โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

‘ดร.น้ำแท้’ ชี้คดีน้องเมยสะท้อนศาลทหารไร้อิสระ-แนะฟ้องแพ่ง ชี้หาก พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มีผล ต้องขึ้นศาลพลเรือน

เดลินิวส์

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 06.55 น. • เดลินิวส์
“ดร.น้ำแท้” มือยกร่าง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ สะท้อนความเห็น “คดีน้องเมย” หลัง “ศาลทหารสูงสุด” พิพากษาชั้นฎีกา จำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน แต่รอลงอาญา 2 ปี ระบุ คดีน้องเมย จะทำให้สังคมตระหนักถึง “การขาดอิสระของศาลทหาร-การปกป้องกันเองของกลุ่มคน” ระบุ นับเป็นความเสียใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน “พ.ร.บ.อุ้มหายฯ” บังคับใช้ ชี้เจตจำนงกฎหมายจะช่วยคุ้มครองญาติและครอบครัวผู้ตาย เพราะตัดอำนาจศาลทหาร และทุกคดีต้องขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ แนะครอบครัวน้องเมย เดินหน้าฟ้องแพ่งเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหาย

สืบเนื่องจากคดีการเสียชีวิตของ “นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์” หรือ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 (นตท.ปี 1) โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นปีการศึกษา 2560 โดยเมื่อวันที่ 17 ต.ค.60 น้องเมยเสียชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหาร หลังมีอาการไม่สบายในช่วงเช้า และถูกลงโทษทางวินัยหรือที่เรียกในวงการทหารว่า “ธำรงวินัย” โดยรุ่นพี่ชั้นปีที่ 2 กระทั่งล่าสุดวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาชั้นฎีกา ให้ยืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ ว่าจำเลยซึ่งเป็นรุ่นพี่มีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร นอกจากนี้ ศาลเห็นว่า ด้วยอายุจำเลย ไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไป ก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการ รับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า จึงพิพากษาโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี จนเป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมถึงสัดส่วนการรับผิดชอบของผู้กระทำความผิด ขณะที่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวคล้ายไม่ได้รับความเป็นธรรมในตลอด 8 ปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” สอบถามมุมมองความคิดเห็นกับ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ร่วมยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

โดย ดร.น้ำแท้ สะท้อนความเห็นว่า สาระสำคัญการมี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ก็เพื่อผลักดันให้การกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายได้กระทำต่อพลเรือน หรือแม้กระทั่งนักเรียนเตรียมทหารกระทำต่อกันเองหรือผู้บังคับบัญชากระทำต่อทหารเกณฑ์ พลทหารกระทำต่อพลทหารด้วยกันเอง เป็นต้น คดีจะต้องขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งหมด

ทั้งนี้ ระหว่างนั้นบุคคลที่กระทำผิดอาจถูกพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อนไปแล้วด้วยซ้ำ และครอบครัวผู้เสียชีวิตเองก็จะได้รับการคุ้มครองจากฎหมาย ไม่ใช่ว่าทหารกระทำต่อกัน แล้วต้องเอาสำนวนคดีขึ้นศาลทหาร กรณีนี้ก็ถือเป็นโอกาสให้สังคมได้ตระหนักแล้วว่าศาลทหาร หรือกรณีการปกป้องกันเองของกลุ่มคน จะเกิดการลงโทษในกลุ่มคนเดียวกันหรือไม่ อีกทั้งศาลทหารก็ไม่ได้มีความอิสระเหมือนศาลยุติธรรม

ดร.น้ำแท้ ระบุว่า สำหรับมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ได้ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา 38 และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งจะต้องเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอำนาจควบคุมการกระทำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานกระทำทรมาน ความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย” ซึ่งมาตรานี้คือการปิดช่องโหว่ที่ผู้บังคับบัญชาจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ถือว่าเป็นการปิดช่องของการซ่อมหรือธำรงวินัย

อย่างไรก็ตาม ดร.น้ำแท้ ระบุว่า นับเป็นเรื่องเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีกฎหมายอุ้มหายซ้อมทรมานบังคับใช้ แต่ตนอยากเรียนให้ทราบว่าปัจจุบันนี้ก็มีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้น หรือในอนาคตอาจจะมีเหตุการณ์คล้ายลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เหล่านี้คือตัวอย่างที่ว่าความไม่เป็นธรรมมันเกิดขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะขับเคลื่อนให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บในอนาคตจะได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายอย่างแน่นอน

ดร.น้ำแท้ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลทหาร นับว่าไม่ใช่ครั้งแรก แต่ในกรณีดังกล่าวยังถือว่ามีความคืบหน้าในส่วนของมีการฟ้อง มีคำพิพากษา หากเป็นสมัยก่อนเรื่องอาจไม่ขึ้นสู่ศาลทหาร เพราะถูกตีตกไปก่อน ซึ่งก็อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ดี คำชี้แนะต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต คือ การเดินหน้าฟ้องในส่วนของคดีแพ่ง เพื่อจะได้รับการชดใช้เยียวยาต่อไป เพราะสามารถดำเนินการในส่วนทางแพ่งได้นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาตัดสิน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...