BOJ เดิมพันครั้งใหญ่!! ญี่ปุ่นปิดตำนานดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรรษ ชี้ ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ระวังค่าเงินผันผวน -แรงเทขายสินทรัพย์เสียง
THE STATES TIMES
อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 06.41 น. • THE STATES TIMES TEAMธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับสูงสุดรอบ 30 ปี จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan - BOJ) ได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งถือเป็นระดับดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในนโยบายการเงินของญี่ปุ่นที่ยึดถือนโยบายดอกเบี้ยต่ำและเงินผ่อนคลายมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
บริบทและเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ แรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเงินฝืด (deflation) และเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย
ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย:
หนึ่ง เงินเฟ้อพุ่งเกินเป้าหมาย
เงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน อาหาร และต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า
สอง ค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
การเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto) ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าจ้างของพนักงานญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเห็นมานานหลายทศวรรษ สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและอำนาจต่อรองของลูกจ้างที่เพิ่มขึ้น
สาม ความกังวลเรื่อง "Lost Decades" ซ้ำรอย
BOJ ต้องการหลีกเลี่ยงการที่เงินเฟ้อฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อที่ควบคุมยากในภายหลัง
สี่ ค่าเงินเยนอ่อนค่าหนัก
ช่วงก่อนหน้านี้ เงินเยนอ่อนค่าลงถึงระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มต้นทุนการนำเข้า
ประวัติศาสตร์นโยบายดอกเบี้ยต่ำของญี่ปุ่น
เพื่อเข้าใจความสำคัญของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นโยบายการเงินของญี่ปุ่น:
ทศวรรษ 1990s - จุดเริ่มต้นของ "Lost Decades"
หลังฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะซบเซา BOJ เริ่มลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง
ปี 1999 - Zero Interest Rate Policy (ZIRP)
BOJ ประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์เป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปี 2001 - Quantitative Easing (QE)
BOJ เป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสูบสภาพคล่องเข้าระบบ
ปี 2016 - Negative Interest Rate Policy (NIRP)
BOJ ก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบ (-0.1%) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน
ปี 2024-2025 - การพลิกกลับนโยบาย
หลังจากมากกว่า 3 ทศวรรษของนโยบายเงินผ่อนคลาย BOJ ได้เริ่มเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงการขึ้น 0.25% ครั้งล่าสุด
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ด้านบวก
เงินเยนแข็งค่าขึ้น - การขึ้นดอกเบี้ยช่วยสนับสนุนค่าเงินเยน ทำให้กำลังซื้อของประชาชนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการนำเข้า
ผู้ฝากเงินได้ประโยชน์ - ผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น
ควบคุมเงินเฟ้อ - ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่กัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน
ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน - แสดงให้เห็นว่า BOJ สามารถบริหารเศรษฐกิจแบบปกติได้ ไม่ต้องพึ่งพามาตรการพิเศษตลอดไป
ด้านลบ
กดดันภาคธุรกิจ - บริษัทที่กู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs จะเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง - ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรน่าสนใจขึ้น เงินทุนอาจไหลออกจากตลาดหุ้น
ภาระหนี้ของรัฐบาล - ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP การขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอย่างมาก
ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ - หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวชะงักได้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
การไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ
การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นจะทำให้ "Yen Carry Trade" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ มีต้นทุนสูงขึ้นและน่าสนใจน้อยลง
ผลที่ตามมาคือ เงินทุนอาจไหลกลับญี่ปุ่นมากขึ้น ส่งผลให้:
- ตลาดหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมทั้งไทยอาจได้รับแรงกดดัน
- สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่อาจอ่อนค่าลง
- ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศต่างๆ อาจเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การส่งออก - เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจช่วยให้สินค้าไทยมีราคาแข่งขันได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจลดกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มาไทย
การลงทุนจากญี่ปุ่น - นักลงทุนญี่ปุ่นอาจลดการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งไทย เมื่อผลตอบแทนในประเทศเพิ่มขึ้น
ค่าเงินบาท - หาก Yen Carry Trade ถูกปิดฐานะจำนวนมาก อาจส่งผลให้เงินบาทผันผวนในระยะสั้น
จุดเปลี่ยนที่รอคอยมานาน.
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้แม้จะเป็นเพียง 0.25% แต่มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวออกจาก "Lost Decades" และภาวะเงินฝืดที่หลอกหลอนมานานกว่า 30 ปี
อย่างไรก็ตาม ทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย BOJ ต้องเดินบนเส้นทางที่แคบมากระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีหนี้สาธารณะสูงมาก
สำหรับตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก จะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในทุกประเทศจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ของ BOJ สู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีเป็นมากกว่าตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจญี่ปุ่น จากยุคของดอกเบี้ยติดลบและเงินเฟ้อต่ำ สู่ยุคใหม่ของการฟื้นฟูเงินเฟ้อและการปกติสู่ปกติของนโยบายการเงิน
ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับญี่ปุ่น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่อาจเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนแปลงและความท้าทายทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยและนักลงทุนไทย การติดตามพัฒนาการของนโยบายการเงินญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน ค่าเงิน และโอกาสทางการลงทุนในภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้