โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครจ่าย? ใครรอด? เมื่อ “ภัยพิบัติ” กำลังเขย่า ตลาดประกันภัยโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 02.30 น.
ภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของธุรกิจประกันภัยทั่วโลก เมื่อครึ่งแรกของปี 2025 มูลค่าความเสียหายจากไฟป่าและพายุถล่มพุ่งแตะระดับหลายล้านล้านบาท สหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่บริษัทประกันภัยต้องเร่งปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วม พายุ หรือคลื่นความร้อน ซึ่งหลายกรณีมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยตรง ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมประกันภัยทั่วโลกอย่างมหาศาล

หนึ่งในผลกระทบหลักคือการเพิ่มขึ้นของความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติ ซึ่งทำให้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในระดับที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา ความสูญเสียที่ไม่อาจคาดการณ์ได้เหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันภัยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน บริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันภัย แต่การขึ้นราคาดังกล่าวในบางกรณีกลับทำให้ลูกค้าจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการประกันภัยได้ หรือเลือกที่จะไม่ต่อสัญญา นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายฝั่งทะเล พื้นที่ที่เกิดไฟป่าบ่อย หรือพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก บริษัทประกันภัยบางแห่งได้ตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาด เนื่องจากประเมินว่าไม่สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้อีกต่อไป

สถานการณ์นี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริงใหม่ทางตลาด” (New Market Reality) ซึ่งหมายถึงการที่อุตสาหกรรมประกันภัยไม่สามารถดำเนินธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป บริษัทต่าง ๆ ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และพัฒนาแบบประกันภัยใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละบุคคลหรือองค์กร

ในบางประเทศ รัฐบาลและบริษัทเอกชนเริ่มมีการจัดตั้งกองทุนร่วมรับความเสี่ยง หรือพัฒนาโมเดลการประกันภัยรูปแบบใหม่เพื่อให้ยังสามารถให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ แม้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

อย่างในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 โลกเผชิญกับภัยธรรมชาติรุนแรงอย่างไฟป่าและพายุ ซึ่งส่งผลให้บริษัทประกันภัยทั่วโลกต้องรับมือกับความเสียหายสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าความเสียหายจากการประกันภัยรวมกว่า 3.02 ล้านล้านบาท (ประมาณ 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามรายงานของบริษัทนายหน้าประกันภัย Gallagher Re ตัวเลขนี้นับเป็นครึ่งปีแรกที่มีความเสียหายสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งในปีนั้นยอดความเสียหายทั้งปีแตะระดับ 4.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 136,000 ล้านดอลลาร์)

แค่เฉพาะไฟป่าที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2025 ก็มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1.44 ล้านล้านบาท (ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมดทั่วโลก หนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดคือ “ไฟป่าพาลิเซดส์” ที่ลุกลามตลอดถนนแปซิฟิกโคสต์ไฮเวย์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย จนทำให้ชาวบ้านหลายหมื่นคนต้องตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านใหม่หรือย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ด้านบริษัท State Farm General ซึ่งเป็นผู้ให้บริการประกันภัยรายใหญ่ที่สุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่าได้รับการเคลมมากกว่า 8,700 รายการ และได้จ่ายเงินชดเชยไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท (ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์) ส่งผลให้บริษัทต้องยื่นขอปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันบ้านเฉลี่ย 22% ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ พายุทอร์นาโด ลมแรง และลูกเห็บที่พัดถล่มภาคใต้และมิดเวสต์ของสหรัฐในช่วงกลางเดือนมีนาคม ก็สร้างความเสียหายรวมกว่า 1.18 ล้านล้านบาท (ประมาณ 33,000 ล้านดอลลาร์) โดยเฉพาะช่วงวันที่ 13-16 มีนาคม มีพายุรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งเพียงช่วงเวลาดังกล่าวก็สร้างความเสียหายให้ภาคประกันภัยกว่า 288,000 ล้านบาท (ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์) นับเป็นเหตุพายุที่สร้างความเสียหายมากเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์การประกันภัยของสหรัฐ

ในขณะที่สหรัฐแบกรับความเสียหายหลัก รายงานระบุว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมีมูลค่าความเสียหายจากการประกันภัยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยมียอดรวมไม่ถึง 360,000 ล้านบาท (ต่ำกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นเพียงครั้งที่สองตั้งแต่ปี 2006 ที่ยอดความเสียหายทั่วโลก (ไม่รวมสหรัฐ) ลดต่ำกว่าหลัก 10,000 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดนอกสหรัฐคือ แผ่นดินไหวในเมียนมาและประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายสูงถึง 36,000 ล้านบาท (ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์) หลังการประเมินและจ่ายเคลมเสร็จสิ้น

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการบริหารความเสี่ยง การกำหนดราคา และการให้บริการ ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่คือความเป็นจริงใหม่ที่ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมต้องเผชิญและหาทางรับมืออย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...