ไทยปรับแผนดีลใหม่-สู้ต่อ ยอมลดภาษีให้สหรัฐ 0% ผวาต่างชาติถอนลงทุน
ช็อก ! ทรัมป์ส่งจดหมายเก็บภาษีตอบโต้ 36% บีบเจรจายื่นข้อเสนอเพิ่มเติม ก่อนเส้นตายใหม่ 1 สิงหาคม “พิชัย” หัวหน้าทีมเจรจาปรับแผนหามาตรการเพิ่ม ยัน “สู้ต่อ-สู้ไม่ถอย” พร้อมข้อเสนอภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐกว่า 90% ที่ไทยนำเข้า ดร.พิพัฒน์-KKP ชี้ภาษี 36% ความเสียหายมากกว่าตัวเลขส่งออก หวั่นสะเทือน FDI ต่างชาติถอนการลงทุนเพราะต้นทุนภาษีสูงกว่าเพื่อนบ้าน ดร.กอบศักดิ์ แนะรัฐบาลเปลี่ยนสู่โหมด “บริหารวิกฤต” เสนอใช้ทุกนโยบายประคองไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก ขณะที่ผู้ส่งออกไทยช็อก กระทบหนักเสียเปรียบเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเวียดนาม ส.อ.ท.คาดส่งออกเสียหายยับ 8-9 แสนล้านบาท
ภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ 90%
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐส่งจดหมายเรียกเก็บภาษีนําเข้าจากไทย 36% ว่า มี 10 กว่าประเทศ ที่สหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษี โดยให้ประเทศเหล่านี้เร่งเจรจา ก่อนวันที่ 1 สิงหาคมนี้
ดังนั้น ต้องใช้เวลาช่วงนี้ทำงานให้หนักขึ้น มั่นใจว่าข้อมูลที่ส่งไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้ปฏิบัติฝ่ายสหรัฐได้รับแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ขณะที่ทรัมป์ส่งหนังสือที่ประกาศขึ้นอัตราภาษีออกมานั้น เป็นไปตามกระบวนการเพราะหากไม่ประกาศก็จะทำงานไม่ได้ โดยยังมั่นใจว่าการเจรจาจะทำให้อัตราภาษีตอบโต้ไทยอยู่ในกลุ่มระดับเดียวกันและสามารถแข่งขันได้
“สำหรับข้อเสนอใหม่ เราลดภาษีนำเข้าให้กับอเมริกา ในสินค้ามากกว่า 90% ของจำนวนสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐ โดยส่วนใหญ่จะได้อัตราภาษีที่ 0% ส่วนสินค้าอีก 10% เท่านั้นที่ไม่สามารถลดภาษีได้ เนื่องจากจะกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ โดยมีรายการจำนวนมากผ่านการทำ FTA อยู่แล้ว ในอัตรา 0% จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้กับสหรัฐเหมือนประเทศอื่น”
มากกว่าภาษี-ดีลความร่วมมือ
“เราไม่ได้ไปขอลดอัตราภาษีจาก 36% แต่เจรจาว่าจะมีความร่วมมืออย่างไรบ้าง ส่วนสินค้าที่เรานำเข้ามานั้นจะมีหน้าตาอย่างไร สหรัฐได้นำเรื่องนี้ไปพิจารณา และทำงานร่วมกับไทย และสหรัฐจะตอบว่าอัตราเท่าไร เชื่อว่าจะไม่ใช่อัตราเดียว อาจจะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสินค้านั้น ๆ” นายพิชัยกล่าว
สำหรับไทม์ไลน์ที่สหรัฐจะตอบข้อเสนอฝ่ายไทยนั้น นายพิชัยระบุว่า ไทยไปวางไทม์ไลน์ไม่ได้ สหรัฐแจ้งให้ทราบแล้ว และจะเป็นผู้กำหนดเอง ว่าอัตราเท่าไร ให้มีการเจรจาไปเรื่อย ๆ และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับ ในข้อเสนอที่ดีและเปิดเผย
นายพิชัยปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้เดินเกมช้า การเจรจามีคนทำงาน 2 ระดับ คือ ระดับนโยบายส่งข้อความมา ส่วนระดับปฏิบัติการก็ทำงานไป แม้ว่าเพิ่งเดินทางไปสหรัฐช่วง 1-3 ก.ค. แต่ก่อนหน้านั้น 1 เดือนก็มีเจรจาลงรายละเอียดถึงรายการสินค้า และข้อเสนอว่าสหรัฐต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่
ไทยปรับแผนใหม่-สู้ต่อ
หัวหน้าคณะเจรจาบอกด้วยว่า การค้าขายในโลกนี้ต้องปรับกันใหม่ ส่วนการเยียวยาผู้ประกอบการนั้น อยู่ในแผนเตรียมการอยู่แล้ว แต่ผู้ส่งออกก็ได้รับผลกระทบและอาจจะชะลอไป ส่วนจะมีการใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ เยียวยาผู้ประกอบการหรือไม่นั้น ต้องดูความจำเป็น และยังมีแหล่งเงินอื่นที่จะลงมาช่วยได้ ทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือ
“เชื่อว่าข้อเสนอของไทยครั้งนี้จะได้รับข่าวดี เนื่องจากคำอธิบาย วัดผล และปฏิบัติได้” นายพิชัยกล่าว
นอกจากนี้ในช่วงบ่าย วันที่ 8 กรกฎาคม นายพิชัยได้โพสต์โซเชียลระบุว่า “ทีมเจรจาสู้แล้ว สู้ต่อ สู้ไม่ถอย”
พร้อมระบุว่า “ทางสหรัฐยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอล่าสุดของไทย เราจะไม่หยุด จะสู้ต่อไป จะหามาตรการเพิ่มหาทางออกเพิ่มเพื่อให้มั่นใจว่าได้สู้ถึงที่สุดเพื่อให้ประเทศไทยได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”
นอกจากนี้ได้นายพิชัย ย้ำว่าขณะนี้สหรัฐยังเห็บภาษีไทย อยู่ที่ 10% เหมือนเดิมจนถึง 31ก.ค. และตอนนี้อเมริกาเปิดโอกาสให้ไทยเจรจา ถ้าไทยเปิดตลาดให้สหรัฐมากขึ้น ลดภาษีและกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลง สหรัฐก็พร้อมทบทวนอัตราภาษีให้ไทยใหม่
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบว่า มีหลายสถานการณ์ที่ต้องประเมิน อยู่ในระหว่างการพิจารณา เพราะอัตราภาษีเพิ่งออกมา 36% ก็สูงกว่าประเทศอื่น รวมทั้งต้องประเมินสถานการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 และ 4 จะออกมาอย่างไร เพราะยังมีสินค้าบางตัวที่ยังคงแข่งได้ภายใต้อัตราภาษีนี้
ผวาต่างชาติถอนการลงทุน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัว 3.1% แต่หากดูไส้ในเศรษฐกิจน่ากังวลใจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตโตเฉลี่ย 0.5% สะท้อนการปิดโรงงาน ปิดสายพานการผลิต แม้ว่าจะมีการเปิดใหม่ แต่โรงงานของเก่ากำลังจะหายไป ทำให้ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรม (PMI) ติดลบตลอดเวลา
แม้ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ที่ 1.13 ล้านล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี จำนวนเม็ดเงินมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 97% แต่เมื่อไทยได้รับอัตราภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่ระดับ 36% ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียถึง 11% และเวียดนาม 16% ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนใจไปลงทุนตั้งโรงงานที่อื่นแทน เพราะโดนภาษีน้อยกว่า
“บริษัทที่มีการแจ้งการลงทุนกับบีโอไอจะเกิดการเปลี่ยนใจ ทำให้กระทบกับอนาคตเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการลงทุนบีโอไอจะช่วยสร้างการลงทุนในกลุ่ม New S-curve ใหม่ให้ไทย จะหายไปทันที”
นอกจากนี้ สิ่งที่ตามมาคือ ภาคการส่งออกจะเหนื่อยและคิดหนัก เพราะส่งออกไปสหรัฐจะมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะกรณีจีนโดนภาษีสินค้าราคาไม่สูงที่ระดับ 54% จะเห็นสินค้าเข้ามาขายตลาดอื่นมากขึ้นและกระทบกับไทย
ร่วมมือไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก
ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยจะต้องทำมี 3 เรื่อง คือ 1.การรักษาโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้ ไม่ต้องมากแค่เติบโตได้ 1% แต่ไม่หยุดชะงัก ถือว่าดีแล้ว เพราะหากปล่อยให้ “เศรษฐกิจหยุด” จะทำให้ฟื้นขึ้นมาค่อนข้างยาก โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันทั้งนโยบายการเงิน การคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรืออัตราดอกเบี้ยที่สามารถลดได้จากระดับปัจจุบัน 1.75% ต่อปี มองว่ามีช่องที่จะลดได้ “ลดเร็ว ดีกว่าลดช้า” เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกและผู้ประกอบการ
2.ต้องรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว หรือเริ่มถดถอย ทำให้นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่น ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุน และส่งผลต่อไปยังการใช้สินเชื่อ และ 3.บริหารความขัดแย้งภายในประเทศให้อยู่ในกรอบ หากรุนแรงและลุกลามจะเป็นปัญหาซ้ำเติมกับเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ไปอีก
สู่โหมดบริหารวิกฤต
“หัวใจสำคัญ คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ และนำเงินที่ได้จากเศรษฐกิจที่หมุนได้ ไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องยอมรับว่าการเจรจาการค้า ไม่มีใครที่จะไม่ได้รับผลกระทบเลย โดยคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) จะทำข้อเสนอเหล่านี้เช่นกัน ในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และภาครัฐจะต้องเปลี่ยนการทำงานเป็นโหมดการบริหารวิกฤตที่กำลังรออยู่ข้างหน้า”
เพราะเชื่อว่า ทรัมป์ จะมีมาตรการอื่น ๆ มาเพิ่มเติมแน่นอน โดยเมื่อทรัมป์เห็นว่า ตลาดหุ้น-ผู้ประกอบการ และคนของสหรัฐรับได้ ก็จะมีมาตรการอื่น ๆ ตามมา เช่น การขึ้นภาษีสินค้ารายตัว หรือการปรับขึ้นภาษีสินค้าผ่านแดน เป็นต้น
ปกป้องทุกอย่างไม่ได้
คำถามว่าไทยควรเสนอภาษี 0% สินค้าสหรัฐเหมือนเวียดนามหรือไม่ ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า ไทยอาจไม่จำเป็นต้องทำตามเวียดนามก็ได้ แต่ให้ได้ในอัตราที่เอกชน-ผู้ประกอบการสู้ได้ ซึ่งจากการสอบถามและสำรวจมุมมองเอกชนพบว่า เอกชนไม่ต้องการให้อัตราภาษีแตกต่างกับประเทศอื่นมากนัก เช่น ได้อัตรา 25% มีส่วนต่างกับเวียดนามอยู่ที่ 5% อยู่ในวิสัยที่ภาคเอกชนสามารถบริหารจัดการทางด้านต้นทุน กำไรได้ แต่ถ้าส่วนต่างถึง 10-16% เป็นเรื่องที่ยากมากที่เอกชนจะบริหารจัดการเพราะส่วนต่างกำไรหายไปค่อนข้างมาก
“เรามีเวลาถึง 1 ส.ค. 68 ที่จะทำข้อเสนอไปใหม่ อาจไม่ต้องให้ทุกอย่างเหมือนเวียดนาม แต่ปรับลงมาในอัตราที่เอกชนสู้ได้ หรือบางเซ็กเตอร์ที่ให้ได้ รัฐบาลก็เอาเงินมาเยียวยาผลกระทบ เช่น กลุ่มไวน์ สหรัฐโดนภาษีรวมแล้ว 400% แม้ว่าจะมีผู้ผลิตไวน์ในไทยแต่ไม่เยอะก็นำเงินมาเยียวยากลุ่มนี้ได้ หรือกลุ่มรถยนต์ที่สหรัฐอยากได้ อย่างไรก็ดี มองว่าการแข่งขันก็ไม่ได้ไม่ดีเสมอไป หรือปกป้องมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป”
ดร.กอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในครั้งนี้ผลกระทบต่อตลาดทุนไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวต่อเนื่องตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศครั้งแรกวันที่ 2 เมษายน 2568 และหากดูผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้รุนแรง ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงเล็กน้อย 0.9%
เสียหายมากกว่ายอดส่งออก
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า จากที่โดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งไทยโดนภาษีตอบโต้ 36% มีผล 1 สิงหาคมนี้ ถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายสุด และที่สำคัญ ภาษีสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม ตอนนี้ทีมไทยแลนด์ต้องคิดว่าจะเอาอะไรไปเสนอเพิ่มเติม และทุกฝ่ายต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก
โดยความเสียหายมากกว่ายอดส่งออก เพราะภาคส่งออกไทยพึ่งพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐพึ่งพาไทย สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ประมาณ 18% ของมูลค่าส่งออกไทย (กว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์) ถ้าไทยโดนภาษี 36% คู่แข่งอย่างเวียดนาม และเม็กซิโก พร้อมเสียบ คำสั่งซื้อของไทยอาจหายทันที โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง
ขณะที่ภาคการผลิต ที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว อาจโดนซ้ำเติม แรงงานเสี่ยงโดนเลิกจ้าง หรือต้องย้ายสายการผลิตไปประเทศภาษีต่ำ นอกจากนี้ เสน่ห์ของการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จะหายไป จะเกิดคำถามจากนักลงทุนว่า “ตั้งโรงงานในไทยแล้วต้องโดนภาษี 36% ทำไมไม่ไปเวียดนาม ?” และอาจส่งผลให้เงินลงทุนเทคโนโลยี EV-AI อาจไหลออกตั้งแต่ยังไม่เปิดสายการผลิต
โดนบังคับให้เลือก
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังโดนบังคับให้เลือก (Trade Off) ระหว่างภาคส่งออกซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย กับการเปิดตลาดให้สหรัฐเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยปกป้องมากที่สุดทั้งภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี คือภาคเกษตร แม้มีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไม่มาก แต่จ้างงานจำนวนมาก และมีผลต่อธุรกิจใหญ่เล็กมหาศาล ดังนั้นการเปิดตลาดคงกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมากแน่ ๆ และอีกเงื่อนไขสำคัญ คือการป้องกันสินค้าจีน “สวมสิทธิ” ซึ่งอาจจะทำให้กระทบความสัมพันธ์กับจีน
และอีกประเด็นสำคัญคือ ปัญหาการเมืองภายใน อาจยากกว่าเจรจานอกบ้าน ในภาวะที่การเมืองขาดเอกภาพ และเสถียรภาพ การทำงาน 3 กระทรวงหลักอยู่คนละพรรค คำถามคือใครจะเป็นคนเคาะ และจะเคาะได้หรือไม่ ยังไม่นับว่าบางข้อเสนออาจจะผ่านสภาอีก
หาทางออก “ไม่มี Win-Win”
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า เมื่อการเจรจาแบบ Win-Win น่าจะเป็นไปได้ยาก อาจจะต้องหาทาง Give and Take และพิจารณาถึงผลกระทบในแต่ละทางเลือกอย่างรอบด้าน และหาทางชดเชยผลกระทบ และพยายามเข้าใจสิ่งที่สหรัฐต้องการก่อน จากกรณีของเวียดนาม เข้าใจว่าสหรัฐต้องการให้ไทยเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐ ลดภาษีนำเข้า ยกเลิก Nontariff Barrier และจัดการกับเรื่องสินค้าสวมสิทธิ ซึ่งไทยต้องพิจารณาผลกระทบของแต่ละเรื่องอย่างเข้าใจจริง ๆ และเปรียบเทียบต้นทุนแต่ละทางเลือก
สิ่งสำคัญต้องหาทางออกเรื่อง Transshipment แบบเอาจริง เงื่อนไขคืออะไร ทำได้จริงหรือไม่ พร้อมกับหาทางเปิดเสรีด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีมาตรการลดผลกระทบอย่างน้อยในระยะสั้น และหาวิธีชดเชยความเสียหาย รวมทั้งต้องสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจประเด็น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาทางเลือก
นอกจากนี้ ดร.พิพัฒน์เสนอให้ตั้ง War Room รวมกระทรวงคลัง-พาณิชย์-เกษตรฯ และภาคเอกชน เพื่อให้การตัดสินรวดเร็ว ส่งสัญญาณชัดแก่สหรัฐ และนักลงทุนว่าประเทศไทย “เอาจริง” รวมถึงเร่งกระจายตลาดส่งออก ใช้ RCEP, CPTPP, GCC เร่งทำ FTA กับกลุ่มประเทศใหญ่อย่าง EU เพื่อกระจายตลาดจากสหรัฐ
อัญมณีโอดส่งออกลำบาก
นายสมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากภาษีทรัมป์ ในส่วนของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปในตลาดสหรัฐ มองว่าในครึ่งปีหลังจะส่งออกลำบากขึ้น คำสั่งซื้อมีโอกาสที่จะชะลอตัว ถ้าเทียบจากช่วงครึ่งปีแรกที่มีคำสั่งซื้อและการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ตลาดสหรัฐถือว่าเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ปี 2567 มีการส่งออกราว 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากประเทศไทยถูกเก็บอัตราภาษีที่ 36% ก็เชื่อว่าการส่งออกของไทยจากนี้จะยากขึ้น และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ว่าถูกจัดเก็บในอัตราเท่าไหร่ ส่วนการขยายสู่ตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ ก็ยังเป็นเรื่องยาก
ส่งออกวูบ 6.6 แสนล้าน
นายวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล เลขาธิการ กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนยังคงติดตามการเจรจาของทีมไทยแลนด์ เพื่อขอให้ทรัมป์ลดภาษีกับสินค้าไทย ท่าทีขณะนี้ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยดีนัก ไม่ผิดจากที่คาดการณ์เอาไว้ และก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ไทยน่าจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 25-30% แม้ว่าล่าสุดจะยืนยันที่ 36% ก็อยู่ที่การเจรจารอบต่อไป
ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่ไทยถูกสหรัฐเก็บอัตราภาษีที่ 36% มองว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐมูลค่าจะลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา โดยปี 2567 มูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐอยู่ที่ 63,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้ประเมินว่าจะเหลือ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หายไปประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 660,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่ไปตลาดสหรัฐ อย่างเช่น สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนสินค้ากลุ่มเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้สด ผักสด ประมง เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้มีแนวโน้มที่ผู้นำเข้าจากสหรัฐจะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่มีภาษีถูกกว่าไทย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือกลุ่มประเทศ CLMV
จีดีพีไทยเหลือขยายตัว 1%
“ไทยจะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน จากการถูกเก็บภาษี 36% ประกอบกับต้นทุนการผลิตของไทยก็ยังสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้มีโอกาสว่า สหรัฐจะมีคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยลดลง อีกทั้งมีโอกาสว่ากำลังการผลิตสินค้าในประเทศไทยจะชะลอตัว การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในประเทศมีโอกาสลดลง นักลงทุนที่ลงทุนในไทยอยู่ก็มีโอกาสที่จะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราภาษีถูกกว่า”
นายอัทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โอกาสที่ไทยจะถูกเก็บภาษีต่ำกว่า 36% เป็นไปได้ยาก จากระยะเวลาการเจรจาที่เหลือ ก่อนที่จะครบกำหนด 1 สิงหาคมนี้ ที่สหรัฐมีการประกาศไว้ โดยจากปัญหาที่เกิดขึ้น คาดว่าจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 เหลือเพียง 1% ขณะที่ภาพรวมส่งออกของไทยในตลาดโลกอาจโตต่ำกว่า 5% สิ่งที่ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาดูแลคือ การวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น
สั่งทูตพาณิชย์ช่วยผู้ส่งออก
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงสำนักงานการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ศึกษาจัดเตรียมข้อมูลในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงการหาตลาดใหม่เพื่อผลักดันการส่งออก ซึ่งจะมีการวัดเคพีไอให้กับทูตพาณิชย์ด้วย โดยแผนการเยียวยาผู้ประกอบการจะเดินหน้าทันที ไม่ให้ล่าช้า พร้อมร่วมงานกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการหารือเพื่อรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกของไทยไปในตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 27,098 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.2% โดยพบว่า สินค้าส่งออกสำคัญของไทยในตลาดสหรัฐ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง โทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
ส่งออกเสียหายยับ 9 แสนล้าน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐในเบื้องต้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็ก และอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท
“ขณะนี้ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีหลายพันรายการ เชื่อว่าหากสหรัฐได้พิจารณาอีกครั้งน่าจะมีผลไปในทิศทางบวก”
สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ส.อ.ท.จะมีการประชุมเร่งด่วนภายในร่วมกับ 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ก่อน เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายกลุ่ม และจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม หลังจากนั้น ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะรีบเร่งประชุมร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการตั้งรับต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยปรับแผนดีลใหม่-สู้ต่อ ยอมลดภาษีให้สหรัฐ 0% ผวาต่างชาติถอนลงทุน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net