โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การทูตแบบนักรบหมาป่า

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 พ.ย. 2563 เวลา 05.15 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 05.15 น.

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จีนปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศหลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่แนวโน้มเป็นการตอบโต้กับชาติต่างๆ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ สงครามการค้ากับสหรัฐ หรือความขัดแย้งกับไต้หวัน ที่จีนออกสื่อตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนดุดัน

ล่าสุด รัฐบาลแคนาดาก็ได้ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีกับจีน ด้วยการประณามวิถีทางการทูตของจีนที่บีบบังคับกับหลายประเทศ ในขณะที่จีนบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกงผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและการละเมิดสิทธิชาวอุยกูร์

และไม่นานมานี้ แคนาดาเองได้ผ่านแนวปฏิบัติตรวจคนเข้าเมืองให้กับคนหนุ่ม-สาวชาวฮ่องกงที่ต้องลี้ภัยจากการปราบปรามของรัฐบาลจีนหรือชาวฮ่องกงที่ทำงานอยู่ในแคนาดาแบบพิเศษ เพื่อตอบโต้จีนที่ไฟเขียวให้สภานิติบัญญัติฮ่องกงถอดถอน 4 สมาชิกสภาฝ่ายประชาธิปไตย

เฉพาะกรณีแคนาดากับจีน ก็มีปัญหาหลายอย่างไม่แพ้สหรัฐ ทั้งการจับกุมเมิ่ง วัน โจว ลูกสาวซีอีโอหัวเว่ย บริษัทที่ถูกสหรัฐแปะป้ายว่าเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนหนุน หรือการที่จีนจับกุม 2 ชาวแคนาดาในข้อหาจารกรรมข้อมูล ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการเอาคืนรัฐบาลแคนาดา

การออกมาตอบโต้ชาติต่างๆ กับใครก็ตามที่มีปัญหากับจีนทั้งถ้อยคำหรือการปฏิบัติแบบแข็งกร้าว จึงเป็นที่กล่าวขานและถูกเรียกด้วยศัพท์การทูตที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ว่า “การทูตแบบนักรบหมาป่า”

 

ศัพท์ที่ฟังดูอาจเท่นี้ ที่มาของคำ กลับมาจากภาพยนตร์จีนแนวแอ๊กชั่นอย่าง Wolf Warrior ว่าด้วยเรื่องราวของทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่ทำภารกิจสำคัญทั่วโลก

โดยพล็อตของหนังมีการปลูกฝังแนวคิดความรักชาติของจีนผ่านตัวละครและบทคำพูดที่ถูกใส่ลงไปในภาพยนตร์

แต่ไม่ว่าด้วยอะไร ชื่อของภาพยนตร์กลับถูกใช้อธิบายวิธีทางการทูตของจีนที่พร้อมตอบโต้ สวนกลับทุกอย่างกับอะไรก็ตามที่ส่งผลเชิงลบต่อภาพลักษณ์หรือความเชื่อมั่นของรัฐบาลจีนหรือความภาคภูมิใจในความเป็นชาติมหาอำนาจที่จีนพยามสร้างขึ้น

พฤติการณ์แข็งกร้าวและตอบโต้ในทันทีนี้ สะท้อนผ่านนักการทูตของจีนหรือถ้อยแถลงต่างๆ เพื่อกำจัดภาพลบต่อจีนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถืออย่างมาก

คำพูดอันแข็งกร้าวของจีนที่ก่อนหน้ามักใช้กับประเทศขนาดเล็กหรือด้อยกว่า ก็กลับมาใช้ตอบโต้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐหรือชาติยุโรปอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกโควิด-19 ว่า “ไวรัสจีน” ผลก็คือ จีนออกมาตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนในทันที

“การทูตแบบนักรบหมาป่า” จึงเกิดขึ้นในเวลานี้ เพื่ออธิบายวิธีทางการทูตตอบโต้เอาคืนแบบรวดเร็วฉับไว พร้อมหันคมเขี้ยวใส่ใครก็ตามที่คุกคามหมาป่าอย่างจีน

 

วิธีการทูตของจีนแบบนี้ ถือว่าเกิดขึ้นไม่นาน โดยเฉพาะยุคโซเชียลมีเดียที่ข่าวสารส่งผลต่อความคิดหรือมุมมองของผู้ใช้ทั่วโลก และเรื่องราวของจีนในสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยเฉพาะสื่อตะวันตก มักฉายให้จีนเป็นเหมือนผู้กระทำต่อผู้อ่อนแอ ไม่ว่ากับฮ่องกง กับไต้หวัน

การที่จีนใช้วิธีนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลจีนอ่อนไหวต่อภาพลักษณ์ที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดียอย่างมาก ทำให้นักการทูตต้องเกาะติดข่าวสารที่ไหลเวียนบนโลกเสมือนจริง

ไม่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาลจีน แม้แต่เรื่องที่จีนเชิดชูอย่างหลักการ “จีนเดียว” (One China) ทุกชาติต้องเห็นแต่จีนในความคิดคือจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น อย่าให้ความสำคัญกับบางพื้นที่อย่างไต้หวัน

เช่นล่าสุด สื่อของอินเดียทำข่าวเกี่ยวกับไต้หวันมากขึ้น แม้แต่ข่าวจีนซ้อมรบในช่องแคบไต้หวันที่สะท้อนท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนต่อไต้หวันและยังนำมาเชื่อมโยงกับกรณีพิพาทระหว่างจีนกับอินเดีย บนเส้นแบ่งเขตควบคุมตามจริง หรือ LAC

หรือการทำข่าวในสื่ออินเดียยิ่งเสนอเกี่ยวกับการเป็นเอกราชของไต้หวัน สถานทูตจีนในอินเดียจะรีบออกมากดดันแบบข่มขู่ว่าละเมิดหลักการจีนเดียวและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

 

ไทยเองก็เกี่ยวข้องกับการทูตแบบนี้ด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะคู่กรณี แต่เป็นตรงกลางของสงครามน้ำลายกันเมื่อมีการพาดพิงถึงจีนอย่างกรณีแม่น้ำโขงที่เกิดปัญหาการไหลของน้ำจนส่งผลกระทบต่อประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง โดยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเสนอข้อมูลผลกระทบของแม่น้ำโขงลงบนโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวถึงการสร้างเขื่อนของจีนส่งผลต่อการไหลของน้ำตามธรรมชาติจนกระทบต่อประชาชนหลายประเทศและระบบนิเวศ

ผลก็คือสถานทูตจีนประจำประเทศไทยออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว โดยเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกของจีนต่อแม่น้ำโขงและตอบโต้สหรัฐไปพร้อมกัน

นี่จึงแสดงให้เห็นว่า จีนไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้ถูกฉายภาพว่าตัวเองเป็นผู้ร้ายที่ก่อความเสียหาย

 

อย่างไรก็ตาม วิธีการทูตแบบนี้ก็ส่งผลด้านกลับเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น กรณีการตอบโต้บนโลกโซเชียลจากปรากฏการณ์บนทวิตเตอร์ของนักแสดงชาวไทยจากซีรี่ส์แนววาย ที่จับพลัดจับผลูต้องโดนถล่มเพราะเรื่อง “จีนเดียว” และ “ไต้หวัน” ตามมาด้วยการตอบโต้บนทวิตเตอร์ระหว่างผู้เล่นชาวจีนและผู้เล่นชาวไทยที่ด่าไทยยังไง ผู้เล่นชาวไทยกลับไม่สะเทือนแล้วยังโต้คืนชนิดเจ็บแสบกว่า

โต้กันจนกระแสซาลงไป แต่แล้วสถานทูตจีนประจำประเทศไทยก็ใช้วิธีการทูตแบบนี้ปลุกกระแสขึ้นอีกครั้ง โดยผลิตซ้ำหลักการจีนเดียวและย้ำคำพูดว่าไทยกับจีนเป็นบ้านพี่เมืองน้อง แต่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันซึ่งชอบทำตัวเป็นลูกไล่รัฐบาลจีนด้วย เห็นการตอบโต้แบบไม่ดูตาม้าตาเรือนี้ จึงออกมาวิจารณ์กันสนั่นก่อนเกิดคำว่า “ชานมข้นกว่าเลือด” และปลุกให้ตื่นรู้ปัญหาแม่น้ำโขงที่จีนเป็นตัวก่อปัญหา

และนั่นกลายเป็นที่มาของ “พันธมิตรชานม” (Milk Tea Alliance) ซึ่งมีแกนหลักคือ ฝ่ายประชาธิปไตยในไทย ไต้หวันและฮ่องกง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า จีนต้องเข้าใจการทูตระหว่างประเทศในเวลานี้ว่า การใช้วิธีตอบโต้ข่มขู่กับประเทศอื่นๆ แบบที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่หนทางที่ถูกที่ควร แต่ต้องอาศัยการเจรจาและปรึกษาหารืออย่างถูกต้อง

การให้ทูตออกมาแสดงความรักชาติแบบล้นเกินผ่านคำพูดและน้ำเสียงราวกับเสียงขู่ของหมาป่า แม้จะได้เสียงหนุนจากในประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลจีน แต่ในประชาคมระหว่างประเทศนั้น จีนจะมีแต่สูญเสียเพื่อนและโดดเดี่ยวตัวเองจากโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

แทนที่ภาพลักษณ์จะดีขึ้น จีนกลับแสดงอิทธิพล มาทำลายอิทธิพลที่ตัวเองมีลงเสียเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...