โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทยผิดหวัง โดนภาษีทรัมป์ 36% สรุปตลอดเดือน มิ.ย.หุ้นไทยร่วง 5.2%

Amarin TV

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 04.39 น.
หุ้นไทย 8 ก.ค.ปรับย่อลงเล็กน้อย ดัชนียังไม่หลุด 1,100 จุด แม้สหรัฐฯจะแจ้งอัตราเก็บภาษีจากไทยในอัตรา 36% แล้วก็ตาม  ตลท.สรุปตลอดเดือน มิ.ย.ร่วง 5.2%

หุ้นไทย 8 ก.ค.ปรับย่อลงเล็กน้อย ดัชนียังไม่หลุด 1,100 จุด แม้ว่าสหรัฐฯจะแจ้งอัตราเก็บภาษีจากไทยในอัตรา 36% แล้วก็ตาม

บทวิเคราะห์จากฟินันเซีย คาดว่า SET Index จะปรับตัวในแดนลบ เข้าหากรอบ 1,100–1,115 จุด โดยมีปัจจัยกดดันจากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายถึงประเทศไทย ยืนยันเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 36% โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของความสำเร็จในการเจรจาการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราประเมินว่า กลุ่มหุ้นส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เกษตรกรรม และนิคมอุตสาหกรรม จะเผชิญแรงขายในระยะสั้น โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลไทยจะมีแนวทางยื่นข้อเสนอการค้าเพิ่มเติมต่อสหรัฐฯ อย่างไร ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ก่อนมาตรการภาษีจะเริ่มบังคับใช้

ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากไม่สามารถเจรจาให้มีการปรับลดอัตราภาษีลงได้ จะส่งผลกระทบต่อประมาณการ GDP ของไทยในปีนี้ ซึ่งตลาดคาดไว้ราว +2% y-y ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ระดับ 89.5 บาทต่อหุ้นก็อาจมีความเสี่ยงปรับตัวลง (Downside)

เรามองว่า หุ้นในกลุ่ม Domestic และ Defensive เช่น ค้าปลีก การแพทย์ อาหารพร้อมรับประทาน และโรงไฟฟ้า จะสามารถปรับตัวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดในภาวะความไม่แน่นอนนี้

นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เดิมที่ 18%

ด้านปัจจัยการเมือง ยังต้องติดตามพัฒนาการกรณีการถอนวาระพิจารณาโครงการ Entertainment Complex ออกจากสภา แต่มีแนวโน้มว่าอาจถูกแทนที่ด้วยการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งอาจเป็นประเด็นใหม่ที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนได้อีกครั้งในระยะข้างหน้า

ภาพรวมหุ้นไทย มิ.ย. ลดลง 5.2% จากต้นปีลงแล้ว 22.2%

หุ้นไทยผันผวนรับแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ SET ร่วงแรง 22.2% ครึ่งปีแรก จับตา Fund Flow - ปรับกลยุทธ์ Stay Invest - หวังเศรษฐกิจฟื้น

ตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2568 ปิดฉากลงด้วยความผันผวนสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ โดย SET Index ปิดที่ระดับ 1,089.56 จุด ลดลง 5.2% จากเดือนก่อนหน้า และถือเป็นการลดลงต่อเนื่องจากต้นปี คิดเป็น 22.2% สะท้อนแรงกดดันรอบด้านต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ตลาดหุ้นโลกถูกกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ – สหรัฐฯ คุยจบเวียดนาม

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนมิถุนายนได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งดันราคาน้ำมันให้อยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สร้างแรงกังวลด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศเริ่มมีความหวัง หลังจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้ากับเวียดนามอย่างไม่เป็นทางการ ถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ตกลงกับสหรัฐฯ ได้ในยุคของมาตรการภาษีใหม่นี้ สร้างแรงกระเพื่อมต่อแนวโน้มการค้าโลกในระยะถัดไป

ปัจจัยภายในประเทศ: ความกังวลทางการเมือง-ชายแดนกัมพูชา

ขณะที่ในประเทศ นักลงทุนไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากประเด็นการเมือง โดย ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องถอดถอนนายกรัฐมนตรี และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐในระยะสั้น

นอกจากนี้ ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด เนื่องจากส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภูมิภาคและกระทบภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

หุ้นไทยยังมีจุดแข็ง – วินัยการลงทุนคือคำตอบ

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระุบว่า ประสบการณ์ในอดีตชี้ว่า แม้ตลาดจะผันผวนจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดหุ้นมักจะฟื้นตัวกลับได้ภายในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจพื้นฐานแข็งแกร่ง

กลยุทธ์สำคัญในช่วงที่ตลาดผันผวนเช่นนี้คือการรักษาวินัยการลงทุน หรือ “Stay Invest” เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่พลาดโอกาสสำคัญ หากดัชนีตลาดสามารถพลิกกลับขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะถัดไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ปัจจัยบวกในประเทศ

อีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญคือ Fund Flow จากการเปิดขายกองทุน Thai ESGX ซึ่งดึงดูดเงินลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในช่วงปิดการเสนอขาย ช่วยพยุงตลาดในช่วงที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง

แม้ตลาดหุ้นจะอ่อนตัวลง แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด จากแรงขับเคลื่อนของภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบทุนไทยผ่านโครงการ “JUMP+” ที่สนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในมิติต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

สถิติสำคัญตลาดหุ้นไทย เดือนมิถุนายน 2568

  • SET Index ปรับลดลง 5.2% จากเดือนก่อนหน้า
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวม SET และ mai อยู่ที่ 39,663 ล้านบาท/วัน ลดลง 10.8% จากปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,856 ล้านบาท ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • มีหลักทรัพย์ใหม่เข้าจดทะเบียนใน mai คือ บมจ. นูทริชั่น โปรเฟส (NUT)
  • Forward P/E อยู่ที่ 11.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย (12.4 เท่า)
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 4.51% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย (3.30%)

ตลาด TFEX เดือน มิ.ย.68 เริ่มฟื้นตัว

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ในเดือนมิถุนายนมีสัญญาณฟื้นตัว โดยปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 442,877 สัญญา เพิ่มขึ้น 24.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม Single Stock Futures และ SET50 Index Futures

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมครึ่งปีแรก ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 438,459 สัญญา ลดลง 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...