ลอง Tesla Model Y Performance ใช้ง่ายเพราะรวมทุกอย่างไว้ที่จอ แรงจริงไม่ผิดหวัง สมค่าตัว 2.7 ล้านบาท
ตั้งแต่การเปิดตัวของ Tesla (เทสล่า) ประเทศไทย ยอมรับจริง ๆ ว่าตั้งตารอคอยมาตลอดว่าจะได้ลองขับรถยนต์ไฟฟ้าที่คนทั่วโลกต่างชื่นชอบ ว่าจะดีจริงอย่างที่เขาว่าหรือไม่
ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสดี ที่เราจะได้มาลองตัวท็อปสุดของพวกเขา คือ Tesla Model Y Performance ที่นอกจากความแรงแล้ว ยังมีออพชั่นมาให้เยอะมาก
คุ้มค่าตัว 2.5 ล้านบาทเขาแหละ
ไทยขาย 3 รุ่น
สำหรับ Tesla Model Y ในประเทศไทย จะมีขายด้วยกัน 3 รุ่น ราคาเริ่มต้นคือ
- Rear Wheel Drive ราคา 1,959,000 บาท
- Long Range AWD ราคา 2,259,000 บาท
- Performance ราคา 2,509,000 บาท
ซึ่งราคานี้ จะยังไม่รวมออพชั่นเสริมต่าง ๆ ที่สามารถซื้อเพิ่มเติมได้คือ
Autopilot แบบยกระดับ (EAP) ราคา 122,000 บาท ที่จะได้
- ระบบ Autopilot
- ระบบเปลี่ยนช่องจราจรอัตโนมัติ
- ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ
- ระบบ Summon รถยนต์
- ระบบช่วยหาช่องจอด SmartSummon แบบอัจฉริยะ
และยังมีระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ Full Autopilot (FSD) ที่จะบวกเพิ่มอีก 244,000 บาท สิ่งที่เพิ่มมาคือ
- ระบบขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวง พร้อม Cruise Control แบบปรับตามสภาพจราจร (TACC) พร้อม Autosteer แซงรถที่ขับช้า
- ระบบควบคุมการขับขี่ตามสัญญาณไฟจราจรและป้ายหยุด
- ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ อัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติผ่านทางดาวเทียม
ทั้งนี้จะยังไม่สามารถใช้ FSD ได้เต็มที่ จะสามารถใช้ได้บนมอเตอร์เวย์ที่มีเส้นแบ่งชัดเจนเท่านั้น
นั่นทำให้ตัวรถเมื่อบวกแพคเกจเหล่านี้ จะมีราคาอยู่ที่
ราคา Tesla Model Y (ล้านบาท) รุ่น ปกติ +EAP +FSD RWD 1.959 2.081 2.203 Long Range 2.259 2.381 2.503 Performance 2.509 2.631 2.753
สิ่งพิเศษใน Performance
สำหรับ Model Y Performance ที่เราได้เอามาขับกัน มีสิ่งที่เพิ่มมาจากรุ่นอื่นคือ
- ล้ออัลลอย ขนาด 21 นิ้ว ลาย Uberturbine Wheels
- ระบบห้ามล้อ Performance Brake
- สปอยเลอร์หลัง Carbon Fiber
- แป้นเบรกและแป้นคันเร่ง Aluminum Alloy
- ช่วงล่างแบบ Lowered suspension ด้านหน้าเตี้ยลง 1.1 นิ้ว ด้านหลังเตี้ยลง 1.5 นิ้ว
การใช้งานรวมไว้ที่จอ
สิ่งหนึ่งที่มักจะเริ่มเห็นได้ในรถยนต์ไฟฟ้าคือ ระบบการควบคุมทั้งหมดจะมารวมอยู่ที่จอแล้ว ทำให้คอนโซลหน้ามีความสะอาดตา เพราะมีเพียงขอสัมผัสขนาด 15 นิ้วตรงกลางเท่านั้น
เริ่มจากกุญแจนั้นจะสามารถลงทะเบียนกับโทรศัพท์ไว้ได้ในตัวเลย ทำให้เราไม่ต้องพกกุญแจหรือคีย์การ์ด (แต่มีมาให้นะ) ซึ่งตัวรถก็จะสามารถรองรับกุญแจดิจิตอลนี้ได้ 20 เครื่องด้วยกัน
ATF = AutoFun ยังไงล่ะครับ
สิ่งแรกที่จะต้องทำเลยก็คือ การเพิ่ม Profile ผู้ขับขี่ใหม่ในการใช้งานด้วยระบบ Easy Entry เพื่อให้ระบบตัวรถจดจำการตั้งค่าของเรา ซึ่งก็จะมีทั้งเบาะ, กระจกมองข้าง และพวงมาลัย ที่ 2 สิ่งหลังจะใช้การตั้งค่าจากลูกกลิ้งที่พวงมาลัย
ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับเรา เพราะไม่มีปุ่มปรับกระจกไฟฟ้าและคันโยกปรับพวงมาลัยมาให้แล้ว หรือเรียกได้ว่าไม่มีปุ่มอะไรเลยจะง่ายกว่า เว้นแต่กระจก
ใช้ปุ่มซ้ายปรับกระจก-พวงมาลัย
หากดูจากภายนอก เราคิดว่ารถจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่จริง ๆ แล้วเขามีความกว้างพอตัวเลยทีเดียว การนั่งขับขี่จะไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบ SUV ที่เราคุ้นชินกัน เพราะยังคงมีความเตี้ยอยู่ แต่ก็ได้ความสบายและออกแบบมาได้พอดีตัว
การตั้งค่าที่ไม่ควรลืมเลยก็คือ การตั้งความหน่วงของระบบ One Pedal ที่มีไว้ชะลอรถ เนื่องจากในรถของ Tesla จะไม่สามารถปิดใช้งานระบบนี้ได้ และจะมี 3 ระดับด้วยกัน คือ ชะลอ, ล้อฟรี, หยุดนิ่ง
ซึ่งจากการลองใช้งานแล้ว ควรเริ่มจากระดับชะลอไปก่อน เนื่องจากจะมีการหน่วงที่ค่อนข้างเยอะ อาจทำให้เวียนหัวได้
พูดถึงระบบนำทางภายในรถ หลายคนอาจกังวลกับการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบ Apple Carplay/Android Auto ได้ จึงกลัวว่าจะไม่มีแผนที่ไว้ดูเส้นทาง แต่ระบบ GPS ของ Tesla เป็นการใช้บริการของ Google อยู่แล้วจึงยังมีความแม่นยำอยู่
นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีแอพสตรีมเพลงอย่าง Spotify ได้ แต่หากใครจำรหัสไม่ได้ก็ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธได้เช่นกัน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ Netflix ได้ด้วย แต่ใช้ได้เฉพาะตอนรถจอดนิ่งแล้วเท่านั้นนะ
แอร์เย็นเร็ว
ขอกล่าวถึงระบบแอร์สักเล็กน้อย เนื่องจากรถคันนี้พึ่งเป็นรุ่นแรกที่เคยเห็นว่าจะมีการปรับทิศทางของช่องแอร์ได้จากหน้าจอ ซึ่งอาจดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร
แต่ที่น่าสนใจคือ Tesla เขาบอกเราว่าแอร์ของรถที่พวกเขานำมาขายอย่างเป็นทางการนั้น จะมีการปรับความแรงและสเปคมาให้เข้ากับเมืองไทยโดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับรถที่นำเข้ามาจากเกรย์มาร์เก็ต ที่จะไม่มีการปรับมาให้ และแอร์หลังเย็นมากเลยทีเดียว ไม่ใช่เพียงแค่พัดลมเท่านั้น
กล้องหลายฟังก์ชั่น
ความดีงามของระบบภายในยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะสิ่งที่เราชอบมากระบบหนึ่งก็คือระบบ Sentry Mode ที่จะเป็นเหมือนยามคอยสอดส่องรถยนต์เราผ่านกล้องรอบคัน ซึ่งเราสามารถเลือกดูได้จากทุกมุมรวมถึงภายใน
เอาไว้ป้องกันคนที่จะมาทำอันตรายรถ โดยสามารถเลือกกดแตรหรือส่องไฟจากแอพในมือถือได้ด้วย หรืออย่างน้อย ๆ หากรถถูกขโมย ก็ยังสมารถใช้ตามหาคนร้ายได้
นอกจากนี้ ตัวกล้องรอบคันรอบคัน ยังมีการบันทึกเหตุการณ์รอบ ๆ ไว้ด้วย อย่างน้อยก็ทดแทนกล้องติดหน้ารถ เผื่อมีคนมาเฉี่ยวชนและขับหนี เราจะตามตัวได้ถูก
ยังไม่หมดกับระบบกล้อง เพราะภายในเองก็สามารถดูภาพจากมือถือที่มีการตรวจสอบได้เช่นกัน ส่วนหนึ่งคือมีไว้ดูแลสัตว์เลี้ยงใน Pet Mode ที่จะเป็นการเปิดแอร์ไว้ที่ 21 องศา และระบบระบายอากาศไว้ขณะที่เราลงไปทำธุระ
อย่างเช่นไปทานข้าว ถือว่าดีงามสำหรับคนที่ต้องการพาน้องหมาน้องแมวไปไหนมาไหนด้วย และไม่ต้องการหาร้านอาหารที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้
การดูกล้องภายในอาจน่ากลัวสำหรับท่านชายเล็กน้อย เพราะขณะรถวิ่งก็สามารถดูได้ เรียกได้ว่าหากพาสาว ๆ ขึ้นรถก็อาจจะมีโดนดักตีหัวที่บ้านนะครับ
แรงกว่าเดิม
แน่นอน Model Y Performance จะต้องมีความแรงที่เพิ่มเข้ามา เพราะใช้การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ล้อคู่หน้าและหลัง (All-wheel Drive) จาปติที่มีแต่ขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้น
ให้กำลัง 534 แรงม้า แรงบิด 660 นิวตันเมตร พ่วงแบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ขนาด 75.0 kWh รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11.5 kW และรองรับการชาร์จ DC Fast Charge สูงสุด 250 kW
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 250 กม./ชม.
ระยะวิ่งอยู่ที่ 582 กิโลเมตร (NEDC)
แข็งหน่อยแต่ให้อภัย
ในด้านการขับขี่ที่หลายคนอยากทราบ ต้องยอมรับว่าเขาทำรถมาช่วงล่างเฟริ์ม ไปทางค่อนข้างแข็ง ซึ่งเขาบอกเราว่ามีการเซทมาให้ประเทศไทยโดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับรถเกรย์ที่ไม่ได้ปรับมาให้
จริง ๆ ช่วงล่างไม่ได้มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้เซทมาแบบสปอร์ต แต่ก็สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันได้แบบเหลือ ๆ อาจมีความตึงตังให้เห็นได้บ้างเล็กน้อยในจุดที่ให้อภัยได้
เขาแทนที่ด้วยความแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่เราเชื่อว่าคุณจะสนุกกับมันได้แน่นอนจากม้ากว่า 534 ตัว เพราะ Tesla เองเขาก็ขึ้นชื่อเรื่องความแรงของรถอยู่แล้ว
ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ผิดหวัง ขอแนะนำว่าอย่าขับซิ่งมากไปเพราะช่วงล่างเองยังไม่ได้ให้ความคมขนาดนั้น แต่ถือว่าได้ความหนึบจากระบบขับสี่และยางเข้ามาช่วย
ใครกังวลเรื่องความร้อนจากพาโนรามิคซันรูฟเต็มบานก็ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเขาให้มาเป็นกระจกแบบทึบกันแสง และยังมีตัวเลือกให้ซื้อม่านติดในภายหลังได้ด้วย
สิ่งที่ให้มาเพิ่มในการเปิดไฟเลี้ยว คือกล้องจะแสดงภาพด้านข้างมาให้ด้วย แบบในรถยนต์ Honda ที่มักใส่มาให้ แต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ถึงเต็มหน้าจอ จะอยู่เป็นมุมขนาด ⅕ ของจอเท่านั้น
ส่วนการทำงานของเซนเซอร์รอบคันถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเลย เพราะจะมีการแสดงให้เห็นถึงตัวรถที่อยู่รอบเราตลอดเวลา ยังไม่เจอการเบรกเองแบบที่เป็นข่าวรถสองแถว
Autopilot ดี ถ้าเส้นชัด
เราไม่ลืมที่จะลองระบบ Autopilot อันเลื่องชื่อ ซึ่งในตัวนี้เขาให้มาเป็นแบบ Adaptive Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Sop&Go ที่จะมีการเบรกและเร่งแซงตามคันหน้าให้อย่างอัตโนมัติ เราสามารถกำหนดความเร็วของระบบนี้ได้ด้วยการหมุนลูกกลิ้งทางด้านขวา ไม่ต้องกดปุ่มให้ยุ่งยาก
การใช้งานก็ไม่ได้ยาก คือคุณเพียงแค่ขับไปในความเร็วที่ต้องการ แล้วทำการตบเกียร์ที่พวงมาลัยลง 2 ครั้ง ระบบก็จะทำการล็อคความเร็วไว้ให้ ซึ่งต้องมีการเอามือจับพวงมาลัยไว้ทั้ง 2 ข้างก่อนถึงจะใช้งานได้ หลังจากนั้นก็สามารถปล่อยมือได้ แต่ก็ควรมีการประคองไว้ตลอดเวลา
หากคุณซื้อแพคเกจ FSD เพิ่มอีก 244,000 บาท ก็จะได้ระบบเร่งแซงด้วย ใช้งานด้วยการตีไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนหากรถคันหน้าขับช้า ตัวรถจะทำการหมุนพวงมาลัยออกไปในทิศทางนั้น แ
แต่หากมีรถมาข้างล่างก็จะมีการดึงกลับจากการคำนวนของระบบเซนเซอร์และกล้อง ซึ่งการเร่งแซงนี้จะไม่ได้เป็นการกดความเร็วเพิ่มมากมาย แต่จะเป็นกรค่อย ๆ แซงไปออกแบบผู้ดีนิดหน่อย จึงอาจต้องระวังในจุดนี้
ต้องยอมรับว่าตัวรถมีการควบคุมที่ดีในระบบนี้ เห็นได้จากรถที่ไม่มีอาการแกว่งไปแกว่งมาเพื่อตามหาเส้นเลย ยังคงนิ่งอยู่ตลอดเวลาหากเส้นถนนที่ชัดเจน การเบรกตามคันหน้าถือว่าทำได้นุ่มนวลในความเร็วปกติ
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้จะสามารถทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีเส้นถนนที่ชัดเจน เราจึงไม่แนะนำให้ใช้บนถนนทั่วไปที่เส้นเริ่มจางแล้ว ใช้บนมอเตอร์เวย์หรือทางด่วนจะดีที่สุด
ทางค่ายเขาเตือนเรามาว่า หากเราปล่อยไว้ในระดับหนึ่ง ระบบจะลงโทษเราโดยการไม่ให้ใช้งาน Autopilot อีกจนกว่าจะถึงที่หมาย ส่วนการยกเลิกระบบ ก็เพียงแค่ทำการหักพวงมาลัยไปในทิศที่ต้องการ
สิ่งที่ยังไม่ชอบ
เล่าถึงความดีมาเยอะ เราก็ต้องบอกสิ่งที่เราไม่ชอบกันบ้าง สิ่งที่ผมขัดใจสำหรับการนั่งภายใน คือช่วงเบาะรองนั่งที่เราคิดว่าอาจจะมีความสั้นไปสักเล็กน้อย ทำให้ไม่สามารถรองรับขาเราได้มากนักเท่านั้น แต่ก็ทดแทนด้วยพื้นที่กว้างขวางให้สามารถยืดขาได้เยอะ
อีกจุดคือการรวมฟังก์ชั่นการควบคุมทุกอย่างไปไว้ที่หน้าจอ ถามว่ามันทำให้รถดูสะอาดตาขึ้นไหม ก็ใช่ครับ และก็ทำได้ดีทีเดียว แต่ในการปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นปรับทิศทางช่องแอร์ ที่เราต้องไปนั่งกดจอเพิ่มเพียงเพราะต้องการหันแอร์ออก ซึ่งเรามองว่าค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียวแม้รบบรถจะดีแค่ไหนก็ตาม
ที่น่าแปลกใจคือในช่วงการทำความเร็ว สามารถเก็บเสียงลมได้ดีจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่กลับมีเสียงขณะจอดนิ่งเข้ามาเยอะ อย่างเสียงรถสิบล้อด้านข้างยังมีความดังเข้ามาอยู่
ใช้ทุกวันได้
Tesla Model Y Performance โดยรวมแล้วคือรถที่ใช้งานได้จริงในทุกวัน ด้วยทั้งระยะวิ่ง 582 กม. และความแรงแบบเหลือ ๆ ถ้าขับแบบไม่ซิ่งมาก เพราะถึงจะแรงจริง แต่ช่วงล่างอาจไม่ได้รองรับความเร็วสูงได้มากนัก
การใช้งานภายใน ต้องใช้เวลาเล่นและค้นหากับมันเล็กน้อยว่าเขามีอะไรมาให้เพราะการเปลี่ยนจากรถที่มีปุ่มในจุดต่าง ๆ มารวมไว้จุดเดียวจะทำให้คุณไม่ชินได้ รวมถึงการตั้งค่าต่าง ๆ ภายในรถยนต์ด้วย
แรงจริง แต่ต้องรับให้ได้นะ
สิ่งที่เราอยากเตือนทุกท่านคือ เราเข้าใจดีว่าคนไทยเป็นคนที่ชอบขับรถเร็ว ชอบความแรง ซึ่ง Model Y Performance มีมาให้อยู่แล้วอย่างที่เรากล่าว แต่ด้วยความแรงระดับ 534 แรงม้าที่กดแล้วมาตลอดไม่เหมือนรถบ้านหรือรถเทอร์โบ
คือคุณต้งมีความระมัดระวังอย่างมากในารขับขี่ เพราะรถบ้านทั่ว ๆ ไปที่เราขับกัน ก็มักจะไม่เกิน 200 แรงม้าอยู่แล้ว การขับรถที่มีความแรงขนาดนี้ หากคุณอยากทำความเร็ว หรือขับปาดไปมา คุณก็ต้องมั่นใจว่าฝีมือคุณถึงพอในการรับรถแบบนี้
แล้วยิ่งด้วยราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านแล้วได้ความแรงมาแบบนี้ ใครล่ะจะไม่อยากได้
อยากได้รอ 6 เดือนนะ
สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของ Tesla Model Y หรือ Tesla Model 3 แต่จองรอบแรกไม่ทัน ก็สามารถจองผ่านเว็บไซต์ได้แล้ววันนี้ แต่เขาบอกเราว่าถ้าสั่งตอนนี้ ต้องรอ 6 เดือนเลยนะกว่าจะได้ใช้ ถึงตอนนี้จะสามารถส่งมอบได้วันละ 100 คันก็ตาม