุบังเอิญเกิดขึ้น กล่าวคือ พระมเหสีในพระเจ้าอลองสิธูได้ทำผอบเครื่องหอมตก ต้นทานาคาที่เกิดขึ้นยังที่ตรงนั้นในเวลาต่อมามีกลิ่นหอมจรุงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นเหตุให้ชาวพม่าพากันนำเอาต้นทานาคาไปฝนใช้เป็นเครื่องประทินผิวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดังจะเห็นได้ว่าตำนานดังกล่าวนี้สับสนโดยตัวของมันเอง ขณะที่ข้อมูลทางวิชาการซึ่งเป็นที่เชื่อถือยอมรับโดยทั่วไปนั้น ยึดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ ตามที่ปรากฏว่าบันทึกอยู่ในเอกสารหลายแห่ง รวมทั้งเอกสารแจกนักท่องเที่ยวตามโรงแรม

นั่นคือ หลักฐานการค้นพบแท่นหินที่ใช้สำหรับฝนทานาคา คนพม่าออกเสียงว่า เจ้าก์เปี่ยง…ในบริเวณพระเจดีย์มุตาว (ชเวมอดอ) เมืองหงสาวดี หรือพะโค เมื่อ พ.ศ. 2473 หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา ซึ่งแท่นหินนี้มีลักษณะพิเศษและเชื่อกันว่าเป็นแท่นหินฝนทานาคาของพระนางตะละเจ้าท้าว (ครองราชย์ พ.ศ. 1996-2013) หรือมิจาวปุ (เช็งสอบู) อดีตกษัตรีย์มอญ พระราชธิดาในพระเจ้าราชาธิราช (ครองราชย์ พ.ศ. 1927-64) แห่งอาณาจักรหงสาวดี (ปัจจุบันแท่นหินฝนทานาคานี้ได้รับการจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ภายในบริเวณพระเจดีย์มุตาว)

ส่วนหลักฐานทางด้านโบราณคดี ปรากฏร่องรอยไม่ชัดเจนนักว่า ผู้คนบนแผ่นดินเมียนมามีการใช้ทานาคาในการประทินผิวหน้าผิวกายมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีเกษตรของชนชาติพยู (Pyu) ชนชาติโบราณผู้สูญหายไปจากแผ่นดินเมียนมา มาตั้งแต่เมื่อกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าใครหรือชาติใดจะเป็นผู้ริเริ่มใช้ทานาคาก่อนก็เป็นแต่เรื่องเล่าที่อาจจะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเสริมความเข้มขลัง หรืออ้างอิงความเก่าแก่ของวัฒนธรรมทานาคาที่ตกทอดมายังผู้คนลุ่มน้ำอิรวดีในวันนี้ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นคงจะต้องพิสูจน์กันที่สรรพคุณของมันเอง

ดังจะเห็นว่าไม่เพียงแผ่นดินเมียนมาที่จะสามารถพบเห็นร้านรวงวางทานาคาจำหน่ายไม่ต่างไปจากอาหารหรือยารักษาโรคที่เป็นปัจจัย 4 ของมนุษย์ ก็ในเมื่อเมืองไทยบ้านเราทุกวันนี้ ทานาคาได้ถูกใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ แป้งฝุ่น และเครื่องสำอางนานาชนิด ด้วยตัวมันเองสามารถขายความเป็น “ผิวพม่า” ในหมู่คนไทยได้ดี

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ทานาคา : เครื่องประทินผิวชาวลุ่มอิรวดี ที่มาของ ‘ผิวพม่า'” เขียนโดย องค์ บรรจุน ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 สิงหามค 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...