โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คอซอวอ (Kosovo) : รอยกระสุน คราบน้ำตาและชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป

77kaoded

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 14.59 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.59 น. • 77Kaoded

กลับมา Explore กันต่อ กับเรื่องราวของ “คอซอวอ” ดินแดนที่ “มีอยู่” แต่เหมือนไม่มีอยู่จริง บนแผนที่โลก หลังจากที่ในตอนก่อนผมได้เล่าให้ฟังถึงภูมิหลังของที่นี่ คราวนี้เราจะออกเดินทางจริง ๆ กันแล้วนะครับ

แต่การเข้าถึงคอซอวอจริง ๆ นั้นมันไม่ได้ง่ายเหมือนการปักหมุดในแผนที่ หรือเปิดแอพพลิเคชั่นหาทางไปอย่างที่เราคุ้นเคย มีบางอย่างซ่อนอยู่ในชั้นลึกกว่าการเดินทาง นั่นคือเงื่อนไขทางการเมืองที่ซับซ้อน

แผนการเดินทางของผมในตอนแรกไม่มีคอซอวอ จากโซเฟียตั้งใจจะไปเบลเกรด ต่อซาราเยโว และอาจเลยไปถึงพอดโกริกา เมืองหลวงของมอนเตเนโกร เส้นทางถูกวางไว้อย่างราบรื่นแต่ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกจอง ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า… บางประเทศในแถบนี้ ยอมรับวีซ่าอเมริกาที่ยังไม่หมดอายุ
การเปิดเว็บเช็กข้อมูลแต่ละประเทศจึงเกิดขึ้นชนิดชวนให้หัวใจเต้นแรงเหมือนนักล่าสมบัติที่กำลังแกะรอยอะไรบางอย่างและสุดท้ายผมก็พบว่า “คอซอวอ” คือหนึ่งในประเทศนั้น เหมือนจักรวาลกระซิบข้างหูว่า อย่าให้โอกาสนี้หลุดลอยไป แผนที่วางอย่างดีจึงถูกปัดตกในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยแผนใหม่ที่หัวใจล้วน ๆ เป็นคนออกแบบ

ถามว่ากลัวไหม ?
ตอบตรง ๆ เลยครับ… กลัว

เพราะทันทีที่ได้ยินชื่อคอซอวอ ภาพจำแรกในหัวผมคือ สงคราม ภาพซากเมืองที่ถูกทำลาย และเสียงระเบิดที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลก แต่เสียงหนึ่งในใจผมก็แย้งขึ้นมาเบา ๆ ว่า

ขนาดปาเลสไตน์ เรายังไปมาได้
แล้วจะยอมให้คอซอวอหยุดเราเหรอ

สุดท้าย ผมเลือกที่จะเชื่อเสียงนั้น… เสียงของคนที่ไม่ยอมจำกัดโลกไว้แค่กรอบของความกลัว การเดินทางครั้งนี้จึงกลายเป็นการสำรวจทั้งดินแดนที่แทบไม่มีใครพูดถึง และการสำรวจจิตใจของตัวเองที่ซ่อนความกลัวไว้ในซอกหลืบลึกที่สุด การเดินทางสู่อะไรที่ไม่คุ้นเคย อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่บางครั้ง “ของขวัญที่ดีที่สุด” ในชีวิต มันถูกซ่อนอยู่ที่ปลายทางของความกลัวเสมอและคอซอวอ กำลังรอผมอยู่ที่นั่น ด้วยเรื่องราวที่ทั้งแตกต่างจากภาพในหัว และลึกซึ้งกว่าที่ผมเคยจินตนาการ…

เส้นทางที่ไม่ได้ตรงอย่างที่คิด

การเดินทางจากบัลแกเรียไปคอซอวอ ฟังดูเหมือนจะง่าย ๆ แค่ขับรถข้ามพรมแดนไปเท่านั้น แต่ความจริงกลับซับซ้อนกว่าที่ผมคาดไว้มาก หากมองจากแผนที่จะพบว่า แม้บัลแกเรียจะอยู่ใกล้คอซอวอก็ตาม แต่กลับไม่มีพรมแดนที่เชื่อมต่อกันโดยตรง มีภาคใต้ของเซอร์เบียมากั้นขวางเอาไว้อยู่ และนั่นกลายเป็นกำแพงที่สูงกว่าที่ตาเห็น เพราะดั่งที่ได้เล่าไปแล้วว่า เซอร์เบียกับคอซอวอ ยังมีความขัดแย้งกันด้านการปกครองอย่างรุนแรง
แม้ว่าจากบัลแกเรียเราสามารถขับรถเข้าสู่เซอร์เบียได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ทันทีที่คิดจะต่อเส้นทางจากเซอร์เบียเข้าสู่คอซอวอ “หมดสิทธิ์” ทันที ข้อพิพาททางการเมืองที่ยังไม่สะสางนี้ ทำให้เส้นทางตรง ๆ นั้นแทบจะปิดตายเหมือนมีประตูเหล็กหนาทึบตั้งอยู่กลางถนน ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้คือ การขับรถวนอ้อมลงทางใต้เข้าสู่สโกเปีย เมืองหลวงของนอร์ธ มาเซโดเนีย แล้วจากนั้นจึงวกขึ้นเหนือเข้าสู่พริสตินา เมืองหลวงของคอซอวอ
มันคล้ายกับประสบการณ์ในอดีตที่ผมเคยเจอระหว่างการเดินทางในเขตคอเคซัส อาร์เซอร์ไบจานกับอาร์เมเนีย ที่แม้จะอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่เพราะความขัดแย้ง ก็ทำให้ไม่สามารถข้ามพรมแดนโดยตรงได้ ต้องย้อนกลับไปที่จอร์เจียก่อนค่อยข้ามเข้าอีกประเทศ ผมจำได้แม่นถึงเหตุการณ์ที่ชายแดน ตอนที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเห็นตราประทับของประเทศฝั่งตรงข้าม ก็ถึงกับยื่นพาสปอร์ตคืนมาแทบปาใส่หน้าผม พร้อมสายตาที่แข็งกระด้างราวกับจะขว้างผมออกไปให้พ้นจากเขตแดนของเขา

กลับมาที่การเดินทางครั้งนี้ เส้นทางที่ต้องวิ่งจากโซเฟียสู่พริสตินาผ่านสโกเปีย ก็มีทางเลือกให้ตัดสินใจอยู่สองทาง จะหยุดพักที่สโกเปียสักคืน เพื่อพักกายพักใจก่อนเดินทางต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น หรือจะกัดฟันขับยาวไปให้ถึงปลายทางรวดเดียว

เมื่อผมไตร่ตรองดูดี ๆ แล้ว แม้ว่าผมจะชอบอัธยาศัยไมตรีของผู้คนในสโกเปีย แต่ตัวเมืองเองก็ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ให้สำรวจเท่าไหร่เพราะเคยมาเยือนแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้ใจผมไหววูบ คือความตั้งใจที่อยากจะแวะไปเคารพ “แม่ชีเทเรซา” ที่บ้านเกิดของท่านอีกสักครั้ง ความเรียบง่ายและความสมถะในบ้านของแม่ชีเทเรซาในวันนั้น เคยทำให้ใจผมสงบนิ่งและอ่อนโยนอย่างประหลาด และในทริปที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนครั้งนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้แวะรับพลังจากท่านอีกสักนิด ก่อนจะออกเดินทางต่อ

ดังนั้น ผมจึงเลือกขับรถยาวจากโซเฟียเข้าสโกเปีย แวะเยือนบ้านแม่ชีเทเรซาสักครู่ แล้วตีขึ้นพริสตินาในวันเดียว ไหน ๆ ก็เสี่ยงมาแล้วทั้งที ก็ขอให้เต็มที่ไปเลย แต่แผนของผมก็ยังมีหักมุมเล็กน้อย… ผมจะไม่หยุดนอนค้างที่พริสตินา เมืองหลวงอันวุ่นวายอย่างที่ใคร ๆ ทำกัน ผมเลือกจะขับต่อไปอีกชั่วโมง เพื่อไปพักที่เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “พริซเรน” เมืองที่เขาว่ากันว่าทั้งสวยงาม คลาสสิก และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุโรปเก่า

ทั้งหมดนี้… คือแผนการเดินทางที่ไม่ได้ตรงอย่างที่คิด แต่กลับมีเสน่ห์ และเต็มไปด้วยบทเรียนที่ยากจะหาได้จากเส้นทางที่ราบเรียบ

เส้นทางที่ง่ายกว่า…
สำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสคอซอวอ

แต่ถ้าใครฟังเรื่องราวที่ผมเล่าแล้วรู้สึกว่า เส้นทางอ้อม ๆ ที่ผมเลือกนั้นฟังดูอ้อมเกินไป อยากได้เส้นทางที่ง่ายและสบายใจกว่านี้ ผมมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ มาฝาก นั่นคือการเดินทางผ่าน แอลเบเนีย

แอลเบเนีย ถือเป็น“พี่น้องร่วมชาติพันธุ์” กับคอซอวอ โดยสายเลือด โดยวัฒนธรรม และด้วยหัวใจ ดังนั้น เส้นทางจากเมืองชายแดนของแอลเบเนียเข้าสู่พริสตินาจึงง่ายดายเหลือเชื่อ ขับรถชิล ๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงผ่านถนนสายกว้างโล่งและเต็มไปด้วยอ้อมกอดของภูเขาเขียวขจีแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว การเดินทางเส้นนี้แทบไม่ต้องระแวงด่านชายแดน หรือปัญหาการเมืองอะไรให้วุ่นวายใจเลย

หากคุณเริ่มต้นที่ติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย และมีเวลาสักหน่อย ผมอยากแนะนำให้ใช้โอกาสนี้เติมเต็มหัวใจตัวเองให้ชุ่มชื่นก่อน อย่าเพิ่งรีบตีรถตรงเข้าคอซอวอ ลองเปลี่ยนทิศขับรถลงใต้แล้วค่อยตัดเข้าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง นอร์ธ มาเซโดเนีย แทน และถ้าอยากให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ “ไปถึง” แต่เป็นการ “อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง” ผมขอแนะนำให้คุณพักที่เมืองตากอากาศเล็ก ๆ ชื่อ ออฮิด

ออฮิด เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบใหญ่ บรรยากาศสงบเย็นจนเหมือนกาลเวลาหยุดไหล เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความเรียบง่าย ผู้คนมีจำนวนน้อย ชีวิตที่นี่จึงดำเนินไปอย่างช้า ๆ ช้าเสียจนคุณจะเริ่มได้ยินเสียงภายในใจตัวเองอีกครั้ง จะนั่งริมทะเลสาบ ปล่อยสายตาให้ลอยไปตามคลื่นเบา ๆ ดูนกเหินฟ้าไปตามสายลม หรือจะเดินทอดน่องรอบทะเลสาบ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์พร้อมกับเจริญสติอยู่กับก้าวย่างก็ได้ เป็นเวลาที่เหมาะเหลือเกินสำหรับการทบทวนชีวิตในอดีต และแงะเป้าหมายของตัวเองในอนาคต

เมื่อพักที่ออฮิดจนหัวใจ “นิ่ง” พอแล้ว ก็ค่อยขับรถต่อขึ้นไปสโกเปีย เมืองหลวงของนอร์ธ มาเซโดเนีย ที่นี่คุณจะได้สัมผัสอีกบรรยากาศที่แตกต่าง เมืองที่เต็มไปด้วยรูปปั้นมหึมานับร้อยกระจายตัวอยู่ตามถนนตรอกซอกซอยไปจนถึงยอดตึกสูง คล้ายกับหลุดเข้าไปในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดยักษ์ ที่ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และความทะเยอทะยานของผู้คนถูกหล่อรวมไว้ด้วยทองสำริด

หลังจากซึมซับมนตร์เสน่ห์ของสโกเปียเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาเคลื่อนขบวนสู่พริสตินา… เมืองหลวงของคอซอวอ ที่เรารอคอยมานาน

ไม่ว่าเราจะเลือกเส้นทางผจญภัยแบบที่ผมเดินทางมา หรือเลือกทางง่ายแบบผ่านแอลเบเนีย สรุปก็คือ… ตอนนี้เราก็มาถึงคอซอวอแล้ว

ขอย้ำอีกครั้งสั้น ๆ เพื่อให้ความเข้าใจชัดเจนขึ้น คอซอวอประกาศเอกราชจากเซอร์เบียในปี 2008 แม้เวลาจะล่วงเลยมานานหลายปี แต่ถึงวันนี้ก็ยังมีหลายประเทศในโลกที่ “เลือกจะไม่รับรอง” ว่าคอซอวอเป็นรัฐเอกราช ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าคอซอวอมีอยู่จริง แต่เพราะพวกเขา “เลือกที่จะไม่รับรู้” เสียมากกว่า

และนั่นแหละครับ… ทำให้คอซอวอกลายเป็นประเทศที่ “มีอยู่” อย่างเงียบ ๆ เงียบพอที่จะไม่ติดป้ายบนแผนที่ของบางประเทศ แต่ดังพอที่จะสั่นสะเทือนหัวใจของใครก็ตามที่ได้เหยียบย่างเข้าไปเยือนด้วยตัวเอง

แล้วทำไมบางประเทศถึงยังไม่ยอมรับคอซอวอ ?

คำถามนี้… ฟังดูเรียบง่าย แต่คำตอบกลับซ่อนซับซ้อนลึกกว่าที่เห็น และมีหลายระดับให้ทำความเข้าใจ เพราะในโลกความจริง การยอมรับ หรือ ไม่ยอมรับ ไม่ได้วัดกันที่หลักการเพียว ๆ เสมอไป แต่บ่อยครั้งมันเป็นเกมของผลประโยชน์ที่ลึกเกินกว่าจะเห็นจากภายนอก

ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ เราจะเห็นว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่บางประเทศไม่ยอมรับคอซอวอนั้น มีอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ

1. กลัวเกิดกรณีลอกแบบ หลายประเทศไม่ใช่แค่ตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมของคอซอวอเท่านั้น แต่สิ่งที่เขากลัวจริง ๆ คือ “โดนตัวเอง” นั่นเอง

�ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ จีน ที่กังวลเรื่องไต้หวัน ทิเบต และซินเจียง อินเดีย ที่ยังมีบาดแผลเรื้อรังจากกรณีแคชเมียร์ หรือแม้แต่สเปน ที่กลัวว่าคาตาลูญญาจะถือโอกาสขอแยกตัวตามแนวทางของคอซอวอ

�เพราะการยอมรับคอซอวอ อาจเป็นเสมือนการเปิดประตูเชิญปัญหาให้เข้ามาหาในบ้านตัวเองโดยไม่รู้ตัว

2. รักษาผลประโยชน์ทางการทูต ในโลกนี้ บางครั้งเราต้องเลือกว่าจะทำตามใจ หรือ รักษาพันธมิตร หลายประเทศต้องประคับประคองความสัมพันธ์กับเซอร์เบียและรัสเซียซึ่งเป็นคู่แค้นเก่าแก่ของคอซอวอ

�การตัดสินใจยอมรับคอซอวอ หมายถึงการเสี่ยงที่จะทำให้พันธมิตรสำคัญเหล่านี้ไม่พอใจ และในโลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ น้ำมัน ก๊าซ พลังงาน และความมั่นคง ล้วนมีน้ำหนักกว่าคำว่าหลักการเสียอีก

3. ไม่สนับสนุนการแยกตัวฝ่ายเดียว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีท่าทีแข็งกร้าวในเรื่องรัฐธรรมนูญ พวกเขาไม่ใช่ไม่เห็นใจคอซอวอ แต่พวกเขายึดมั่นในหลักการว่า “การแยกตัว” จะต้องผ่านกระบวนการที่ชอบธรรม ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแม่ ไม่ใช่การประกาศฝ่ายเดียวโดยไม่มีความยินยอม

�การละเมิดกระบวนการแบบนี้แม้จะมีเหตุผลที่เข้าใจได้เพียงใด ก็ยังถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ

สรุปง่าย ๆ ก็คือ… คอซอวอไม่ได้ถูกปฏิเสธเพราะไม่มีตัวตนแต่เพราะโลกนี้มีผลประโยชน์ที่ใหญ่มากพอจะทำให้ใครหลายคนเลือกที่จะไม่เห็น แม้ว่าจะเห็นอยู่เต็มตาก็ตามmและนี่เอง คือเสน่ห์อีกมุมหนึ่งของคอซอวอ ประเทศเล็ก ๆ ที่เงียบงันในสายตาโลก แต่กึกก้องอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้สัมผัสมันจริง

ประเทศไทยกับการรับรองคอซอวอ

แม้จะมีท่าทีระมัดระวังอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วประเทศไทยได้ให้การรับรองคอซอวอในฐานะรัฐเอกราช อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2013

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเลือกที่จะก้าวข้ามความกังวลเชิงยุทธศาสตร์บางประการ และแสดงจุดยืนร่วมกับประชาคมโลกหลายประเทศที่สนับสนุนหลักการสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง (self-determination) ของประชาชนคอซอวอ

หลังการรับรองไม่นาน ทั้งสองประเทศได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับทางการ และเริ่มมีการหารือถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ แม้ว่าความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์หรือการเมืองจะยังไม่ได้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเหมือนประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ก็ตาม

Pristina เมืองหลวงที่ไม่ได้อวดความหรู
แต่อยากให้คุณเห็นความจริง

ในวันที่เหยียบเท้าลงบนผืนดินแห่งนี้สิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพของตึกระฟ้าไม่ใช่เมืองที่เปล่งประกายด้วยเศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่มันคือเมืองที่ยังมีลมหายใจของอดีตไหลเวียนอยู่ในทุกถนนซอกซอย คือเมืองที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยมือเปล่าและหัวใจที่ยังเต็มไปด้วยบาดแผล Pristina ไม่ได้พยายามปกปิดร่องรอยเหล่านั้นตรงกันข้ามมันเปิดเผยออกมาอย่างซื่อตรงเผยให้เห็นความจริงที่ทั้งน่าเจ็บปวดและน่านับถือ

อาคารบางหลังยังมีร่องรอยของระเบิด กำแพงบางมุมยังมีรอยกระสุน และผู้คนที่เดินสวนกันไปมาแม้จะมีรอยยิ้มแต่มักมีเงาเศร้าแผ่วเบาอยู่ในดวงตา Pristina คือเมืองที่ไม่ได้เสแสร้งเพื่ออวดโลกแต่เลือกที่จะเป็นพยานให้กับประวัติศาสตร์ที่มันผ่านพ้นมา

รูปปั้นของ บิล คลินตัน ตั้งเด่นอยู่ริมถนนใหญ่ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ แต่เพราะเขาคือชายคนหนึ่งที่เลือกจะไม่เพิกเฉยในวันที่โลกส่วนใหญ่ยังลังเล ในปี 1999 ในช่วงเวลาที่การล้างเผ่าพันธุ์กำลังคุกคามผู้คนในคอซอวอ บิลคลินตันผลักดันให้กองกำลังนาโต้ออกปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซง ในเวลาที่ไม่มีใครกล้าลงมือช่วยเหลือเขาผลักดันให้เกิดการโจมตีทางอากาศที่ไม่ใช่เพื่อพิชิตแผ่นดินแต่เพื่อปลดปล่อยผู้คนจากฝันร้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุด และจากการเลือกไม่เพิกเฉยในวันนั้นก่อเกิดเส้นทางใหม่ให้กับคอซอวอให้กับ Pristina ที่แม้จะเริ่มต้นใหม่ด้วยเศษซากแต่ก็มีโอกาสได้ก่อร่างชีวิตด้วยมือของตัวเอง ความหรูหราไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ในเมืองนี้แต่สิ่งที่จับต้องได้คือความกล้าและศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมแพ้ต่ออดีตทุกก้าว

บน Bill Clinton Boulevard ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านเสียงร้องไห้ของอดีตและเสียงกระซิบของความหวังที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่ มันทำให้เข้าใจว่า บางครั้งคุณค่าของเมืองหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ความมั่งคั่งที่ปลายตา แต่มันอยู่ที่หัวใจของผู้คนที่ยังไม่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ยาก ยังไม่ยอมแพ้ต่อความโหดร้ายของโลก และยังไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่เหมือนจะทำลายพวกเขาไปแล้ว

นี่แหละคือ Pristina เมืองที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่ออวดโลกแต่สร้างขึ้นเพื่อยืนยันว่าความหวังและศักดิ์ศรีจะไม่มีวันตาย

ในสายตาของชาวคอซอวอ บิล คลินตัน ไม่ใช่แค่อดีตผู้นำโลก แต่คือผู้ที่ทำให้พวกเขารอดจากการถูกทำลายล้างทั้งชีวิตทรัพย์สินและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความเคารพที่พวกเขามีให้จึงไม่ใช่เพียงการตั้งรูปปั้นหรือตั้งชื่อถนนแต่คือการสื่อสารถึงความไม่ลืมบุญคุณของคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยในวันที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก ไม่เพียงเท่านั้นข้างกับรูปปั้นยังมีร้านเสื้อผ้าชื่อว่า Hillary ตั้งชื่อตาม ฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งภรรยาของเขาซึ่งแม้จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งครอบครัวและความต่อเนื่องของคุณูปการการที่ร้านค้าของประชาชนตั้งชื่อเช่นนี้สะท้อนให้เห็นความรู้สึกในระดับลึกว่า พวกเขาไม่ได้มอง บิล คลินตัน เป็นเพียงนักการเมืองแต่คือผู้มีพระคุณคนหนึ่งที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติอย่างไม่มีวันลบเลือน

ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ชาวคอซอวอไม่ได้เพียงแค่ระลึกถึงคลินตันในฐานะผู้นำต่างชาติ แต่เขากลายเป็นเสมือนฮีโร่ทางจิตวิญญาณที่ยังคงได้รับการยกย่องแม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม และทุกก้าวที่เดินผ่านรูปปั้นนั้นเหมือนเป็นการกล่าวคำขอบคุณที่ไร้เสียงแต่กึกก้องอยู่ในใจของผู้คนทั้งเมือง

ถัดมาไม่ไกล จะเห็นโบสถ์แม่ชีเทเรซาตั้งอยู่กลางถนนใหญ่ของกรุงพริสตินา โบสถ์ที่ดูเงียบสงบทว่างดงามและเปี่ยมไปด้วยความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางศาสนาแต่ยังเป็นเหมือนศาลเจ้าแห่งแรงบันดาลใจสำหรับชาวคอซอวอและผู้คนอีกมากมายที่เติบโตมากับความเจ็บปวดของสงครามและความยากจน

แม่ชีเทเรซาหรือที่รู้จักกันในนาม Saint Teresa of Calcutta เป็นบุคคลที่มีเชื้อสายอัลบาเนียโดยกำเนิด แม้เธอจะเกิดที่เมืองสโกเปียซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศมาซิโดเนียเหนือ แต่ครอบครัวของเธอเป็นชาวอัลบาเนียโดยสายเลือดและวัฒนธรรมในวัยเยาว์เธอรู้สึกถึงการเรียกจากพระเจ้าให้รับใช้เพื่อนมนุษย์เธอจึงเดินทางไปยังอินเดียและใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการดูแลผู้ยากไร้คนเจ็บคนใกล้ตายและผู้ถูกทอดทิ้งในเมืองกัลกัตตา

ความสำคัญของแม่ชีเทเรซาไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทของแม่ชีหรือนักบุญที่ได้รับการแต่งตั้งจากสันตะสำนักวาติกันเท่านั้น แต่เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตาความเสียสละและการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน แม้จะไม่มีอำนาจ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ผู้หญิงตัวเล็กคนนี้กลับสามารถเปลี่ยนโลกได้ด้วยเพียงหัวใจที่บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยศรัทธา ในสายตาของชาวคอซอวอและชาวอัลบาเนีย เธอคือเกียรติภูมิของเชื้อชาติเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่า คนเล็ก ๆ จากดินแดนเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างคุณค่าระดับโลกได้

โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เธอจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อระลึกถึงศาสนิกแต่เป็นการเฉลิมฉลองคุณความดีที่ก้าวข้ามพรมแดนของชาติพันธุ์ศาสนาหรืออุดมการณ์ใด ๆ ดังนั้น คำว่าแรงบันดาลใจของผู้หญิงตัวเล็กที่เปลี่ยนโลกได้จึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่มันคือความจริงที่ถูกพิสูจน์แล้วว่า แม้จะเป็นเพียงคนธรรมดาหากมีหัวใจที่บริสุทธิ์และเปี่ยมไปด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนแห่งความดีงามให้ก้องไกลไปได้ถึงทั้งโลก

ใกล้กันนั้นคือ ห้องสมุดแห่งชาติหรือ National Library of Kosovo สถานที่ที่โดดเด่นทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและความหมายทางวัฒนธรรม ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนห้องสมุดใดในโลก โดมโลหะทรงรังผึ้งกว่าเก้าสิบลูกวางเรียงรายอยู่บนหลังคาคล้ายกับโครงสร้างจากภาพยนตร์ไซไฟในโลกอนาคตและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในหมู่นักออกแบบ บางคนมองว่านี่คือความงามเชิงนวัตกรรม ขณะที่บางคนก็บอกว่านี่คือความแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ แต่ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาแบบใดเมื่อก้าวเข้าไปภายในจะพบว่าความแปลกตาของภายนอกกำลังเปิดทางสู่ความลึกซึ้งที่รออยู่ข้างใน

ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บหนังสือทั่วไป แต่ยังเป็นแหล่งสะสมต้นฉบับเอกสารโบราณคดีจดหมายเหตุและหนังสือหายากโดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกมุมมองจากฝั่งของชาวอัลบาเนียในคอซอวอ มุมมองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกลบถูกทำลายและถูกบิดเบือนในยุคที่ประเทศตกอยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลยูโกสลาเวีย ในช่วงสงครามห้องสมุดแห่งนี้เกือบถูกทำลาย มีเอกสารจำนวนมากที่สูญหายหรือถูกเผา แต่ชาวคอซอวอจำนวนหนึ่งได้ร่วมแรงร่วมใจเก็บซ่อนเอกสารสำคัญไว้ในบ้านของตนเองด้วยความหวังว่า เมื่อสงครามยุติพวกเขาจะได้ชำระประวัติศาสตร์ของตนให้กลับคืนมา และเมื่อนาทีแห่งเสรีภาพมาถึงเอกสารเหล่านั้นก็ได้ถูกนำกลับมาบริจาคกลับสู่ห้องสมุดอีกครั้ง ทำให้ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่เก็บหนังสือแต่กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำและการฟื้นคืนอัตลักษณ์ของชาติที่แสดงให้เห็นว่าความรู้และความจริงไม่อาจถูกทำลายลงได้แม้ในยามที่ไฟสงครามโหมกระหน่ำที่สุด

ข้างกันกับห้องสมุดแห่งชาติยังมีร้านหนังสือเล็ก ๆ มากมายเรียงรายอยู่ในบริเวณนั้น ร้านหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่เพียงเพื่อการค้าหรือการทำธุรกิจแต่คือเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกปิดปากในวันที่สิทธิเสรีภาพถูกพรากไป วันนี้พวกเขากลับเลือกจะเปิดหนังสือ พวกเขาเลือกจะหยิบเอาหน้ากระดาษขึ้นมาเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของตนเองอีกครั้ง มันเป็นสัญญะที่ทรงพลังของสังคมที่แม้เคยบอบช้ำจากสงคราม แม้เคยล้มลงจนแทบหมดแรง แต่กลับไม่ยอมจำนนต่อความมืดมนไม่ยอมยกธงขาวให้แก่ความไม่รู้

ร้านหนังสือที่อยู่ใกล้ห้องสมุดไม่ต่างจากผู้พิทักษ์เรื่องราวที่คอยต่อเติมความรู้ คอยขุดค้นเศษเสี้ยวของอดีต และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ความจริงเพื่อเขียนอนาคตของตนเองด้วยมือของตนเอง

ในทุก ๆ ชั้นวางของร้านหนังสือเล็ก ๆ เหล่านี้ ในทุก ๆ เล่มที่ถูกเปิดอ่านมันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการฟื้นตัวกลิ่นอายของความหวังและกลิ่นอายของคำสัญญาที่ว่า แม้จะเคยถูกทำให้เงียบงันแต่พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้เสียงของความรู้ดับลงอีก และนั่นแหละคือสิ่งที่อาจสวยงามยิ่งกว่าการสร้างตึกสูงหรือถนนกว้างใหญ่เพราะการสร้างคนที่มีปัญญาย่อมเป็นการสร้างชาติที่ยั่งยืนกว่าทุกสิ่ง

ต่อไปคือการเดินทางจากเมืองหลวงสู่เมืองพักตากอากาศ พริซเรน (prizren) ติดตามได้วันเสาร์หน้าครับผม

ที่มา : ดร.วีรณัฐ โรจนประภา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...