โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดตามแผนกรกฎ/67

THE STANDARD

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 06.27 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 06.27 น. • thestandard.co
ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดตามแผนกรกฎ/67

วันนี้ (24 กรกฎาคม) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกคำสั่งให้หน่วยงานตำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจภูธรภาค 3, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ภายใต้แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคาม ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน หรือแผนกรกฎ/67 ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที สาระสำคัญของแผนครอบคลุมอำนาจหน้าที่ของตำรวจใน 7 ด้านหลัก ได้แก่:

  • การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน: ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลังตลอดเส้นทางการอพยพประชาชน โดยจะมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และจัดสายตรวจเฝ้าระวัง รวมถึงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ และสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์

  • การอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ ควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว พร้อมจัดกำลังดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ รวมถึงดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิง

  • การวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว: ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม ระบุพื้นที่เสี่ยง และสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ โดยจะประสานความร่วมมือกับกองทัพบก สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ

  • การเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน: เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย

  • การสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์: ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ผ่านช่องทางที่เหมาะสม เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และกิจกรรม ‘Stop Walk Talk’ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ พร้อมขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

  • การบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน: ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้

  • การประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ: ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจและศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว

ผบ.ตร. ย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม

โดยเน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...