โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิธิ เอียวศรีวงศ์ | วิกฤตของศีลธรรมเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 เม.ย. 2563 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2563 เวลา 06.39 น.

ผู้รู้หลายคนบอกมานานแล้วว่า พุทธศาสนาไทยนั้นเป็นศาสนาของราชสำนักและหมู่บ้าน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคำสอนและแบบแผนการปฏิบัติเน้นเฉพาะส่วนที่เข้ากับวิถีชีวิตของคนในสองวัฒนธรรมนั้น

อันที่จริงนักวิชาการได้ชี้ให้เห็นอย่างน่าเชื่อถือมานานแล้วเหมือนกันว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในมัธยมประเทศช่วงที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลงใหญ่สองอย่างเกิดขึ้น ทางด้านการเมือง รัฐเล็กๆ ในรูปสาธารณรัฐของผู้ดีกำลังหายไป เกิดรัฐขนาดใหญ่ภายใต้พระราชาที่สืบทอดอำนาจผ่านราชวงศ์ใหญ่ และกลืนเอาสาธารณรัฐผู้ดีไปไว้ในอำนาจ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมก็คือ เกิดการค้าขายทางไกลแลกเปลี่ยนสินค้ากันในวงกว้าง จนทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง ทั้งเมืองที่เป็นศูนย์อำนาจทางการเมืองของพระราชา และเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้า

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถือกำเนิดในสาธารณรัฐผู้ดี กลับต้องทรงเผยแผ่คำสอนในอินเดียส่วนที่กำลังกลายเป็นราชอาณาจักรหรือจักรวรรดิ และชุมชนที่กลายเป็นเมือง แต่พุทธธรรมกลับสอดคล้องกับผู้คนซึ่งอยู่ในความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างดี จนทำให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายอย่างกว้างขวางในมัธยมประเทศ

แม้กระนั้น พระพุทธองค์ก็ยังจำลองประเพณีการปกครองแบบสาธารณรัฐมาใช้ในองค์กรคณะสงฆ์ของพระองค์อย่างเต็มที่ ทั้งไม่ก่อให้เกิดความรังเกียจในสังคมที่กลายเป็นราชอาณาจักรแล้วด้วย เพราะคณะสงฆ์ไม่ขัดขวางพระราชอำนาจในทางโลกย์ของพระราชาแต่อย่างใด

ศีลและวินัยของพุทธศาสนาในมัธยมประเทศช่วงนั้นก็น่าจะถูกตีความให้รองรับสังคมเมืองและพระราชอำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นด้วย

เมื่อขยายเข้ามาถึงเมืองไทย พระพุทธศาสนาต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจสังคมอีกอย่างหนึ่ง มีแต่ราชสำนักที่หรูหราฟุ่มเฟือยกับหมู่บ้านเกษตรเลี้ยงตนเอง ที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐ พุทธศาสนาจึงถูกปรับเปลี่ยนให้ประสานสอดคล้องกับวัฒนธรรมทั้งสองแหล่ง

ในหมู่บ้าน พุทธศาสนาเข้าไปเสริมศาสนาผีให้ครบบริบูรณ์ขึ้น คือมีมิติด้านศีลธรรมส่วนบุคคล ในขณะที่อภิปรัชญาพุทธก็ช่วยให้เหตุผลแก่อิทธิปาฏิหาริย์ในศาสนาผีได้อย่างเป็นระบบขึ้น ส่วนในราชสำนัก พุทธศาสนาถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาผีบรรพบุรุษและพราหมณ์ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานในราชสำนักมาก่อน ในขณะเดียวกันราชสำนักเลือกจะสนับสนุนนักบวชสายปริยัติ (scripturalism – คัมภีร์นิยม) ซึ่งเอาไว้ในความควบคุมได้ง่ายกว่า

การปฏิรูปพุทธศาสนาที่เริ่มมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็อยู่ในสายของ “คัมภีร์นิยม” และขยายไปเป็นพุทธศาสนาสำนวน “ทางการ” ไปด้วยอำนาจของเทคโนโลยีและการจัดองค์กรสมัยใหม่

พุทธศาสนาไทยจึงไม่ได้พัฒนาไปในแนวทางที่จะตอบสนองศีลธรรมของชุมชนเมือง ซึ่งเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งเป็นการเกิดและขยายตัวที่อยู่นอกการควบคุมของทั้งราชสำนักและหมู่บ้าน กลายเป็นชุมชนชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน

บัดนี้เมืองกลายเป็นที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ไปแล้ว และผมควรเตือนไว้ด้วยว่า “เมือง” ของโลกสมัยใหม่เป็นชุมชนชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากมีประชากรจำนวนมาก, กินพื้นที่กว้างขวางจนยากจะมีความสัมพันธ์กันเป็นส่วนตัวได้ทั่ว, ยังมีลักษณะร้อยพ่อพันแม่ คือประชากรไม่สัมพันธ์กันในเชิงเครือญาติ, ระบบสถานะทางสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วกัน, ไม่อยู่ในองค์กรที่เป็นรูปธรรมเดียวกัน (เช่น ไปวัดคนละวัด, โรงเรียนคนละโรงเรียน, ทำงานคนละบริษัทและอาชีพ ฯลฯ)

และด้วยเหตุดังนั้น เมืองจึงต้องการ “ศีลธรรม” อีกชนิดหนึ่ง แตกต่างจากศีลธรรมของหมู่บ้านหรือราชสำนัก คือสามารถเห็นแก่ประโยชน์สุขของคนที่ไม่ใช่ญาติ, ไม่เกี่ยวดองกัน, และไม่ใช่ข้าภายในอุปถัมภ์, หรือที่จริงไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ มีสำนึกถึงคนอื่นซึ่งไม่มีหน้าตาให้เห็นได้ หรือพูดภาษาสมัยใหม่คือมีสำนึกทางสังคมนั่นเอง

(และในประวัติศาสตร์ไทย หมู่บ้านกระโดดมาเป็นเมืองในโลกสมัยใหม่รวดเดียว ไม่เคยผ่านความเป็น “เมืองก่อนสมัยใหม่” (pre-modern city) มาก่อน อย่างที่เกิดในยุโรป, จีน และอินเดีย จึงขาดประสบการณ์ที่จะพัฒนา “ศีลธรรม” ของเมืองขึ้นมา ทั้ง “ศีลธรรม” ทางโลกุตระและโลกียะ)

บทบาทของพุทธศาสนาไทย (ทั้งในด้านหลักธรรมคำสอนและองค์กรศาสนา) ต่อชุมชนชนิดใหม่นี้เป็นอย่างไร ดูเหมือนจะเห็นได้ชัดในวิกฤตโรคระบาดโควิดที่เราต้องเผชิญอยู่เวลานี้

สิ่งที่ทำสองอย่างตามมติของมหาเถรสมาคมในช่วงนี้คือ ทุกวัดจะสวดมนต์รัตนสูตรก่อนทำวัตรเย็นทุกวันไปเป็นเวลา 1 เดือน และจะตั้งโรงทานเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยเศรษฐกิจในช่วงนี้

การสวดมนต์นั้นน่าสนใจ เพราะเป็นพิธีกรรมซึ่งได้รับความสำคัญในวัฒนธรรมทางศาสนาของราชสำนักอยู่แล้ว อีกทั้งยังมี “หลักฐาน” ในคัมภีร์บาลีว่าพระพุทธองค์เคยสั่งให้สวดมนต์บทนี้เพื่อขจัดปัดเป่าโรคระบาด จะได้ผลทางความเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ถูกต้องตามคัมภีร์แน่นอน แม้ในทางประวัติศาสตร์ก็เคยมีพิธีกรรมอย่างนี้ในราชสำนักต้นรัตนโกสินทร์ และประสบความสำเร็จคือขจัดปัดเป่าโรคภัยได้จริง (ตามหลักฐานที่ราชสำนักเขียน)

พิธีกรรมก็มีความสำคัญในวัฒนธรรมทางศาสนาของหมู่บ้านเหมือนกัน แต่เป็นพิธีกรรมที่ไม่อาจอ้าง “หลักฐาน” จากคัมภีร์ได้ อย่างไรก็ตาม มีพิธีกรรมและความเชื่อเพื่อป้องกันตนจากโควิด-19 ซึ่งแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปอยู่เหมือนกัน คือการไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์, การทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สืบมาแต่โบราณหรือเป็นสิ่งใหม่ เช่นพระโพธิสัตว์แบบจีน, การใช้สมุนไพร “ผีบอก” ฯลฯ พิธีกรรมที่ทำในสองชุมชนดูจะต่างกัน แต่โดยแก่นแท้แล้วก็เรื่องเดียวกัน คือพิธีกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งให้กำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้าย

ดังนั้น การสวดมนต์รัตนสูตร ซึ่งดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย กลับสอดคล้องกับวัฒนธรรมพุทธศาสนาไทย ทั้งที่เชื่อและปฏิบัติในราชสำนักและหมู่บ้าน เพียงแต่ปฏิบัติกันไปคนละอย่างเท่านั้น

ส่วน “โรงทาน” นั้นจะยังใช้ได้หรือไม่ในชุมชนเมืองของปัจจุบัน เป็นประเด็นที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน โรงทานในวัฒนธรรมราชสำนัก แยกไม่ออกจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เป็นความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากก็จริง แต่เป็นทรัพยากรที่ไหลทางเดียวคือจากผู้มีบารมีสูง ลงสู่ผู้ไม่มีบารมี การรับของจากโรงทานคือการประกาศความด้อยกว่าของผู้รับไปพร้อมกัน ด้วยเหตุดังนั้นประเพณีโรงทานจึงไม่เคยปรากฏในหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านไม่อยู่ในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์อย่างเคร่งครัดเท่าราชสำนัก

นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีการแบ่งปันทรัพยากรกันในหมู่บ้าน เพียงแต่กลไกการแบ่งปันไม่ใช่โรงทานเท่านั้น ชาวบ้านแบ่งปันทรัพยากรกันผ่านวัด เพราะวัดเป็นผู้รวบรวม (accumulation) ทรัพยากรของหมู่บ้านไว้มากสุด วัดจึงมีหน้าที่แจกจ่าย (distribution) ทรัพยากรให้แก่ผู้ขาดแคลนในหมู่บ้านด้วย

ปัญหาของวัดในสังคมที่กลายเป็นเมืองแล้วของปัจจุบันก็คือ วัดไม่ได้เป็นผู้รวบรวมทรัพยากรของชุมชนเสียแล้ว หลวงปู่, หลวงพ่อ, หลวงลุง ฯลฯ ยังอาจรวบรวมทรัพยากรได้มาก แต่ทรัพยากรเหล่านั้นกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของท่าน ไม่ใช่ของวัด ซึ่งแค่เสียค่าน้ำค่าไฟในหลายวัดก็ยังแทบจะไปไม่รอดแล้ว จะให้เป็นผู้แจกจ่ายทรัพยากรกลับคืนไปแก่ชุมชนได้อย่างไร (ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงว่า “ชุมชน” ของวัดจำนวนมากสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่คนในละแวกอีกแล้ว แต่คือผู้ศรัทธาต่อหลวงปู่, หลวงพ่อ, หลวงลุง ฯลฯ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ)

วัดเองจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หากจะกระจายทรัพยากรกลับคืน ควรให้แก่ใครในชุมชนก่อน

เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว “โรงทาน” ของวัดจึงประกอบด้วยข้าวของประเภทอาหารและของใช้วางอยู่บนโต๊ะ รอให้ผู้ต้องการเข้ามาหยิบไปตามต้องการ และนานวันเข้าข่าวเหล่านี้ก็หายไป (เข้าใจว่า เพราะพระท่านเองก็เห็นว่าไม่สู้จะเป็นประโยชน์นัก)

ในสมัยก่อน บทบาทเหล่านี้ของวัดมีประโยชน์และมีความหมายต่อผู้คน นอกจากทำให้ทรัพยากรได้กระจายออกไปยังผู้คนได้กว้างขวางขึ้นแล้ว ยังตอกย้ำแก่นแท้ของ “ศีลธรรม” คือความไยดีต่อคนอื่น การสวดมนต์และโรงทานของราชสำนักคือการทำให้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์มีมิติทางศีลธรรม หรือความไยดีต่อคนอื่นด้วย นอกจากการใช้อำนาจเพียงอย่างเดียว การที่วัดแจกจ่ายทรัพยากรให้ถึงมือคนทุกข์ยาก คือ “ทาน” ที่วัดทำแก่คนอื่น แม้ไม่ใช่ผู้ที่มีความสำคัญต่อวัด นอกจากการเฝ้าเรียกร้องให้ผู้อื่นทำ “ทาน” แก่วัดถ่ายเดียว

แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว บทบาทเหล่านี้กลับดูเป็นเรื่องตลกที่ไร้ความหมายไปหมด

ไม่ใช่ไร้ความหมายเพราะไม่ตรงกับคำสอนของวิทยาศาสตร์ แต่ไร้ความหมายที่ไม่ช่วยตอกย้ำศีลธรรมของเมืองซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากศีลธรรมของราชสำนักและหมู่บ้าน

เมืองต้องการศีลธรรมที่ปลูกฝังสำนึกถึงผู้อื่นอันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเราเลย เมืองไม่ใช่ที่ซึ่งเราต้องป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องป้องกันคนอื่นด้วย มาตรการป้องกันโควิด-19 จะได้ผลก็ต่อเมื่อ เราสามารถช่วยกันปกป้อง “คนอื่น” ซึ่งเราไม่รู้จักหน้าค่าตาให้ปลอดภัยเหมือนตัวเราเองและคนในครอบครัวของเราด้วย เข้าห้างต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ ไม่ใช่เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แต่เพื่อมิให้เรานำเอาเชื้อโรคจากที่อื่นไปทิ้งไว้บนสินค้าซึ่งคนอื่นอาจมาหยิบจับและติดโรคไปโดยไม่ทันระวัง เราต้องสวมหน้ากากป้องกันสารคัดหลั่งของคนอื่นและของตัวเราเองมิให้แพร่ไปยังคนอื่น เพราะไม่มีใครรู้ว่าตัวมีไวรัสอยู่หรือไม่ ดังนั้น ถึงวันหนึ่งเมื่อมีวัคซีนแล้ว เราก็ยังต้องระวังว่าตนเองอาจเป็นผู้แพร่เชื้อแก่คนอื่นได้อยู่ดี (เช่น นำไวรัสของคนติดเชื้อไปแพร่แก่คนอื่น)

เมืองต้องการศีลธรรมเมือง หรือศีลธรรมโลกยวิสัย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เช่นมองเห็นคนอื่นเท่าเทียมกันกับเรา โดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ เพราะความสุขทุกข์ของเขากระทบถึงทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พุทธศาสนาไทยได้พัฒนาความหมายของศีลธรรมไปในทางที่เอื้อต่อสังคมเมืองน้อยมาก จนทำให้สูญเสียบทบาทที่เคยมีในสังคมไปอย่างรวดเร็ว และเห็นได้ชัดในวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ เพราะฉะนั้น การไม่ปรับเปลี่ยนนี้จึงเป็นวิกฤตอีกอย่างหนึ่งที่ซ้อนทับลงไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...