โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)

BT Beartai

อัพเดต 27 เม.ย. 2564 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 16.21 น.
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)

บทสนทนาระหว่างป๋าเต็ดและยอดโปรดิวเซอร์จากต่างแดนนาม ‘ไซม่อน เฮนเดอร์สัน’ (Simon Henderson) ที่ได้สร้างตำนานไว้กับวงซิลลี่ฟูลส์ (Silly Fools) นั้นยังไม่จบ ในตอนนี้ยังคงมีเรื่องราวให้เราได้ตื่นเต้นกันต่อ ในตอนนี้ไซม่อนจะเล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการตัดสินใจยุติบทบาทของโต และครั้งแรกกับการเปิดเผยเหตุการณ์ในวันนั้นที่นำไปสู่การแตกหัก การตัดสินใจกลับมาทำงานกับวงไทยอีกครั้งพร้อมด้วยความหวังครั้งใหม่ที่จะนำ ‘ยุคแห่งความเรืองรองของดนตรีร็อกไทย’ กลับมาอีกครั้ง รวมไปถึงการตอบคำถามสำคัญที่ป๋าเต็ดมักถามแขกรับเชิญเสมอนั่นคือ ‘บทเรียนที่สำคัญที่สุด’ ซึ่งคำตอบของไซม่อนนั้นจะทำให้คุณประทับใจ

สามารถอ่านสรุปประเด็นสำคัญจากบทสนทนาในครั้งนี้ได้เลยครับ.

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนรักซิลลี่ฟูลส์ (Silly Fools)

“ง่ายมากครับ ที่ผมคิดนะคือเราพูดได้เลยว่ามันเป็นเพราะเนื้อเพลงที่ดี และแน่นอนการโปรดิวซ์ที่ยอดเยี่ยม (หัวเราะ)”

  • ในความหมายของไซม่อน บทเพลงของซิลลี่ฟูลส์นั้นอยู่เหนือกาลเวลาไปแล้ว และไซม่อนจะภูมิใจมากเวลาที่มีคนมาบอกว่า“ว้าวมันเหมือนกับคุณเพิ่งจะอัดเมื่อวานเลย” ทั้ง ๆ ที่มันล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นหลักฐานอันดีที่ยืนยันว่าเนื้อเพลงและวิธีการทำเพลงของซิลลี่ฟูลส์และไซม่อนนั้นมันยอดเยี่ยมและเข้าถึงใจผู้คนได้เป็นอย่างดีเ และมันจะเป็นเช่นนี้ไปอีกตราบนานเท่านาน ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็สามารถ ‘เชื่อมโยง’ กับบทเพลงของซิลลี่ฟูลส์ได้เสมอ
  • ไซม่อนมักจะคุยเรื่องการแต่งเพลงกับโตอยู่เสมอ ไซม่อนเคยบอกกับโตถึงการแต่งเพลงให้ ‘เชื่อมโยง’ กับคนฟังไว้ว่า​ “ตราบใดที่คุณ ‘จริงใจ’ กับมันนะโต ตราบใดที่คุณ ‘จริง’ กับเรื่องที่คุณเขียนถึงต่อให้มันจะเป็นเรื่องแบบ ‘ลุกขึ้นเถอะ แล้วออกไปเดิน’ มันจะมีใครสักคนบนโลกที่รู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงของคุณได้น่ะ”

ถ้าคนระดับโลกฟังเพลงของซิลลี่ฟูลส์ล่ะ พวกเขาจะชอบเหมือนอย่างที่เราชอบไหม ?

“มีคนดังหลายคนที่ได้ฟังเพลงของซิลลี่ฟูลส์ครับ และพวกเขาก็คิดว่ามันยอดเยี่ยม คือแน่นอนพวกเขาไม่เข้าใจความหมาย แต่พวกเขาสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก”

  • ไซม่อนคิดว่าซิลลี่ฟูลส์มีศักยภาพที่สามารถจะโกอินเตอร์ได้ “ความสามารถของพวกเขามันระดับโลก พวกเขาเป็นคนระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้ซิลลี่ฟูลส์เป็น ‘ซิลลี่ฟูลส์’ เนี่ยมันคือเนื้อเพลงที่โคตรพิเศษและวิธีที่ ‘โต’ ร้องเนื้อเพลงเหล่านั้นออกมา” (ไซม่อนพูดเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังและย้ำว่านี่เป็นเพียงความคิดของเขาเท่านั้น) ไซม่อนเปรียบเทียบกับ Nirvana ที่ทุกวันนี้อาจจะมี Foo Fighters ไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงรักในความเป็น Nirvana อยู่
  • ไซม่อนมองว่าเพลงไทยที่มีเนื้อไทยก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในระดับโลก ไซม่อนยกตัวอย่างเพลง ‘Gangnam Style’ ของ Psy ที่เป็นเพลงเนื้อร้องเกาหลีแต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง “คือมันยากครับ แต่ผมจะไม่พูดว่ามัน ‘เป็นไปไม่ได้’” โลกทุกวันนี้แคบลงด้วยอินเทอร์เน็ต คนฟังสามารถเข้าถึงเพลงจากต่างชาติต่างภาษาและพวกเขาก็ไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นเพลงมาจากไหนร้องภาษาอะไร และเรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับแนวเพลงด้วยอย่างเพลงร็อกหรือเมทัลที่หนัก ๆ ต่อให้เป็นภาษาอังกฤษคนฟังก็แทบจะฟังไม่ออกเหมือนกันว่าร้องว่าอะไร
  • ไซม่อนเคยเอาเพลงของ Hangman ไปให้ค่ายเพลงในแอลเอฟังและพวกเขาบอกว่ามันยอดเยี่ยมมาก มันมีเพลงหนึ่งที่โตเคยร้องไว้เป็นภาษาอังกฤษด้วย​ “คือเขาร้องเหมือนกับอเมริกันเลยนะ แต่มันไม่เหมือนกันน่ะ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนเวทมนตร์ของมันต่างออกไปจากภาษาไทยน่ะครับ คือเนื้อเพลงและความเป็นโตมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้”

“ตราบใดที่คุณ ‘จริงใจ’ กับมันนะโต ตราบใดที่คุณ ‘จริง’ กับเรื่องที่คุณเขียนถึงต่อให้มันจะเป็นเรื่องแบบ ‘ลุกขึ้นเถอะ แล้วออกไปเดิน’ มันจะมีใครสักคนบนโลกที่รู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงของคุณได้น่ะ”

When Things Changed ณ วันที่เปลี่ยนแปลง

  • ไซม่อนบอกว่าการตัดสินใจที่จะออกจากวงของโตนั้นเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ตอนที่กำลังอัดเพลง “บ้าบอ” (จากอัลบั้ม ‘Mint’) ในช่วงโค้งสุดท้ายของการอัดเพลงนี้ได้เกิดเหตุการณ์  911 ขึ้นมา จู่ ๆ โตก็ตะโกนขึ้นมาว่า “เฮ่มาดูนี่ดิ !” แล้วทุกคนก็วิ่งมาที่ทีวีแล้วก็เห็นตึกแฝดถล่มลงมา  ปกติซิลลี่ฟูลส์จะตั้งชื่อเล่นให้กับเพลงที่ยังไม่มีเนื้อร้อง เช่นเพลง “จิ๊จ๊ะ” มีชื่อเล่นว่า “Disco 2000” เพลง “คิดถึง” จะชื่อ “หรั่งรักปุ๊ก” (เพราะตอนนั้นหรั่งซึ่งเป็นคนเขียนเพลงนี้มีแฟนชื่อปุ๊กกี้) ด้วยเหตุนี้เพลง “บ้าบอ” ก็เลยมีชื่อเล่นขึ้นมาว่า “บิน ลาเดน” และเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมดก็กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับโต และมันได้เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจนตอนที่ทำอัลบั้ม ‘Juicy’
  • ไซม่อนเคยเล่าให้โตฟังถึงงานเพลงของวง ‘NASA’ วงดนตรีแรกและอัลบั้มแรกที่ไซม่อนโปรดิวซ์ มีเพลงที่ชื่อว่า “Wild Ways” (วิถีเถื่อน) และไซม่อนก็บอกกับโตว่าเราน่าจะมาทำเพลงสักเพลงที่เกี่ยวกับโลกบ้า ๆ ใบนี้ เหมือนทุกวันนี้มันมีเทคโนโลยีเยอะมากที่พร้อมจะทำให้คนสติแตกและเป็นบ้าเป็นบอ ในตอนแรกเพลง “บ้าบอ” มันจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ แล้วเหตุการณ์ 911 ก็เกิดขึ้นมาพอดี ตอนนั้นเป็นตอนที่โตเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองทำว่า “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่” และความรู้สึกของโตก็เปลี่ยนไป เขาไม่ได้อยากเขียนเพลงที่เกี่ยวกับความรักอีกแล้ว แต่อยากจะเขียนเพลงที่เกี่ยวกับโลกใบนี้ โตเลยเริ่มแต่งเพลงให้มันมี ‘ความหมายแฝง’ ตั้งแต่นั้นมาเพลงของโตจึงมักจะมีอีกความหมายซ่อนอยู่เสมอ เช่นเพลง “Chocolate” ของ Hangman เนื้อหาของเพลงพูดเรื่องอย่าตัดสินอะไรจากรูปลักษณ์ภายนอก เหมือนช็อกโกแลตที่มันดูน่าเกลียดแต่มีรสหวาน
  • โตเริ่มมีความ ‘โกรธ’ กับความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ อย่างปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องการเมือง หรือเรื่องความวุ่นวายทั้งหลายในโลก และโตเริ่มสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่เขาทำ เพราะเขารู้สึกว่ามัน ‘ปลอม’ ไซม่อนเข้าใจในการตัดสินใจของโตและยินดีที่เขาได้พบกับความสงบ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากให้โตปฏิเสธในสิ่งที่เขาได้เคยทำมา ว่ามันเป็นสิ่ง ‘ปลอม’ เป็น ‘บาป’ เพราะมันคือสิ่งที่ดีงามแล้วและแฟนเพลงก็รักโตจริง ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไซม่อนไม่อยากให้โตเข้าใจผิดไป

อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซิลลี่ฟูลส์ต้องแยกทางกัน

  • จากมุมที่ไซม่อนเห็นหรือได้ยินมา เขากล่าวว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องของ ‘ศาสนา’ ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดนตรีและแอลกอฮอล์ และไซม่อนได้รู้เรื่องนี้จากทั้งสองฝั่ง โตนั้นเวลาที่เขาปักใจกับอะไรบางอย่าง มันยากมากที่จะเปลี่ยนใจเขา และจุดยืนของโตในตอนนั้นที่บอกกับเพื่อน ๆ ก็คือ “ทุกคนผมจะไม่เล่นในผับนะ” ซึ่งทุกคนก็คิดว่านี่มันต้องเป็นประชาธิปไตย โตจะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ “นายต้องมาถามพวกเราก่อนสิ” พอโตได้ยินก็ตอบกลับไปว่า “แล้วพวกนายจะว่ายังไงถ้าผมบอกว่าผมจะไม่เล่นในผับ” แล้วโตก็บอกว่าถ้าจะเล่นก็ไปหานักร้องใหม่แล้วกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านโตซึ่งมันแทบจะเป็นอุบัติเหตุ แล้วทุกคนในวงก็แบบว่า “เออ พวกเราจะทำแน่” จากนั้นโตก็ไปสวดมนต์แล้วทุกคนก็กลับบ้านไป แล้วพวกเขาก็โทรกลับมาบอกว่า “มาเหอะโต” แต่โตได้ตอบกลับไปว่า “ไม่มันจบแล้ว พวกนายตัดสินใจกันแล้ว” 
  • โตเคยบอกเหตุผลเรื่องนี้กับไซม่อนว่า เขามีความรู้สึกว่าตัวเองสนับสนุนให้เด็กและคนอื่น ๆ  ดื่มแอลกอฮอล์จากการที่เขาเล่นคอนเสิร์ต ซึ่งไซม่อนเข้าใจในความคิดของโตแต่เขาไม่อยากให้โตกดดันตัวเองและคิดมากเกินไปในเรื่องนี้ “เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดมันคือชีวิตของคุณ ครอบครัวคุณ และก็คนที่คุณรัก นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย”
  • ในตอนที่รู้ว่าวงไปต่อไม่ได้แล้ว ไซม่อนรู้สึกหงุดหงิดเพราะว่าซิลลี่ฟูลส์คือสิ่งที่เขาร่วมสร้างมากับวงจนเดินมาถึงจุดที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว วันหนึ่งโตเดินมาหาไซม่อนในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่กับวง ‘Burn’ ที่ไซม่อนมาโปรดิวซ์ให้เพลงหนึ่ง โตเลยตั้งใจจะมาให้กำลังใจไซม่อน ทั้งคู่นั่งดูวง Burn เล่นด้วยกัน แล้วโตก็โน้มตัวมาพูดกับไซม่อนว่า “ผมเพิ่งโดนไล่ออก” น้ำเสียงเขาดูจริงจังมาก ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากไซม่อนเลยก็คือ “ผมรู้ละว่าทำไมวงนี้มันถึงชื่อ Silly Fools” ถึงแม้จะดูเหมือนว่าทุกคนไล่โตออก แต่ในความเป็นจริงแล้วไซม่อนคิดว่าโตเป็นคนที่เลือกเดินออกมาเอง ซึ่งพอมาทำ Hangman โตก็เป็นคนเลือกเดินออกมาเองอีกเช่นกัน ไซม่อนรู้สึกว่าโตได้ฆ่าวงสองวงที่ไซม่อนรู้สึกรักจริง ๆ
  • ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ไซม่อนคิดว่าเขาสามารถทำให้วงไม่แยกจากกันได้ ถ้าเขารู้ว่าเรื่องทั้งหมดมันจะกลายเป็นแบบไหน เพราะการที่วงแตกมันไม่ได้เกี่ยวกับพวกเขา แต่มันเกี่ยวกับ ‘สถานการณ์’ ที่พวกเขาอยู่ ณ ตอนนั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพลงของพวกเขา แต่มันเป็นเรื่องของธุรกิจที่เมื่อคุณทำเพลงเสร็จแล้ว ออกไปเล่นคอนเสิร์ตในตอนนั้นพวกบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาชูกำลังก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ไซม่อนไม่ได้จะมองเรื่องนี้ในแง่ร้ายแต่เขามองว่ามันมีทางอื่นที่วงจะหาสปอนเซอร์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ หากมีผู้จัดการที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้และโตก็จะต้องไม่พูดแรงกับเพื่อน เพียงหาทางที่ทุกคนมีความสุขร่วมกัน นั่นคือสิ่งที่ไซม่อนคิดว่าตนเองและทุกคนควรทำในเวลานั้น

“ผมรู้ละว่าทำไมวงนี้มันถึงชื่อ Silly Fools”

After Silly Fools ชีวิตหลังซิลลี่ฟูลส์

  • หลังจากนั้นโตและไซม่อนก็มาทำงานร่วมกันในโปรเจกต์ ‘Hangman’ ซึ่งมีความแตกต่างจากตอนทำซิลลี่ฟูลส์มาก ตอนนั้นยังไม่มีวงเลย ในวันแรกของการทำอัลบั้มมีเพียงแค่ โต เดโมของโต และไซม่อนเท่านั้น และต้องเปิดออดิชันเพื่อหานักดนตรีมาทำวง แต่พอได้ทำต่อไปมันก็เวิร์ก
  • เดโมที่โตมีในตอนนั้นแท้จริงแล้วคือเพลงที่โตตั้งใจเขียนให้กับซิลลี่ฟูลส์ เพราะเดโมของคนอื่น ๆ ถูกเลือกใช้เป็นเพลงในอัลบั้มของซิลลี่ฟูลส์แล้ว โตจึงมีเพลงที่เขาเขียนให้กับวงเหลือไว้และต่อมามันได้ถูกใช้ในการทำ Hangman พอมาถึง ‘Hangman 2’ ตอนนั้นแกรมมี่ไม่มีแผนทำอัลบั้ม แต่จะให้ทำเป็นซิงเกิล ไซม่อนเลยตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อังกฤษ ส่วนโตที่ก็รู้สึกว่า “วงการเพลงที่นี่มันตายแล้ว” ก็พยายามหาทางต่อและโทรหาไซม่อนว่าพวกเขาควรทำอัลบั้มกันต่อ ไซม่อนถามโตว่าแล้วแกรมมี่จะยอมหรอ โตบอกว่ายอมสิเพราะเราใหญ่พอ ตอนนั้นไซม่อนเองก็พยายามเอาเพลงเดโมใน ‘Hangman 2’ ไปให้ค่ายเพลงที่อเมริกาฟัง และดีลกับสตูดิโอ Rockfield ในอังกฤษ (สตูดิโอชื่อดังที่วง Queen ใช้อัดเพลง​ “Bohemian Rhapsody”) เพื่อจะให้ Hangman มาบันทึกเสียงที่นี่ แต่สุดท้ายด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาลแกรมมี่ก็ไม่เอาด้วย โตเลยจะให้ไซม่อนกลับมาที่ไทย แต่ไซม่อนเพิ่งย้ายไปอยู่ที่อังกฤษและลูกก็ยังเล็ก  ไซม่อนสามารถกลับไทยได้ประมาณหนึ่งเดือนเพื่ออัดร้องและมิกซ์แต่โตอยากให้เขากลับมาทำอย่างที่เคยทำตอนทำซิลลี่ฟูลส์ด้วยกัน ช่วยคอมเมนต์ให้โตในเรื่องของเมโลดี้ ทำนอง และปรับแก้เนื้อร้องกัน ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือนซึ่งไซม่อนไม่สามารถทำแบบนั้นได้ สุดท้ายทั้งสองก็เลยห่างกันและหลุดออกจากวงโคจรของกันและกันตั้งแต่นั้นมา
  • เพราะฉะนั้นเดโมชุดที่ 2 ของ Hangman ที่โตเคยพูดถึงไว้ในรายการป๋าเต็ดทอล์กจึงไม่ได้อยู่ที่ไซม่อนอย่างแน่นอน แม้แต่ชุดที่ 1 ก็ไม่ได้อยู่ที่ไซม่อน เพราะเขาส่งทุกอย่างไว้ให้กับ More Music หมด แล้วค่อยไปตัดแต่งทุกอย่างที่นั่น แม้แต่ของซิลลี่ฟูลส์เองก็เช่นกัน พวกเขาทำงานกันที่ค่ายทั้งหมด
  • พอไซม่อนได้ดูแลครอบครัวจนลูกชายได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาจึงได้มีเวลาหยุดพักเพื่อค้นหาตัวเอง ซึ่งมันดีต่อเขาในระดับจิตวิญญาณ เขาได้เขียนหนังสือ ได้เรียนการบำบัดด้วยการสะกดจิต ไซม่อนเป็นคนที่สนใจในเรื่องสภาวะจิตใจและการทำสมาธิมาก เขาจะตื่นตีห้าหรือหกโมงเช้าทุกวันเพื่อทำสมาธิในช่วงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไซม่อนคิดว่าตัวเองคงแขวนนวมแล้ว แต่เมื่อได้รับการทักทายจากแฟน ๆ ซิลลี่ฟูลส์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของเขา รวมไปถึงได้ฟังสัมภาษณ์ของโตในรายการป๋าเต็ดทอล์ก ไซม่อนพบว่าทุกคนยังคิดถึงซิลลี่ฟูลส์ทั้ง ๆ ที่เรื่องมันผ่านไปนานแล้วและทุกคนยังยึดติดกับความสำเร็จของวงอย่างที่รู้สึกว่าหลังจากซิลลี่ฟูลส์และโตได้แยกจากกันไป ไม่มีวงใดจะทำได้แบบนั้นอีกแล้ว แต่ไซม่อนเองกลับรู้สึกว่าคนไทยและวงดนตรีไทยนั้นเจ๋งมาก เรามีวงดี ๆ มากมายมีนักดนตรีเจ๋ง ๆ มากมาย แต่ทำไมเราถึงยังติดอยู่ที่เดิม ทำไมเราถึงคิดว่าฝรั่งต้องเก่งกว่าเรา และมันได้เติมไฟในใจเขาเพื่อที่จะได้ลองกับวงไทยอีกสักตั้งว่ามันจะไปได้ไกลถึงไหน
  • ไซม่อนจึงเปิดให้คนที่สนใจส่งเพลงเข้ามาหาเขา ซึ่งผลตอบรับนั้นล้นหลามมากมายกว่าที่เขาคิดไว้ ไซม่อนฟังทุกเพลงจากทุกคนทุกวงและพยายามให้กำลังใจและคอมเมนต์กลับไป ไซม่อนได้รับคำชื่นชมว่าเขาได้ ‘เปลี่ยนโฉมหน้า’ ของวงการเพลงไทยจากสิ่งที่เขาทำกับวงซิลลี่ฟูลส์ นั่นมันทำให้เขารู้สึกในวันนี้ว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าเขากลับมาสร้างวงร็อกที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง อาจจะไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งวงแต่เป็นหลาย ๆ วงที่จะมาขับเคลื่อนวงการดนตรีไทย สิ่งดี ๆ และคำชื่นชมที่ไซม่อนได้รับนั้นทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นหนี้คนไทยและการกลับมาในครั้งนี้คือการที่เขาจะได้ทำเพื่อตอบแทนกลับคืน
  • ไซม่อนจึงได้เริ่มกระบวนการด้วยการทำสิ่งที่คล้าย ๆ กับการแข่งขันเพื่อเฟ้นหานักร้องนักดนตรีที่มีพรสวรรค์และเขาก็ได้พบกับคนที่มีพรสวรรค์มากมาย ไซม่อนพบว่าสิ่งที่พวกเขาต้องมีก็คือ ‘ความมั่นใจ’ และไซม่อนเองก็เป็นคนที่จะพูดกับพวกเขาว่า ‘คุณทำได้’ และมันเป็นเรื่องดีที่พวกเขาเชื่อในไซม่อนจากสิ่งที่เขาเคยทำมา และสำหรับ ‘Dragon Attack’ ไซม่อนมีความรู้สึกรักทุกคนในวงนี้ เหตุผลที่ไซม่อนตัดสินใจทำงานกับพวกเขา หนึ่งเลยก็เพราะพวกเขาเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยม เข้ากันได้ดี มีอารมณ์ขัน ‘อาลีฟ’ นักร้องนำนั้นสุดยอดมาก (เขาเคยเป็นนักร้องนำวง ‘Parata’ มาก่อน) และไซม่อนรู้สึกประทับใจมากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดูคลิปวง Parata คัฟเวอร์เพลง “แค่คน” ของซิลลี่ฟูลส์ (ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่ไซม่อนแต่งเองด้วย) “นั่นมันเพลงกูนี่หว่า” ไซม่อนคิดขึ้นมาในใจและมันทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำเวอร์ชัน 2020 ของเพลงนี้บ้าง
ไซม่อนและอาลีฟนักร้องนำวง Dragon Attack
  • ไซม่อนเลยทำเพลง “แค่คน 2020” ขึ้นมาให้เก๋ Hangman เล่นกีตาร์ แล้วเขาก็ทำเพลงกับนักร้องสาวชื่อ ‘แอนนา’ ซึ่งเธอเป็นคนที่คัฟเวอร์เพลงของซิลลี่ฟูลส์ได้งดงามจริง ๆ จากนั้นไซม่อนก็เอา backing track ของเพลงนี้มาใช้ให้คนแข่งขันกันร้องเพลง ‘แค่คน’ แล้วให้แฟนคลับโหวตเลือกคนที่พวกเขาคิดว่าชอบมากที่สุด แล้วคนก็โหวตให้ ‘อาลีฟ’ เป็นผู้ชนะ ซึ่งตอนนั้นไซม่อนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนเดียวกันกับนักร้องนำวง Parata ที่เขาได้ดูจากคลิปคัฟเวอร์เพลง “แค่คน” มันช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากสำหรับไซม่อน “ผมว่ามันคือจักรวาลจัดสรร”
  • ตอนนี้ Dragon Attack ได้ปล่อยเพลงออกมา 3 เพลงแล้วคือ “เลี่ยน” “ลมปากใต้ปีก” และล่าสุดคือ “ขอโทษเธอ” บทเพลงอะคูสติกบัลลาดเศร้า ๆ ที่เพิ่งปล่อย MV ออกมา
  • นอกจากนี้ก็ยังมีวงอื่นที่ไซม่อนกำลังทำอยู่ เช่นวง ‘if you jump, I jump’ ซึ่งไซม่อนบอกว่านิยามแนวเพลงได้ยากมาก ซึ่งมีนักร้องหญิงที่ร้องได้ดีและมีเอกลักษณ์มาก และไซม่อนก็ได้เซ็นสัญญากับ ‘แซม The Voice’ ที่เคยแข่งรายการ Stage Fighter กับ The Voice ซึ่งร้องเพลงของซิลลี่ฟูลส์ได้ดีมากด้วย รวมศิลปินในค่ายเพลงใหม่ที่เพิ่งเปิดของไซม่อน ‘MONSTA MIXA’ ทั้งหมดประมาณ 6 ศิลปิน นอกจากนี้เขายังทำเพลงฮิปฮอปและลูกทุ่งด้วย โดยจะมีค่ายอื่น ๆ ที่ร่วมงานกันรองรับอยู่
  • ไซม่อนชอบเพลงลูกทุ่งมาก ๆ “มันไม่มีอะไรที่จะเหมือนเพลงลูกทุ่งอีกแล้วในโลกใบนี้ มันคือความเป็นไทยแท้ ๆ เลย” ทั้งท่วงทำนองและโดยเฉพาะวิธีการร้องซึ่งเป็นเอกลักษณ์และทำให้ผู้ฟังต้องมนต์สะกดของเพลงลูกทุ่ง

Being Simon ความเป็นไซม่อน เฮนเดอร์สัน

การทำงานกับ ‘โลโซ’

  • ไซม่อนเข้ามาทำงานกับโลโซในอัลบั้ม ‘Rock & Roll’ ตอนนั้นวงกำลังต้องการหาแนวทางใหม่ให้กับบทเพลงของพวกเขา ไซม่อนบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก เสก โลโซเป็นอัจฉริยะและเขารู้ว่าตัวเองนั้นต้องการอะไร (และไม่มีใครสามารถไปบอกให้เขาทำอะไรได้) ไซม่อนเลยไม่ได้เข้าไปในฐานะโปรดิวเซอร์ แต่วงเรียกเขาว่าเป็น ‘Sound Designer’ (นักออกแบบเสียง) ถึงแม้จะแตกต่างจากการทำงานกับซิลลี่ฟูลส์ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาแห่งมิตรภาพ ความสุข และความสบายใจที่ได้ทำงานกับวงร็อกกี่ยิ่งใหญ่วงนี้

ความแตกต่างระหว่างการทำงานกับมือกีตาร์แบบ ‘เสก โลโซ’ และ ‘ต้น ซิลลี่ฟูลส์’

  • ความแตกต่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือ เสกเป็นทั้งนักแต่งเพลงและก็เป็นนักดนตรี ซึ่งโดยปกติแล้วจะรู้ว่าตัวเองจะเล่นตรงไหนและจะหยุดเมื่อไหร่ เพื่อให้เพลงมันออกมาดีที่สุด เสกจะมีความเป็น old style ในแบบ จิมี่ เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) แต่ปกติแล้วไซม่อนเวลาออกแบบเสียงจะนึกมาเป็นภาพเลยว่า แต่ละพาร์ตนั้นเสียงจะเป็นอย่างไร จะซ้อนเสียงไหม หรือเป็นเสียงเดี่ยว เสียงจะมาจากทิศทางไหน จะมีกี่แทร็ก แต่การทำงานกับเสก (ที่ไซม่อนบอกว่าคนแบบนี้มีคนเดียวในโลก) นับเป็นความท้าทายอย่างมาก ถึงแม้การทำงานร่วมกันจะไม่ง่ายนักแต่สำหรับในเรื่องมิตรภาพแล้วเสกนับเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของไซม่อนเลย
ไซม่อนและเสก ภาพจาก facebook :simonhendersonproducer
  • ตอนแรกเสกคิดว่าไซม่อนจะมาทำงานกับโลโซก่อน แต่สุดท้ายของเขาก็ต้องไปทำให้ซิลลี่ฟูลส์ก่อน ถึงแม้ทั้ง 2 วงจะอยู่ค่ายเดียวกันแต่ก็เหมือนกับจะแข่งขันกันอยู่กลาย ๆ เพราะในช่วงเวลานั้นโลโซคือวงร็อกรุ่นใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาก ส่วนซิลลี่ฟูลส์ก็คือวงร็อกหน้าใหม่ที่กำลังร้อนแรงอยู่ ณ ขณะนั้น เสกจึงชอบมาถามกับไซม่อนว่า “เห้ย…พวกนั้นมันขายได้เท่าไหร่แล้ว”
  • ไซม่อนยกตัวอย่างความ ‘ยาก’ ในการทำงานกับเสกโลโซไว้ว่า อย่างในเวลาอัดกีตาร์ ไซม่อนเรียกเสกมาอัดกีตาร์ริทึ่ม เสกก็เหมือนจะอัดตามนั้นแต่ไป ๆ มา ๆ มันก็จะกลายเป็นกีตาร์โซโล และพอมันใช้ได้ไซม่อนก็อยากจะให้อัดแบบนั้นอีกสักแทร็กเพื่อมาทำเป็นสเตอริโอ แต่เสกก็จะเล่นแบบเดิมแต่เกือบจะเป๊ะ ซึ่งทำให้ไม่สามารถวางเป็นสเตอริโอได้ สุดท้ายสิ่งที่ได้ก็คือท่อนโซโลที่แตกต่างกัน 11 แทร็ก มันจะเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้งที่ทำงานด้วยกัน ในแง่นี้เสกจะคิดต่างจากไซม่อนที่จะต้องมีเสียงกีตาร์หลาย ๆ แทร็ก แต่เสกแค่เล่นมันออกมาจากใจของเขาเท่านั้น ซึ่งไซม่อนถือว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็ยากสำหรับเขาด้วยเช่นกัน สุดท้ายวิธีของไซม่อนก็คือตัดเสียงกีตาร์ของเสกและจัดเรียงมันให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่มันควรจะเป็นมากที่สุดเพื่อให้เห็นภาพรวมและเอาไปมิกซ์ต่อได้ ซึ่งเสกมักจะบอกอยู่เสมอว่าเขารักซาวด์กีตาร์ของอัลบั้มนั้นมาก มันเป็นซาวด์ที่ดีที่สุดของเขาเลย
  • อีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างจากวงอื่นเลยก็คือ “อาหาร” ซึ่งแต่ละวงจะมีอาหารที่ชอบทานแตกต่างกัน อย่าง Blackhead ก็จะสั่งอะไรที่เกี่ยวกับ ‘ปลา’ ส่วนโลโซนั้นทาน ‘อาหารอีสาน’ และพวกเขาก็ชอบที่จะชวนไซม่อนมาทานด้วยกัน “เห้ย ลองนี่ยังไซม่อน” แล้วมันก็เป็นซุปที่หน้าตาดำ ๆ ซึ่งไซม่อนก็คิดว่า “บางอย่างก็เป็นอะไรที่แบบ..คุณไม่คิดจะเอามันเข้าปาก” แต่ไซม่อนก็ลองมาหลายอย่างแล้ว เขากินเผ็ดได้บ้างและปลาร้าก็เคยลองทานมาแล้ว ส่วนซิลลี่ฟูลส์นั้นชอบทานอาหารฝรั่ง เช่นพิซซ่าหรือว่าแมคโดนัลด์เพราะโตชอบทานไอศกรีมที่นี่ และเขาก็ชอบถามไซม่อนอยู่ตลอดว่า “เราควรสั่ง Chocolate Sundae ดีไหม ?” ทั้ง ๆ ที่สุดท้ายก็สั่งแบบนี้ทุกครั้งอยู่ดี

ในวันที่วงดนตรีส่วนใหญ่เริ่มโปรดิวซ์เพลงเองแล้ว นั่นทำให้บทบาทของโปรดิวเซอร์นั้นลดน้อยลงไปหรือไม่

  • ไซม่อนมองว่ามันค่อนข้างจริง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแนวเพลง และความจริงที่ว่างานของโปรดิวเซอร์นั้นประกอบด้วยสองสิ่ง อย่างแรกคือ Know-How หรือ ความรู้เรื่องการโปรดิวซ์ซึ่งมันเรียนรู้กันเองได้ แต่อีกส่วนหนึ่งคือ กระบวนการ ‘สร้างสรรค์’
  • ซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หลายคนคิดว่าการโปรดิวซ์ทั้งหมดเป็นเรื่องของซาวด์อย่างเดียว แต่ความจริงแล้วมันมีเรื่องอื่น ๆ ที่ละเอียดอ่อนมากกว่านั้น ที่สำคัญเลยคือการมีโปรดิวเซอร์มาเป็น ‘ผู้ร่วมงาน’ เพื่อต่อยอดไอเดียของเราให้ไกลออกไป เราต้องการความเห็นที่สองเพื่อพัฒนาให้งานมันดีขึ้นกว่าเดิม

อะไรคือความพิเศษของ Dragon Attack

  • ไซม่อนเปรียบพวกเขาเหมือนกับวง Queen ในแง่ที่เพลงของพวกเขามีความแตกต่างทุกเพลง อย่างเพลง “เลี่ยน” ไม่มีโซโลเลยทั้ง ๆ ที่มีมือกีตาร์ 2 คนในวง ส่วนเพลงต่อมากลับมี 2 โซโล ซึ่งความแตกต่างที่ว่าไม่ใช่เพียงแค่รายละเอียดเท่านี้ แต่หมายถึงในภาพรวมของเพลงทั้งหมดทำให้เพลงพวกเขาไม่น่าเบื่อ และพวกเขาก็เป็นวงที่แสดงสดได้ดี และสนุกกับสิ่งที่ทำ ไซม่อนอยากจะบอกกับทุกคนว่า “นี่ไง สิ่งที่พวกคุณขอกันมาตลอดน่ะ ที่คุณขอผมมาน่ะ ผมให้คุณกลับไปแล้วนะ”  

เพลงร็อกไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เคยเป็นแล้ว ?

  • “มันกำลังจะกลับมาครับ” อย่างวงรุ่นเก๋าแบบ AC/DC หรือ Foo Fighters ก็ยังออกอัลบั้มใหม่กันมาอยู่ ไซม่อนคิดว่า ‘ร็อกไม่มีวันตาย’ จริง ๆ มันยังมีผู้คนที่กระหายในสิ่งนี้อยู่ และไซม่อนก็เชื่อว่ามันจะมียุคสมัยใหม่ของวงร็อกในประเทศไทยแน่ ๆ
  • และเหตุผลที่ไซม่อนจะนำความเป็นอัลบั้มกลับมาก็คือทุกคนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ในยุคนี้ ไซม่อนมองว่า MV เป็นสิ่งที่ทำให้คนนิสัยเสีย นอกจากจะใช้งบเยอะแล้วมันยังทำให้เราเลือกดูได้ ดูอันนี้แล้วก็เปลี่ยนไปดูอันนั้น มันง่ายเกินไป (รวมไปถึงการฟังเพลงในสตรีมมิงด้วย) ในขณะที่การดูคอนเสิร์ตเราต้องออกจากบ้าน ต้องเดินทาง และสิ่งที่เราได้ทั้งหมดเลยก็คือ ‘ประสบการณ์’ ไซม่อนไม่สนยอดวิวในยูทูบ เพราะสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะตัดสินว่าวง ๆ นั้นดีหรือไม่มันอยู่ที่การแสดงสด และเขาก็ชอบแอบยืนอยู่ข้างเวทีคอยเฝ้ามองกลุ่มคนดูที่กำลังบ้าคลั่งไปกับบทเพลงของศิลปิน เหมือนดังเช่นตอนที่เขายืนอยู่ข้างเวทีงานพัทยามิวสิกเฟสติวัล และซิลลี่ฟูลส์กำลังเล่นเพลง “เพลงนี้เกี่ยวกับความรัก” ซึ่งไซม่อนตั้งใจให้มีท่อน ‘กระโดด’ เพื่อสร้างความมันส์ให้กับแฟน ๆ ในตอนนั้นทุกคนยังไม่เข้าใจแต่ไซม่อนก็บอกกับวงว่าพอถึงเวลาเล่นท่อนฮุคให้กระโดดเลย และเมื่อวงได้ทำแบบนั้นจริง ๆ ภาพที่เขาเห็นก็คือกลุ่มคนที่กำลังกระโดดอย่างบ้าคลั่งไปกับท่วงทำนองของเพลงนี้ และทุกคนในวงก็มองกลับมาที่ไซม่อน พยักหน้าให้ราวกับต้องการจะพูดว่า “นายทำถูกแล้วไซม่อน” ไซม่อนเปรียบเปรยความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี่ว่าเหมือนกับ ‘พ่อที่ภูมิใจในตัวลูก ๆ เมื่อตอนที่เขาได้รับปริญญา’ และมันทำให้เขารู้สึกเสพติดความรู้สึกแบบนี้

“นี่ไง สิ่งที่พวกคุณขอกันมาตลอดน่ะ ที่คุณขอผมมาน่ะ ผมให้คุณกลับไปแล้วนะ”  

อะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการทำงานกับซิลลี่ฟูลส์

  • กระบวนการทำงานกับซิลลี่ฟูลส์คือการเรียนรู้ที่แท้จริงสำหรับไซม่อน หนึ่งเลยการเป็นฝรั่งที่มาทำงานกับคนไทยเขาต้องเรียนรู้ทั้งภาษา วัฒนธรรม และธรรมเนียมอย่าง ‘ความเกรงใจ’ ในแบบของคนไทย แต่การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับไซม่อนเลยคือ ‘การทำให้มันสนุก’ และรักษาสิ่งนั้นเอาไว้ให้ดี เพราะกว่าที่เราจะรู้ตัวมันก็จะไปจากเราแล้ว “เรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับซิลลี่ฟูลส์ สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เพียงแค่ชั่วพริบตา…มันก็จบลงแล้ว และมันก็จะเหลือแค่เพียงความทรงจำ ดังนั้นในขณะที่คุณกำลังทำมันอยู่ให้ความรักกับมัน เพราะนั่นแหละคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ”

บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของไซม่อน

  • “ ‘ทำวันนี้ให้ดีที่สุด’ ‘ทำดีได้ดี” สิ่งเหล่านี้…มันเป็นสิ่งที่จริงมากเลยนะครับ เราแค่ต้องทำมันให้ดีที่สุด นั่นคือสิ่งเดียวที่เราทำได้”  ทำมันให้ดีที่สุดโดยไม่ทำร้ายใคร ไม่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อใคร และใช้ชีวิตต่อไปในเส้นทางของเรา ไซม่อนรักคนไทยเพราะกับคนไทยเขาสามารถพูดอะไรแบบนี้ได้และเราก็จะเข้าใจมัน “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แค่ไหนแค่นั้น เท่านั้นเองครับ”

“สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เพียงแค่ชั่วพริบตา…มันก็จบลงแล้ว และมันก็จะเหลือแค่เพียงความทรงจำ ดังนั้นในขณะที่คุณกำลังทำมันอยู่ให้ความรักกับมัน เพราะนั่นแหละคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ”

ไซม่อนมีของขวัญมาให้กับป๋าเต็ด เป็นภาพถ่ายจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Star Wars Episode IV : A New Hope” ที่ไซม่อนเป็นนักแสดงเด็กร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย (เขายืนอยู่ตรงมุมขวาล่างของภาพ) สามารถฟังเรื่องเล่าประสบการณ์การทำงานในกองถ่ายได้ในรายการป๋าเต็ดทอล์ก EP.57 SIMON HENDERSON PART 2 (ตอนจบ)

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
หลากเรื่องเล่า (ที่เรายังไม่เคยรู้) จาก Simon Henderson อดีตโปรดิวเซอร์วง Silly Fools (ตอนที่ 2)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...