โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CPF ทุ่ม 5 พันล้าน สู่ Net Zero งัดนวัตกรรมสีเขียวสู่เวทีโลก ย้ำ! ใครช้าแข่งยาก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 02.46 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 09.27 น.

เนชั่นกรุ๊ป” โดย "ฐานเศรษฐกิจ" และ Thandigital จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “Road to Net Zero 2025: Thailand Green Action” โดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสิรฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บรรยายหัวข้อ "CPF Journey ยุทธศาสตร์และแผนการลดก๊าซเรือนกระจก และยุทธศาสตร์การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียว" ว่า ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

ทั้งนี้ CPF ได้ประกาศยุทธศาสตร์และแผนการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทาน หวังสร้างความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งจุดยืนการเป็นบริษัทอาหารชั้นนำที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากองค์กร Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อร่วมจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

สำหรับ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมคือหัวใจสำคัญของ CPF เนื่องจากภาคเกษตรมีความพึ่งพิงธรรมชาติสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ ดังนั้น การดำเนินธุรกิจจึงต้องควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม CPF ได้ประกาศความมุ่งมั่นทำ Net Zero ตั้งแต่ปี 2022 แม้จะมีการประหยัดพลังงานและน้ำมานานกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม การทำเรื่อง Net Zero เป็นมากกว่าความรับผิดชอบทางสังคม แต่ยังเป็น "จุดขาย" ที่สำคัญของบริษัทในเวทีโลก โดย CPF ตั้งเป้าหมายที่เร็วกว่าเป้าหมาย Net Zero ของประเทศถึง 15 ปี (รัฐบาลกำหนดที่ปี 2065) ถือเป็นความท้าทายภายใต้ความเชื่อมั่นที่จะก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการจัดทำเป้าหมาย Net Zero นั้น ใช้เวลานานมากในการเก็บและจัดทำข้อมูล เพราะ CPF มีความซับซ้อนกว่าบริษัทอุตสาหกรรมทั่วไป เนื่องจากเป็นทั้งธุรกิจเกษตรอและอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ดังนั้น โครงการนำร่องที่ CPF ทำขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้เป็นต้นแบบและข้อมูลสำหรับมาตรฐานในอนาคตในหลากหลายประเทศ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า CPF ถือเป็นบริษัทแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมที่ได้รับใบรับรองการดำเนินการด้าน Net Zero โดยเป้าหมายในปี 2050 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรควบคู่กับการใช้พลังงานสะอาด สำหรับแผนงานที่นำเสนอมาตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปี 2050 คาดว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายสำคั

ทั้งนี้ ในช่วง 6 ปี (2568-2573) CPF จะใช้เงินลงทุนราว 5,000 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2030 เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ร่วมพัฒนาการดำเนินงานของคู่ค้า ด้านพลังงานหมุนเวียน ด้านจัดการของเสีย และลดปริมาณขยะอาหารให้เป็นศูนย์ ด้านการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดมากขึ้น สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ การใช้ระบบ AI และ IoT ด้านการพัฒนาสินค้า และบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

"การจัดหาข้าวโพดของ CPF 100% ต้องมาจากแหล่งยั่งยืนที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่าตั้งแต่ปี 2021 และจะขยายผลครอบคลุมถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม และมันสำปะหลังภายในปี 2025 และขยายไปยังข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ กระดาษ ภายในปี 2030"

ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันใช้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 33% ของพลังงานทั้งหมด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 522 ล้านบาท โดย 13 ประเทศ จาก 17 ประเทศที่ CPF ดำเนินธุรกิจได้ยกเลิกการใช้ถ่านหินแล้วครอบคลุม 87% ของรายได้ทั้งหมด มีแผนทยอยลงทุนปรับปรุงในแต่ละโรงงาน โดยตั้งเป้าให้ทุกประเทศยกเลิกการใช้ถ่านหินภายในปี 2030

"CPF ยังใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยถือเป็นบริษัทแรกของโลกที่ใช้โซลูชัน SAP Sustainability เพื่อบริหารจัดการข้อมูลการใช้พลังงานทั้งหมด และรายงานตามมาตรฐาน GRI"

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การทำ Net Zero ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างจากงานแสดงสินค้าที่เยอรมนี ซึ่ง CPF นำเสนอธีม "ไก่ไทยไปอวกาศ" เน้นย้ำทั้งนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งลูกค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ CPF ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน โดยพนักงานทุกคนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Net Zero เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน และสิ่งที่ CPF ให้ความสำคัญและพยายามช่วยเหลือคือการสนับสนุนคู่ค้า SMEs ผ่านโครงการ SMEx เพื่อการบริหารต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก โดยการจัดอบรมและศึกษาดูงานด้านการประหยัดพลังงานให้ฟรีมากว่า 4 ปีแล้ว

และหากคู่ค้ารายใดสนใจ CPF จะส่งทีมวิศวกรเข้าไปช่วยประเมิน โดยมีข้อแม้ว่าผลจากการประหยัดที่ได้จากการดำเนินงานนั้น จะต้องนำไปลงทุนต่อยอดในเรื่องสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรของคู่ค้าเองด้วย ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, สสว., ธนาคารกสิกรไทย (KBank) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

"การนำ Net Zero มาสื่อสารและเสริมด้วยนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่บริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่ระดับโลก ต่างให้ความสำคัญกับพันธสัญญาด้าน Net Zero และต้องการซัพพลายเออร์ที่ดำเนินงานตามมาตรฐานเดียวกัน หากใครทำช้าก็อาจจะเสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น Net Zero คือหัวใจของการเพิ่มมูลค่าธุรกิจและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกัน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...