โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไทยปรับแผนดีลใหม่-สู้ต่อ ยอมลดภาษีให้สหรัฐ 0% ผวาต่างชาติถอนลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 23.22 น.
โดนัลด์ ทรัมป์-พิชัย ชุณหวชิร

ช็อก ! ทรัมป์ส่งจดหมายเก็บภาษีตอบโต้ 36% บีบเจรจายื่นข้อเสนอเพิ่มเติม ก่อนเส้นตายใหม่ 1 สิงหาคม “พิชัย” หัวหน้าทีมเจรจาปรับแผนหามาตรการเพิ่ม ยัน “สู้ต่อ-สู้ไม่ถอย” พร้อมข้อเสนอภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐกว่า 90% ที่ไทยนำเข้า ดร.พิพัฒน์-KKP ชี้ภาษี 36% ความเสียหายมากกว่าตัวเลขส่งออก หวั่นสะเทือน FDI ต่างชาติถอนการลงทุนเพราะต้นทุนภาษีสูงกว่าเพื่อนบ้าน ดร.กอบศักดิ์ แนะรัฐบาลเปลี่ยนสู่โหมด “บริหารวิกฤต” เสนอใช้ทุกนโยบายประคองไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก ขณะที่ผู้ส่งออกไทยช็อก กระทบหนักเสียเปรียบเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเวียดนาม ส.อ.ท.คาดส่งออกเสียหายยับ 8-9 แสนล้านบาท

ภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐ 90%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐส่งจดหมายเรียกเก็บภาษีนําเข้าจากไทย 36% ว่า มี 10 กว่าประเทศ ที่สหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษี โดยให้ประเทศเหล่านี้เร่งเจรจา ก่อนวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ดังนั้น ต้องใช้เวลาช่วงนี้ทำงานให้หนักขึ้น มั่นใจว่าข้อมูลที่ส่งไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้ปฏิบัติฝ่ายสหรัฐได้รับแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ขณะที่ทรัมป์ส่งหนังสือที่ประกาศขึ้นอัตราภาษีออกมานั้น เป็นไปตามกระบวนการเพราะหากไม่ประกาศก็จะทำงานไม่ได้ โดยยังมั่นใจว่าการเจรจาจะทำให้อัตราภาษีตอบโต้ไทยอยู่ในกลุ่มระดับเดียวกันและสามารถแข่งขันได้

“สำหรับข้อเสนอใหม่ เราลดภาษีนำเข้าให้กับอเมริกา ในสินค้ามากกว่า 90% ของจำนวนสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐ โดยส่วนใหญ่จะได้อัตราภาษีที่ 0% ส่วนสินค้าอีก 10% เท่านั้นที่ไม่สามารถลดภาษีได้ เนื่องจากจะกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ โดยมีรายการจำนวนมากผ่านการทำ FTA อยู่แล้ว ในอัตรา 0% จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้กับสหรัฐเหมือนประเทศอื่น”

มากกว่าภาษี-ดีลความร่วมมือ

“เราไม่ได้ไปขอลดอัตราภาษีจาก 36% แต่เจรจาว่าจะมีความร่วมมืออย่างไรบ้าง ส่วนสินค้าที่เรานำเข้ามานั้นจะมีหน้าตาอย่างไร สหรัฐได้นำเรื่องนี้ไปพิจารณา และทำงานร่วมกับไทย และสหรัฐจะตอบว่าอัตราเท่าไร เชื่อว่าจะไม่ใช่อัตราเดียว อาจจะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสินค้านั้น ๆ” นายพิชัยกล่าว

สำหรับไทม์ไลน์ที่สหรัฐจะตอบข้อเสนอฝ่ายไทยนั้น นายพิชัยระบุว่า ไทยไปวางไทม์ไลน์ไม่ได้ สหรัฐแจ้งให้ทราบแล้ว และจะเป็นผู้กำหนดเอง ว่าอัตราเท่าไร ให้มีการเจรจาไปเรื่อย ๆ และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับ ในข้อเสนอที่ดีและเปิดเผย

นายพิชัยปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้เดินเกมช้า การเจรจามีคนทำงาน 2 ระดับ คือ ระดับนโยบายส่งข้อความมา ส่วนระดับปฏิบัติการก็ทำงานไป แม้ว่าเพิ่งเดินทางไปสหรัฐช่วง 1-3 ก.ค. แต่ก่อนหน้านั้น 1 เดือนก็มีเจรจาลงรายละเอียดถึงรายการสินค้า และข้อเสนอว่าสหรัฐต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ไทยปรับแผนใหม่-สู้ต่อ

หัวหน้าคณะเจรจาบอกด้วยว่า การค้าขายในโลกนี้ต้องปรับกันใหม่ ส่วนการเยียวยาผู้ประกอบการนั้น อยู่ในแผนเตรียมการอยู่แล้ว แต่ผู้ส่งออกก็ได้รับผลกระทบและอาจจะชะลอไป ส่วนจะมีการใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ เยียวยาผู้ประกอบการหรือไม่นั้น ต้องดูความจำเป็น และยังมีแหล่งเงินอื่นที่จะลงมาช่วยได้ ทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือ

“เชื่อว่าข้อเสนอของไทยครั้งนี้จะได้รับข่าวดี เนื่องจากคำอธิบาย วัดผล และปฏิบัติได้” นายพิชัยกล่าว

นอกจากนี้ในช่วงบ่าย วันที่ 8 กรกฎาคม นายพิชัยได้โพสต์โซเชียลระบุว่า “ทีมเจรจาสู้แล้ว สู้ต่อ สู้ไม่ถอย”

พร้อมระบุว่า “ทางสหรัฐยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอล่าสุดของไทย เราจะไม่หยุด จะสู้ต่อไป จะหามาตรการเพิ่มหาทางออกเพิ่มเพื่อให้มั่นใจว่าได้สู้ถึงที่สุดเพื่อให้ประเทศไทยได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

นอกจากนี้ได้นายพิชัย ย้ำว่าขณะนี้สหรัฐยังเห็บภาษีไทย อยู่ที่ 10% เหมือนเดิมจนถึง 31ก.ค. และตอนนี้อเมริกาเปิดโอกาสให้ไทยเจรจา ถ้าไทยเปิดตลาดให้สหรัฐมากขึ้น ลดภาษีและกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลง สหรัฐก็พร้อมทบทวนอัตราภาษีให้ไทยใหม่

ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบว่า มีหลายสถานการณ์ที่ต้องประเมิน อยู่ในระหว่างการพิจารณา เพราะอัตราภาษีเพิ่งออกมา 36% ก็สูงกว่าประเทศอื่น รวมทั้งต้องประเมินสถานการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 และ 4 จะออกมาอย่างไร เพราะยังมีสินค้าบางตัวที่ยังคงแข่งได้ภายใต้อัตราภาษีนี้

ผวาต่างชาติถอนการลงทุน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัว 3.1% แต่หากดูไส้ในเศรษฐกิจน่ากังวลใจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตโตเฉลี่ย 0.5% สะท้อนการปิดโรงงาน ปิดสายพานการผลิต แม้ว่าจะมีการเปิดใหม่ แต่โรงงานของเก่ากำลังจะหายไป ทำให้ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรม (PMI) ติดลบตลอดเวลา

แม้ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ที่ 1.13 ล้านล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี จำนวนเม็ดเงินมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 97% แต่เมื่อไทยได้รับอัตราภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่ระดับ 36% ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียถึง 11% และเวียดนาม 16% ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนใจไปลงทุนตั้งโรงงานที่อื่นแทน เพราะโดนภาษีน้อยกว่า

“บริษัทที่มีการแจ้งการลงทุนกับบีโอไอจะเกิดการเปลี่ยนใจ ทำให้กระทบกับอนาคตเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการลงทุนบีโอไอจะช่วยสร้างการลงทุนในกลุ่ม New S-curve ใหม่ให้ไทย จะหายไปทันที”

นอกจากนี้ สิ่งที่ตามมาคือ ภาคการส่งออกจะเหนื่อยและคิดหนัก เพราะส่งออกไปสหรัฐจะมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะกรณีจีนโดนภาษีสินค้าราคาไม่สูงที่ระดับ 54% จะเห็นสินค้าเข้ามาขายตลาดอื่นมากขึ้นและกระทบกับไทย

ร่วมมือไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยจะต้องทำมี 3 เรื่อง คือ 1.การรักษาโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้ ไม่ต้องมากแค่เติบโตได้ 1% แต่ไม่หยุดชะงัก ถือว่าดีแล้ว เพราะหากปล่อยให้ “เศรษฐกิจหยุด” จะทำให้ฟื้นขึ้นมาค่อนข้างยาก โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันทั้งนโยบายการเงิน การคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรืออัตราดอกเบี้ยที่สามารถลดได้จากระดับปัจจุบัน 1.75% ต่อปี มองว่ามีช่องที่จะลดได้ “ลดเร็ว ดีกว่าลดช้า” เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกและผู้ประกอบการ

2.ต้องรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว หรือเริ่มถดถอย ทำให้นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่น ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุน และส่งผลต่อไปยังการใช้สินเชื่อ และ 3.บริหารความขัดแย้งภายในประเทศให้อยู่ในกรอบ หากรุนแรงและลุกลามจะเป็นปัญหาซ้ำเติมกับเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ไปอีก

สู่โหมดบริหารวิกฤต

“หัวใจสำคัญ คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ และนำเงินที่ได้จากเศรษฐกิจที่หมุนได้ ไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องยอมรับว่าการเจรจาการค้า ไม่มีใครที่จะไม่ได้รับผลกระทบเลย โดยคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) จะทำข้อเสนอเหล่านี้เช่นกัน ในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และภาครัฐจะต้องเปลี่ยนการทำงานเป็นโหมดการบริหารวิกฤตที่กำลังรออยู่ข้างหน้า”

เพราะเชื่อว่า ทรัมป์ จะมีมาตรการอื่น ๆ มาเพิ่มเติมแน่นอน โดยเมื่อทรัมป์เห็นว่า ตลาดหุ้น-ผู้ประกอบการ และคนของสหรัฐรับได้ ก็จะมีมาตรการอื่น ๆ ตามมา เช่น การขึ้นภาษีสินค้ารายตัว หรือการปรับขึ้นภาษีสินค้าผ่านแดน เป็นต้น

ปกป้องทุกอย่างไม่ได้

คำถามว่าไทยควรเสนอภาษี 0% สินค้าสหรัฐเหมือนเวียดนามหรือไม่ ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า ไทยอาจไม่จำเป็นต้องทำตามเวียดนามก็ได้ แต่ให้ได้ในอัตราที่เอกชน-ผู้ประกอบการสู้ได้ ซึ่งจากการสอบถามและสำรวจมุมมองเอกชนพบว่า เอกชนไม่ต้องการให้อัตราภาษีแตกต่างกับประเทศอื่นมากนัก เช่น ได้อัตรา 25% มีส่วนต่างกับเวียดนามอยู่ที่ 5% อยู่ในวิสัยที่ภาคเอกชนสามารถบริหารจัดการทางด้านต้นทุน กำไรได้ แต่ถ้าส่วนต่างถึง 10-16% เป็นเรื่องที่ยากมากที่เอกชนจะบริหารจัดการเพราะส่วนต่างกำไรหายไปค่อนข้างมาก

“เรามีเวลาถึง 1 ส.ค. 68 ที่จะทำข้อเสนอไปใหม่ อาจไม่ต้องให้ทุกอย่างเหมือนเวียดนาม แต่ปรับลงมาในอัตราที่เอกชนสู้ได้ หรือบางเซ็กเตอร์ที่ให้ได้ รัฐบาลก็เอาเงินมาเยียวยาผลกระทบ เช่น กลุ่มไวน์ สหรัฐโดนภาษีรวมแล้ว 400% แม้ว่าจะมีผู้ผลิตไวน์ในไทยแต่ไม่เยอะก็นำเงินมาเยียวยากลุ่มนี้ได้ หรือกลุ่มรถยนต์ที่สหรัฐอยากได้ อย่างไรก็ดี มองว่าการแข่งขันก็ไม่ได้ไม่ดีเสมอไป หรือปกป้องมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในครั้งนี้ผลกระทบต่อตลาดทุนไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวต่อเนื่องตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศครั้งแรกวันที่ 2 เมษายน 2568 และหากดูผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้รุนแรง ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงเล็กน้อย 0.9%

เสียหายมากกว่ายอดส่งออก

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า จากที่โดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งไทยโดนภาษีตอบโต้ 36% มีผล 1 สิงหาคมนี้ ถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายสุด และที่สำคัญ ภาษีสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม ตอนนี้ทีมไทยแลนด์ต้องคิดว่าจะเอาอะไรไปเสนอเพิ่มเติม และทุกฝ่ายต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก

โดยความเสียหายมากกว่ายอดส่งออก เพราะภาคส่งออกไทยพึ่งพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐพึ่งพาไทย สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ประมาณ 18% ของมูลค่าส่งออกไทย (กว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์) ถ้าไทยโดนภาษี 36% คู่แข่งอย่างเวียดนาม และเม็กซิโก พร้อมเสียบ คำสั่งซื้อของไทยอาจหายทันที โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง

ขณะที่ภาคการผลิต ที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว อาจโดนซ้ำเติม แรงงานเสี่ยงโดนเลิกจ้าง หรือต้องย้ายสายการผลิตไปประเทศภาษีต่ำ นอกจากนี้ เสน่ห์ของการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จะหายไป จะเกิดคำถามจากนักลงทุนว่า “ตั้งโรงงานในไทยแล้วต้องโดนภาษี 36% ทำไมไม่ไปเวียดนาม ?” และอาจส่งผลให้เงินลงทุนเทคโนโลยี EV-AI อาจไหลออกตั้งแต่ยังไม่เปิดสายการผลิต

โดนบังคับให้เลือก

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังโดนบังคับให้เลือก (Trade Off) ระหว่างภาคส่งออกซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย กับการเปิดตลาดให้สหรัฐเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยปกป้องมากที่สุดทั้งภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี คือภาคเกษตร แม้มีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไม่มาก แต่จ้างงานจำนวนมาก และมีผลต่อธุรกิจใหญ่เล็กมหาศาล ดังนั้นการเปิดตลาดคงกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมากแน่ ๆ และอีกเงื่อนไขสำคัญ คือการป้องกันสินค้าจีน “สวมสิทธิ” ซึ่งอาจจะทำให้กระทบความสัมพันธ์กับจีน

และอีกประเด็นสำคัญคือ ปัญหาการเมืองภายใน อาจยากกว่าเจรจานอกบ้าน ในภาวะที่การเมืองขาดเอกภาพ และเสถียรภาพ การทำงาน 3 กระทรวงหลักอยู่คนละพรรค คำถามคือใครจะเป็นคนเคาะ และจะเคาะได้หรือไม่ ยังไม่นับว่าบางข้อเสนออาจจะผ่านสภาอีก

หาทางออก “ไม่มี Win-Win”

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า เมื่อการเจรจาแบบ Win-Win น่าจะเป็นไปได้ยาก อาจจะต้องหาทาง Give and Take และพิจารณาถึงผลกระทบในแต่ละทางเลือกอย่างรอบด้าน และหาทางชดเชยผลกระทบ และพยายามเข้าใจสิ่งที่สหรัฐต้องการก่อน จากกรณีของเวียดนาม เข้าใจว่าสหรัฐต้องการให้ไทยเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐ ลดภาษีนำเข้า ยกเลิก Nontariff Barrier และจัดการกับเรื่องสินค้าสวมสิทธิ ซึ่งไทยต้องพิจารณาผลกระทบของแต่ละเรื่องอย่างเข้าใจจริง ๆ และเปรียบเทียบต้นทุนแต่ละทางเลือก

สิ่งสำคัญต้องหาทางออกเรื่อง Transshipment แบบเอาจริง เงื่อนไขคืออะไร ทำได้จริงหรือไม่ พร้อมกับหาทางเปิดเสรีด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีมาตรการลดผลกระทบอย่างน้อยในระยะสั้น และหาวิธีชดเชยความเสียหาย รวมทั้งต้องสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจประเด็น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาทางเลือก

นอกจากนี้ ดร.พิพัฒน์เสนอให้ตั้ง War Room รวมกระทรวงคลัง-พาณิชย์-เกษตรฯ และภาคเอกชน เพื่อให้การตัดสินรวดเร็ว ส่งสัญญาณชัดแก่สหรัฐ และนักลงทุนว่าประเทศไทย “เอาจริง” รวมถึงเร่งกระจายตลาดส่งออก ใช้ RCEP, CPTPP, GCC เร่งทำ FTA กับกลุ่มประเทศใหญ่อย่าง EU เพื่อกระจายตลาดจากสหรัฐ

อัญมณีโอดส่งออกลำบาก

นายสมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากภาษีทรัมป์ ในส่วนของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปในตลาดสหรัฐ มองว่าในครึ่งปีหลังจะส่งออกลำบากขึ้น คำสั่งซื้อมีโอกาสที่จะชะลอตัว ถ้าเทียบจากช่วงครึ่งปีแรกที่มีคำสั่งซื้อและการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ตลาดสหรัฐถือว่าเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ปี 2567 มีการส่งออกราว 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากประเทศไทยถูกเก็บอัตราภาษีที่ 36% ก็เชื่อว่าการส่งออกของไทยจากนี้จะยากขึ้น และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ว่าถูกจัดเก็บในอัตราเท่าไหร่ ส่วนการขยายสู่ตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ ก็ยังเป็นเรื่องยาก

ส่งออกวูบ 6.6 แสนล้าน

นายวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล เลขาธิการ กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนยังคงติดตามการเจรจาของทีมไทยแลนด์ เพื่อขอให้ทรัมป์ลดภาษีกับสินค้าไทย ท่าทีขณะนี้ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยดีนัก ไม่ผิดจากที่คาดการณ์เอาไว้ และก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ไทยน่าจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 25-30% แม้ว่าล่าสุดจะยืนยันที่ 36% ก็อยู่ที่การเจรจารอบต่อไป

ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่ไทยถูกสหรัฐเก็บอัตราภาษีที่ 36% มองว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐมูลค่าจะลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา โดยปี 2567 มูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐอยู่ที่ 63,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้ประเมินว่าจะเหลือ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หายไปประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 660,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่ไปตลาดสหรัฐ อย่างเช่น สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนสินค้ากลุ่มเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้สด ผักสด ประมง เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้มีแนวโน้มที่ผู้นำเข้าจากสหรัฐจะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่มีภาษีถูกกว่าไทย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือกลุ่มประเทศ CLMV

จีดีพีไทยเหลือขยายตัว 1%

“ไทยจะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน จากการถูกเก็บภาษี 36% ประกอบกับต้นทุนการผลิตของไทยก็ยังสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้มีโอกาสว่า สหรัฐจะมีคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยลดลง อีกทั้งมีโอกาสว่ากำลังการผลิตสินค้าในประเทศไทยจะชะลอตัว การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในประเทศมีโอกาสลดลง นักลงทุนที่ลงทุนในไทยอยู่ก็มีโอกาสที่จะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราภาษีถูกกว่า”

นายอัทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โอกาสที่ไทยจะถูกเก็บภาษีต่ำกว่า 36% เป็นไปได้ยาก จากระยะเวลาการเจรจาที่เหลือ ก่อนที่จะครบกำหนด 1 สิงหาคมนี้ ที่สหรัฐมีการประกาศไว้ โดยจากปัญหาที่เกิดขึ้น คาดว่าจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 เหลือเพียง 1% ขณะที่ภาพรวมส่งออกของไทยในตลาดโลกอาจโตต่ำกว่า 5% สิ่งที่ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาดูแลคือ การวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น

สั่งทูตพาณิชย์ช่วยผู้ส่งออก

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงสำนักงานการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ศึกษาจัดเตรียมข้อมูลในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงการหาตลาดใหม่เพื่อผลักดันการส่งออก ซึ่งจะมีการวัดเคพีไอให้กับทูตพาณิชย์ด้วย โดยแผนการเยียวยาผู้ประกอบการจะเดินหน้าทันที ไม่ให้ล่าช้า พร้อมร่วมงานกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการหารือเพื่อรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกของไทยไปในตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 27,098 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.2% โดยพบว่า สินค้าส่งออกสำคัญของไทยในตลาดสหรัฐ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง โทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

ส่งออกเสียหายยับ 9 แสนล้าน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐในเบื้องต้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็ก และอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท

“ขณะนี้ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีหลายพันรายการ เชื่อว่าหากสหรัฐได้พิจารณาอีกครั้งน่าจะมีผลไปในทิศทางบวก”

สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ส.อ.ท.จะมีการประชุมเร่งด่วนภายในร่วมกับ 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ก่อน เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายกลุ่ม และจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม หลังจากนั้น ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะรีบเร่งประชุมร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการตั้งรับต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยปรับแผนดีลใหม่-สู้ต่อ ยอมลดภาษีให้สหรัฐ 0% ผวาต่างชาติถอนลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...