โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

From ‘Copycat’ to ‘Creator’ “เซินเจิ้น” จากเมืองก๊อปปี้ สู่ซิลิคอนแวลลีย์ของจีน

นิตยสารคิด

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 21.26 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 21.26 น.
shenzhen-cover

ครั้งหนึ่ง “เซินเจิ้น” เคยถูกดูแคลนว่าเป็น “เมืองแห่งการก๊อปปี้” เพราะเต็มไปด้วยสินค้าลอกเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็น iPhone ปลอม กระเป๋าแบรนด์เนมราคาถูก ไปจนถึงร้าน Apple Store เถื่อนที่ตกแต่งเหมือนของจริงจนแทบแยกไม่ออก ภาพจำของเซินเจิ้นจึงเป็น “แหล่งผลิตของปลอม” ที่เต็มไปด้วยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

แต่ใครจะคาดคิดว่าในระยะเวลาไม่ถึง 50 ปี เมืองเล็ก ๆ ที่เคยเป็นเพียงหมู่บ้านติดชายแดนฮ่องกงแห่งนี้ จะพลิกโฉมกลายเป็นมหานครเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการวางแผนเชิงนโยบายอันกล้าหาญของรัฐบาล การเติบโตแบบเร่งด่วนของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และวัฒนธรรมการเรียนรู้จากการลอกเลียนอย่างเปิดเผย ทำให้วันนี้ เซินเจิ้นไม่เพียงแต่เป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ยังเปลี่ยนภาพจำของประเทศจีนในสายตาโลก

(ダモ リ / Unsplash)

เมืองทดลองแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีน
ก่อนทศวรรษ 1980 เซินเจิ้นเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กในร่มเงาของฮ่องกง มีประชากรประมาณ 330,000 คน ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมและประมง รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ และห่างไกลจากมาตรฐานของฮ่องกงอย่างมาก

หลังจากจีนเผชิญความล้มเหลวจากนโยบายสังคมนิยมสุดโต่ง เช่น การ “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่” และ การ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่นำไปสู่ความอดอยากและความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ผู้นำรุ่นใหม่อย่างเติ้งเสี่ยวผิงได้ประกาศนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” ในปี 1978

ในปี 1980 เซินเจิ้นถูกกำหนดให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (Special Economic Zone - SEZ) แห่งแรกของจีน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทดลองแนวทางใหม่ที่ผสาน “กลไกตลาดแบบทุนนิยม” เข้ากับการบริหารในระบบคอมมิวนิสต์ เขตนี้ได้รับสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการลงทุนจากต่างชาติ ภาษีที่ยืดหยุ่น กฎหมายที่คล่องตัว และเสรีภาพในการค้าระหว่างประเทศ

ผลลัพธ์ของการทดลองปรากฏอย่างรวดเร็ว โดยภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี GDP ของเซินเจิ้นพุ่งขึ้นจากระดับ 270 ล้านหยวนในปี 1980 ไปแตะระดับ 3.9 พันล้านหยวนในปี 1985 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่าตัว ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงทลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจแบบตลาด แต่ยังทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นต้นแบบสำคัญของ "ระบบทุนนิยมในประเทศจีน"

สำนักงานใหญ่ของ Tencent ในเซินเจิ้น
(Charlie fong / Wikimedia Commons)

“หัวเฉียงเป่ย” ตลาดแห่งการลอกเลียน สู่โรงเรียนของนวัตกรรมฮาร์ดแวร์
การที่เซินเจิ้นกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า ทำให้เกิดย่านการค้าที่ชื่อว่า "หัวเฉียงเป่ย" (Huaqiangbei) ซึ่งในยุค 90s ถึงต้น 2000s ได้รับฉายาว่าเป็น "สวรรค์ของสินค้ากลอกเลียนแบบ" หรือ "Copycat Capital of the World" เพราะที่นี่มีตั้งแต่โทรศัพท์ปลอม แบรนด์เสื้อผ้าลอกเลียน ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดในราคาถูก

ตลาดหัวเฉียงเป่ยมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่ขายของ แต่เป็นศูนย์รวมของวัตถุดิบ เทคโนโลยี และแรงงานที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศของนวัตกรรม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชิป หน้าจอ ปุ่มกด หรือเมนบอร์ด ถูกขายแยกเป็นส่วน ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างต้นแบบอุปกรณ์ใหม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ด้วยเหตุดังกล่าว นักนวัตกรรมและสตาร์ตอัปจากทั่วโลกต่างเดินทางมายังหัวเฉียงเป่ยเพื่อเรียนรู้ระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น บางคนนำไอเดียที่ทดลองในตลาด กลับไปพัฒนาเป็นสินค้าที่ขายได้ทั่วโลก กระบวนการนี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เรียกว่า "Shanzhai" (แปลว่า ป้อมโจรบนภูเขา) ซึ่งหมายถึงการก๊อปปี้อย่างสร้างสรรค์ แรกเริ่มอาจเป็นการลอกเลียน แต่ต่อมากลายเป็นการปรับปรุง ทดลอง และสร้างของใหม่ ในสายตาของตะวันตกนี่อาจดูเป็นการละเมิดสิทธิ์ทางปัญญา แต่ในบริบทของเซินเจิ้น มันคือการเรียนรู้จากของจริง และกลายเป็น "โรงเรียนของนวัตกรรมฮาร์ดแวร์" ที่ทรงพลัง

ตลาดหัวเฉียงเป่ยกลายเป็นแหล่งกำเนิดของชุมชนผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เซินเจิ้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ "Maker Movement" ที่เน้นการประดิษฐ์สิ่งของด้วยตนเองโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย สิ่งนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด “Fail fast, learn faster” ที่พบในวัฒนธรรมสตาร์ตอัปทั่วโลก แต่ในเซินเจิ้น ความสามารถในการผลิตได้จริงภายในไม่กี่วัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เร็วกว่า และต้นทุนความผิดพลาดที่ต่ำกว่าเมืองอื่นอย่างชัดเจน

(Robin Glauser / Unsplash)

จากวัฒนธรรมนักประดิษฐ์สู่ Tech Capital of China
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2010s ความรู้ที่สั่งสมจากการประกอบ ดัดแปลง และทดลอง ทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม “นักประดิษฐ์” และสตาร์ตอัปด้านฮาร์ดแวร์ระดับโลก ที่นี่คือเมืองเดียวในโลกที่คุณสามารถเดินเข้าตลาดเพื่อหาชิ้นส่วน สร้างต้นแบบ และสั่งผลิตล็อตแรกของสินค้าใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ความยืดหยุ่นสูง และเครือข่ายโรงงานย่อยจำนวนมหาศาล

บริษัทระดับโลกจำนวนมากถือกำเนิดขึ้นที่นี่ หนึ่งในตัวอย่างคือ BYD บริษัทที่เริ่มต้นจากการผลิตแบตเตอรี่ในปี 1995 ด้วยจุดแข็งของเมืองที่เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีด้านพลังงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อน และโรงงานที่รองรับการผลิตทั้งแบบ OEM และ ODM ได้อย่างครบวงจร ประกอบกับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นในรูปแบบของสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงการทดลองรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ BYD สามารถต่อยอดสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกในช่วงทศวรรษ 2020

อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างคือ แฟรงค์ หวัง (Frank Wang) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง ซึ่งเริ่มต้นพัฒนาโดรนจากหอพักของตนเองในปี 2006 ก่อนตัดสินใจย้ายมายังเซินเจิ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานต้นแบบ ไปจนถึงช่างเทคนิคฝีมือดีที่สามารถลงมือทำได้ทันที จนสามารถพัฒนาและผลิตโดรนได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การก่อตั้งบริษัท DJI ที่ปัจจุบันครองตำแหน่งผู้นำตลาดโดรนระดับโลก โดยครองสัดส่วนตลาดมากกว่า 70% ณ ปี 2023

(SLON V KASHE / Unsplash)

Anker คืออีกหนึ่งตัวอย่างของแบรนด์ระดับโลกที่เติบโตจากเซินเจิ้น ก่อตั้งโดย สตีเวน หยาง (Steven Yang) อดีตวิศวกร Google ที่ตัดสินใจลาออกจากงานในซิลิคอนแวลลีย์และเดินทางกลับจีนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ในปี 2011 เขาเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ของ Anker ที่เซินเจิ้น ไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านค่าแรงราคาถูกเท่านั้น แต่เพราะเห็นถึงข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของเมืองนี้ในด้านการออกแบบ ผลิต และส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุด Anker ก็สามารถผลิตและส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พาวเวอร์แบงก์และสายชาร์จไปทั่วโลก จนกลายเป็นแบรนด์ขายดีในแพลตฟอร์มอย่าง Amazon และเป็นตัวอย่างสำคัญของความสำเร็จแบบ “สร้างจากเซินเจิ้นเพื่อทั้งโลก”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แบรนด์มากมายเติบโตขึ้นจากเมืองนี้ เพราะเซินเจิ้นไม่ได้เป็นเพียงเมืองอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าให้โลก แต่เป็น “ห้องทดลองแห่งนวัตกรรมฮาร์ดแวร์” ที่หล่อหลอมบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลท้องถิ่นยังร่วมผลักดันการเติบโตของเมืองด้วยนโยบายเชิงรุก เช่น การให้เงินทุนวิจัย การลดภาษีสำหรับสตาร์ตอัป และการจัดงานแสดงเทคโนโลยีระดับโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็สนับสนุนเต็มที่ ทั้งผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การพัฒนา AI, 5G, EV, Robotics และการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีระดับสูง เช่น SUSTech และศูนย์วิจัยเฉพาะทาง เซินเจิ้นยังเป็นเมืองแรกในจีนที่ใช้รถเมล์ไฟฟ้าเต็มระบบ ระบบจ่ายเงินแบบไร้เงินสดผ่าน WeChat และ Alipay และระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะผ่านกล้อง AI ที่ผสานเข้ากับการจัดการเมือง

ปัจจุบัน เซินเจิ้นได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรด้านเทคโนโลยีระดับประเทศ เช่น Tencent, Huawei, Ping An และ SenseTime ซึ่งร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีครบวงจร อีกทั้งเมืองยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ด้าน AI, IoT และดีไซน์ระดับนานาชาติ ส่งผลให้เซินเจิ้นได้รับการยอมรับไม่ใช่แค่ในฐานะศูนย์กลางการผลิต แต่เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีโลกในยุคปัจจุบัน

แม้ครั้งหนึ่งเซินเจิ้นจะเคยได้รับการดูถูกว่าเป็นดินแดนแห่งการก๊อปปี้ แต่ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองที่เคยลอกเลียนสินค้าโลก ได้กลายเป็นต้นแบบให้ทั้งโลกต้องเรียนรู้ ผ่านการกล้าทดลองและลงมือทำ จนสามารถสร้างอนาคตของตัวเอง

ที่มา : บทความ “Inside China’s Silicon Valley: From copycats to innovation” โดย Matt Rivers
บทความ “Shenzhen, a miracle that began in 1980” จาก news.cgtn.com
บทความ “How China’s Shenzhen became the world capital of hardware innovation” จาก ideatovalue.com
บทความ “How a Nation of Tech Copycats Transformed Into a Hub for Innovation” โดย Clive Thompson

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...