โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

5 เคล็ดลับวิเคราะห์หุ้น หาของดี ราคาถูก

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 00.25 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 00.25 น. • The Bangkok Insight

5 เคล็ดลับวิเคราะห์หุ้น หาของดี ราคาถูก

การซื้อหุ้นที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี PBV ต่ำ เป็นกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่นิยมกันมาก แต่ซื้อหุ้นPBV ต่ำอย่างไรจึงได้หุ้น ถูก และดีจริง ๆ ที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว แม้โดยนิยาม มูลค่าทางบัญชีคือการนำสินทรัพย์ไปขายทั้งหมดและนำไปจ่ายหนี้เหลือเงินถึงเราเท่าไร แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่การนำสินทรัพย์ไปกอดเอาไว้ โดยไม่ทำอะไร แต่ต้องการให้สร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์นั้นมากกว่า ดังนั้น นอกจากการเลือกหุ้นที่ PBV ต่ำ ได้ของถูกแล้ว ต้องมาดูคุณภาพด้วยว่า กระแสเงินสดที่บริษัททำได้นั้นดีไหม

วิเคราะห์หุ้น

หลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท 5 ข้อดังนี้

1. วิเคราะห์ ROE อยู่ในระดับสูงและความสม่ำเสมอ

อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพในการประเมินประสิทธิภาพการสร้างผลกำไรของบริษัท อัตราส่วนนี้เผยให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างมูลค่าจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้ดีเพียงใด เมื่อผู้ถือหุ้นลงทุนไป 100 บาท บริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท

โดยกำไรที่เกิดขึ้นนี้จะถูกจัดสรรเพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นใน 2 รูปแบบหลัก ส่วนหนึ่งกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นโดยตรงในรูปของเงินปันผล ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้เป็นกำไรสะสมเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดังนั้น เมื่อสามารถค้นหาบริษัทที่มีค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (Price-to-Book Value Ratio: P/BV Ratio) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับ ROE ที่สูงและรักษาความสม่ำเสมอได้ต่อเนื่อง อาจได้พบกับเพชรเม็ดงามที่ถูกมองข้าม อย่างไรก็ตาม ROE สูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ จึงต้องศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย

2. บริษัทมีหนี้จริง ๆ เท่าไร และมีความสามารถในการจ่ายหรือไม่

การประเมินสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัทเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกที่เกินกว่าตัวเลขที่ปรากฏในงบดุล แม้โดยทั่วไปหนี้สินที่บันทึกในงบการเงินจะสะท้อนภาระผูกพันทางการเงินที่เป็นจริง โดยควรระมัดระวังถึงหนี้สินที่ซ่อนอยู่หรือภาระผูกพันนอกงบดุล ซึ่งอาจบิดเบือนภาพความเป็นจริง ทำให้อัตราส่วนหนี้สินดูต่ำกว่าที่ควรและมูลค่าทางบัญชีปรากฏสูงเกินจริง

ประเด็นที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ข้อพิพาททางกฎหมายและคดีความที่บริษัทกำลังเผชิญ ผู้บริหารมักมีแนวโน้มที่จะไม่ตั้งสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากคดีความหากมีความมั่นใจสูงในชัยชนะ โดยข้อมูลสำคัญเหล่านี้มักถูกเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินในข้อท้าย ๆ

สมัยก่อนมีการเลี่ยงกันบันทึกหนี้สินเช่นการขายสินทรัพย์ดำเนินงานออกและเช่ากลับ ทำให้หนี้สินหายไปจากงบดุลอย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีสมัยใหม่ได้ปิดช่องว่างนี้ โดยกำหนดให้บริษัทต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินสิทธิการเช่า และเปลี่ยนค่าเช่าเป็น ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายในงบดุล

สิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความสมเหตุสมผลของการเช่าหรือซื้อในบริบทของโมเดลธุรกิจนั้น ๆ ธุรกิจบางประเภท เช่น ร้านอาหารหรือธุรกิจค้าปลีก อาจมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่จะเลือกเช่าพื้นที่แทนการซื้อ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง หรือให้สามารถปิดกิจการได้หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

วิเคราะห์หุ้น

3. สินทรัพย์ดี ต้องสร้าง ROA สูงและสม่ำเสมอ

การลงทุนในธุรกิจ คือ การระดมทุนทั้งจากผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้เพื่อสร้างสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้และผลตอบแทน แต่ไม่ใช่สินทรัพย์ทุกประเภทที่จะสร้างมูลค่าได้เท่าเทียมกัน ดังนั้น อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets: ROA) จึงเป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด

นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROA ของบริษัทเป้าหมายกับคู่แข่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หาก ROA ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ถึงความผิด เช่น ลงทุนในสินทรัพย์มากเกินความจำเป็น หรือรายจ่ายสูงเกินความจำเป็น ซึ่งทั้งสองกรณีสะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารงานที่ลดลง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนควรวิเคราะห์เกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์

พิจารณาคุณภาพของสินทรัพย์ จากโครงสร้างของงบดุล

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

มองหารายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่มีสัดส่วนเหมาะสมกับขนาดธุรกิจและสร้างรายได้สอดคล้องกับการลงทุน สำหรับสัญญาณเตือนที่มักพบได้บ่อย คือ

  • ค่าความนิยมสูง บ่งชี้ถึงการซื้อกิจการในราคาพรีเมียมสูงเกินมูลค่าทางบัญชี ซึ่งอาจกลายเป็นการด้อยค่าในอนาคตหากการซื้อกิจการไม่สร้างมูลค่าตามที่คาดหวัง
  • เงินลงทุนในบริษัทร่วมที่สร้างส่วนแบ่งกำไรเพียงเล็กน้อย สะท้อนการตัดสินใจลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    ที่ดินอาคารอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงแต่กลับสร้างยอดขายต่ำกว่าคู่แข่ง บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน อาจซ่อนความเสี่ยงของการถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่างกิจการ

สินทรัพย์หมุนเวียน

รายการที่ควรพบในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ แต่เมื่อพบสัญญาณต่อไปนี้ นักลงทุนควรตั้งคำถาม

  • ลูกหนี้การค้าที่มีอัตราส่วนระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้น อาจบ่งชี้ถึงนโยบายสินเชื่อที่หละหลวมหรือคุณภาพลูกค้าที่ลดลง
  • สินค้าคงเหลือที่มีอัตราส่วนระยะเวลาขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น อาจสะท้อนถึงผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัย ความต้องการตลาดที่ลดลง
  • เงินจ่ายล่วงหน้าในจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณของอำนาจต่อรองที่มีประสิทธิภาพลดลงกับซัพพลายเออร์
  • สินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงปัญหาในการส่งมอบงานและรับรู้รายได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหากระแสเงินสดในระยะยาว

วิเคราะห์หุ้น

4. คุมรายจ่ายได้ดี อัตรากำไรแต่ละขั้นใกล้เคียงกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ในการลงทุนระยะยาว ความยั่งยืนของผลกำไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง บริษัทที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมักรักษาอัตรากำไรในทุกระดับให้สอดคล้องหรือเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

การตรวจสอบเปรียบเทียบแนวโน้มของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการเปิดเผยความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขทางการเงิน ซึ่งการวิเคราะห์โครงสร้างกำไร ควรให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้

อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์นี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุกด้วยส่วนลดที่มากเกินไปเพื่อรักษายอดขาย การประสบภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือในบางกรณีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เกินความจำเป็นจนส่งผลให้ค่าเสื่อมราคา ซึ่งถูกบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขายปรับสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้กำไรขั้นต้นถูกกดดันลงอย่างต่อเนื่อง

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายสูงกว่าอุตสาหกรรม

เมื่อพบว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้สูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณา สถานการณ์นี้อาจสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงเกินไป

บริษัทที่พึ่งพาเงินทุนจากการก่อหนี้ในสัดส่วนที่สูง มักเผชิญกับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่กัดกินกำไรจากการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ในสถานการณ์เลวร้ายแม้บริษัทจะมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจหลักที่ดี สร้างกำไรจากการดำเนินงานได้น่าพอใจ แต่เมื่อหักดอกเบี้ยจ่ายแล้ว กำไรสุทธิอาจลดลงจนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับผู้ถือหุ้น

วิเคราะห์หุ้น

5. วิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ

ถึงแม้ P/BV Ratio ต่ำจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากปราศจากแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน การลงทุนอาจกลายเป็นเพียง กับดักมูลค่าที่ดึงดูดนักลงทุนด้วยราคาถูก แต่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาว ดังนั้น ควรค้นหาบริษัทที่ไม่เพียงแต่มีมูลค่าตามบัญชีสูงกว่าราคาตลาด แต่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตที่ดี

นอกจากนั้น บริษัทต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่จะทำให้การเติบโตของรายได้และกำไรเป็นไปในอัตราที่เทียบเท่าหรือดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยการลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องจะสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนใน 2 รูปแบบที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ผลตอบแทนจากกระแสเงินสด

เมื่อบริษัทเติบโต กำไรที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่การจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ประจำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว

การปรับตัวของราคาตลาด

ในระยะยาว ราคาหุ้นมักจะสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัท เมื่อบริษัทสามารถเติบโตและสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับพื้นฐานที่แข็งแกร่งนั้น

สรุปวิธีวิเคราะห์หุ้นดี ราคาถูก

การลงทุนในหุ้นที่มี P/BV Ratio ต่ำ สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาวหากเลือกบริษัทที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง การพิจารณาเพียง P/BV Ratio ต่ำ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นหาเพชรที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น นักลงทุนต้องวิเคราะห์ปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็น ROE ที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอ ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ คุณภาพของสินทรัพย์ ภาระหนี้สินที่แท้จริง และประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ความพยายามในการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจะช่วยให้นักลงทุนแยกแยะระหว่าง "หุ้นราคาถูก ที่มีคุณภาพ" กับ "หุ้นราคาถูก ที่อาจมีปัญหา" ซึ่งการลงทุนในหุ้น P/BV Ratio ต่ำ ที่มีคุณภาพจริง ๆ ไม่เพียงแต่สร้างผลตอบแทนที่ดีผ่านเงินปันผลและการเติบโตของราคา แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในราคาที่สูงเกินจริงอีกด้วย

โดย ภัทรธร ช่อวิชิต CISA นักลงทุนเน้นคุณค่า, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...