โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

23 วันอันตราย! เปิดเสรีให้สหรัฐฯ หรือ โดนภาษี 36% เลือกแบบไหนก็เจ็บ

Amarin TV

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.06 น.
23 วันอันตราย! สำหรับเศรษฐกิจไทย การเจรจากับสหรัฐหากเปิดเสรีให้สหรัฐฯ หรือ โดนภาษี 36% เลือกแบบไหนก็เจ็บ

นับถอยหลังจากวันนี้ 9 ก.ค.2568 เส้นตายเดิมที่สหรัฐฯ เคยประกาศว่า จะขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าที่เคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนแปลงตลอดล่าสุดเส้นตายใหม่คือ 1 ส.ค.2568 ซึ่งจากนี้เหลือเวลาอีก 23 วันเท่านั้น ! ทรัมป์ประกาศย้ำว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายวันอีกแล้ว…จริงหรือไม่? ตอบไม่ได้ รู้แต่ว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย

เพราะในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ถือว่า ปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯได้สำเร็จคือ สหราชอาณาจักรโดนภาษี 10% และเวียดนาม 20% ส่วนจีนก็ถือว่า เพียงแค่ลดดีกรีภาษีที่เคยร้อนแรงทะลุ 100 % ลงมาหน่อยเท่านั้นและก็ยังคงเป็นคู่กรณีทางการค้ากันต่อไป

คำถามสำคัญคือ เราเหลือทางเลือกอะไรบ้างในการไปเจรจากับสหรัฐเพื่อให้ภาษีลดลง และ ผลกระทบกับสิ่งที่เศรษฐกิจไทยจต้องเผชิญเป็นอย่างไรบ้างหากถึงเส้นใต้แล้วไทยโดนภาษี 36%? SPOTLIGHT สรุปมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มองว่า การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯครั้งนี้ “เป็นเรื่องยากของรัฐบาลไทย” แน่นอน

ดร.พิพัฒน์มองว่า ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาพอจะอ่านความต้องการของสหรัฐฯว่า ต้องการใช้สถานะของการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก แก้ไขความเสียเปรียบทางการค้าที่ทรัมป์มองว่า กำลังเผชิญอยู่ เพราะสหรัฐฯเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าสูงที่สุดในโลกถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่มีประเทศไหนขาดดุลการค้ามากขนาดนี้ แม้ประเทศที่ขาดดุลการค้าอันดับ 2-10 รวมกันก็ยังไม่ขาดดุลการค้าเท่ากับที่สหรัฐฯขาดดุล นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้สหรัฐฯต้องใช้เกมนี้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือ และตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคือการเจรจาต่อรองของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯออกเป็น 3 กลุ่ม

1. กลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐมาก 14 ประเทศ - ซึ่งได้รับจดหมมายแจ้งอัตราภาษีแล้ว รวมถึงไทย 36% มีผล 1 สิงหาคมนี้ กลุ่มประเทศเหล่านี้สะท้อนว่า 3 เดือนที่ผ่านมาการเจรจาต่อรองไม่ประสบความสำเร็จ 23 วันจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากว่า จะปิดดีลที่ภาษีเท่าไหร่ ซึ่งในกลุ่มนี้รวมถึงประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ที่เห็นการเจรจราคืบหน้ามาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็ยังโดนภาษีที่สูง สะท้อนว่า การเจรจารัฐบาลไทย ต้องอ่านความต้องการของสหรัฐฯให้ออกว่า แท้จริงแล้วต้องการอะไร?

2. กลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯเล็กน้อย - กลุ่มนี้คาดว่าจะมีจำนวนมาก และเชื่อว่าในอีกอีกสักระยะนึง สหรัฐฯน่าจะออกจดหมายเป็นจํานวนมากราวร้อยฉบับ ซึ่งอาจจะได้ภาษี 10%

3. กลุ่มประเทศ ในสหภาพยุโรป หรือ อินเดีย ซึ่งมีข่าวในการเจรจากันมาตลอด

สหรัฐฯต้องการอะไร? …. อ่านเกมจากจดหมายที่ส่งหาคู่ค้า

ดร.พิพัฒน์ วิเคราะห์ว่า ไส้ในของจดหมายพูดค่อนข้างชัดในประเด็น ที่สหรัฐฯต้องการแก้ไขปัญหาการขาดดุลทางการค้า และต้องการดึงการลงทุนให้กลับไปในสหรัฐฯ โดยหากลงรายละเอียดถึงความต้องการของสหรัฐฯเน้น3เรื่อง

1. Tarrift Barrier คืออัตราภาษีนําเข้าของแต่ละประเทศที่คิดกับสหรัฐฯ
2. NonTarrift Barrier คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่อัตราภาษี
3. มาตรการในการเข้มงวดกับการสวมสิทธิ์ - ข้อนี้มีความชัดเจนที่ไม่ต้องการให้จีนมาสวมสิทธิ์ส่งสินค้าเข้ามาในสหรัฐผ่านประเทศต่างๆ กรณีชัดจน ที่ดีลของเวียดนาม ภาษี 20% แต่ถ้าเป็นสินค้าสวมสิทธิ์โดนภาษี 40%

ทางเลือก ทางรอด ในการเจรจาของทีมไทยแลนด์

การที่ประเทศไทยโดนภาษี 36% เป็นการสะท้อนว่า สหรัฐฯยังไม่พอใจกับข้อเสนอจากฝ่ายไทย แสดงว่า ไทยอาจจะต้องนําเสนอข้อเสนอเพิ่ม ซึ่งหากดูจากกรณีเวียดนาม ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ extreme เพราะการเปิดตลาดให้สหรัฐฯประเทศเดียวหมดเลย อาจจะทำให้มีประเด็นกับ WTO ได้ ซึ่งไทยอาจไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดเวียดนาม

เราสามารถอ้างอิงจาก USTR Report Trade Barrier จะพบว่า ไทยเก็บอัตราภาษีสินค้านําเข้าจากสหรัฐฯเยอะกว่าสินค้าที่สหรัฐฯ เก็บกับสินค้าไทยมาตั้งแต่ก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ามารับตำแหน่งแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตร เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ธัญพืช กลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม ภาษีสูง 30-50%

และนอกจากภาษีแล้วไทยยังมีกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำการค้าของสหรัฐ เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยที่เราเคลมว่า มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้าง และสหรัฐได้ทวงถามว่าต้องปรับลดลงในระดับใด แต่ไทยกลับยังไม่มีคำตอบ เท่ากับเรายังห้ามนำเข้าสินค้านี้อยู่

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการคุ้มครองทรัยพ์สินทางปัญญา รวมไปถึงปัญหาการคอร์รัปชั่นที่ทำให้ต้นทุนในการเข้ามาทำการค้าในไทยของสหรัฐฯมีต้นทุนที่สูง นอกจากเรื่องการค้าแล้วนโยบายที่ไทยเข้าร่วมกับกลุ่ม BRICS เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯให้ความสำคัญด้วยหรือไม่

ดร.พิพัฒน์ กำลังชี้ประเด็นว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ดูเป็นความต้องการของสหรัฐฯเราได้ดำเนินการหรือยัง ซึ่งอาจจะใช้เป็นข้อเสนอในการเจรจาได้เช่นกัน

เปิดเสรีสินค้าเกษตร งานยากที่ต้องเจรจากับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การเจรจาประเด็นเรื่องสินค้าเกษตร ที่หากเราเปิดเสรีให้สหรัฐฯ ก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างกับเกษตรกรไทย และ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพราะภาคเกษตรมีผลต่อ GDP ราว 8% แต่มีการจ้างงงานสูงถึง 30% ดังนั้นจะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทำให้ไม่ง่ายที่รัฐบาลจะต้องมีการเจรจากันภายในประเทศก่อนด้วย ทําให้เกิดกลไกในการชดเชย ความเสียหาย หรือว่า การเจรจาที่ทําให้เกิดการชดเชยกันและกันได้หรือไม่ เพื่อทําให้ solution เกิดได้เพื่อที่จะไปเจรจากับสหรัฐฯ เพราะประเด็นนี้จะกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและกลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์

“การเจรจาในระยะที่ผ่านมามันเป็นงานที่ค่อนข้างยากมากนะครับ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับชีวิตคน เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและแรงงานจํานวนมาก ผมเชื่อว่ากลไกในการพูดคุยเจรจาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝั่งเอกชนจะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก กระบวนการถึงจะเดินไปข้าง หน้าได้ และคงต้องยึดถือว่า อะไรที่ทําให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศ ต่อเศรษฐกิจ ต่อคนไทย ได้ มากที่สุด”

ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทย

ดร.พิฒน์ ระบุว่า การเจรจาของรัฐบาล ถ้าเราไม่สามารถประสบความสําเร็จในการเจรจาได้ แล้วโดนอัตราภาษี 36% ไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงที่สำคัญคือ เรามีภาษีที่สูงกว่าประเทศอื่นหรือไม่ ? เพราะที่ผ่านมาก่อนถึงเส้นตายทุกประเทศโดนในอัตรา 10% เท่ากัน แต่หากไทยโดน 36% มันเป็นอัตราที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ต้นทุนสินค้าไทยสูงขึ้นทันที และสุดท้ายราคาสินค้าจากไทยก็จะแพงขึ้น เมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่มาจากประเทศอื่นที่ภาษีต่ำกว่าไทย

ปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 18% - 19% ของการส่งออกทั้งหมด และส่งการส่งออกคิดเป็นประมาณ 50% ของ GDP ซึ่งถือว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ

ในแง่ตัวเลขผลต่อ GDP หากประเทศไทยต้องโดนภาษี 36% ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบราว 0.2% ที่เป็นตัวเลขไม่สูง เพราะในครึ่งปีแรกการส่งออกของไทยและเศรษฐกืจไทยยังขยายตัวได้ดี จากการเร่งการส่งออกก่อนภาษีมีผล แต่หากในปี 2569 เป็นต้นไปถ้าเราต้องโดนภาษีตลอดปี 36% GDP ไทยจะหายไปราว 0.4%

ส่วนผลกระทบกรณีที่ไทยต้องเปิดเสรีให้กับสหรัฐฯในสินค้าบางกลุ่ม เช่น หากเป็นสินค้าเกษตร ผลต่อ GDP ไทยอาจจะน้อยกว่า แต่ผลต่อผู้ที่เกียวข้องในประเทศจะมากกว่า เพราะเป็นผู้ประกอบการ เกษตรกรในประเทศ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการที่ไทยโดนผลกระทบจากภาษี 36% คือ ภาคการลงทุนจะลดลงด้วย โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนของต่างชาติเพื่อผลิตและส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ อาจจะไม่เข้ามาลงทุนใปประเทศไทยเพราะภาษีสูง

ดร.พิพัฒน์ปิดท้าย ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นภาวะที่ยากลำบากในการตัดสินใจเจรจาแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการคือ การต้องเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองให้แข็งแรงขึ้น หากเราไม่สามารถมีมาตรการดูแลผู้ประกอบการในประเทศได้มากเท่าอดีตที่ผ่านมา….23 วันจากนี้ไปการเจรจากับสหรัฐฯจึงมีความสำคัญต่อประเทศไทยจริง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...