โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

JPMorgan เปิด 4 ฉากทัศน์ “เลือกตั้งสหรัฐ” ชี้ S&P500 มีลุ้นบวกสูงสุด 1.25%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกาประจำปี 2569 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดสมดุลอำนาจระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ตลอดจนทิศทางตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในระยะต่อไป

ทั้งนี้ JPMorgan ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐภายใต้ 4 ฉากทัศน์ของการเลือกตั้งกลางเทอม โดยอ้างอิงความน่าจะเป็นจากข้อมูลตลาดคาดการณ์ของ Bloomberg ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 พบว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสคว้าชัยชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามากที่สุด ขณะที่ฉากทัศน์ที่พรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ทั้งสองสภา แม้มีความเป็นไปได้ต่ำกว่า แต่กลับเป็นผลลัพธ์ที่อาจสร้างแรงหนุนต่อตลาดหุ้นมากที่สุดในระยะสั้น

สำหรับ ฉากทัศน์แรก Blue Wave หรือกรณีพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นสูงสุดที่ 66% โดย JPMorgan ประเมินว่าดัชนี S&P 500 อาจเคลื่อนไหวในกรอบติดลบ 0.25% ถึงบวก 0.50% เนื่องจากตลาดอาจกังวลต่อความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ตาม JPMorgan มองว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายที่มุ่งจำกัดการพัฒนา AI ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจไม่มีเสียงสนับสนุนมากเพียงพอที่จะลบล้างการยับยั้งของประธานาธิบดี ส่งผลให้การปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่ม AI อาจเป็นโอกาสเข้าลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งอยู่ที่การตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งอาจครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่ง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากความคาดหวังว่าการใช้จ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณอาจลดลง

ฉากทัศน์ที่สอง Split Congress หรือกรณีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังควบคุมวุฒิสภา มีความน่าจะเป็น 26% โดย JPMorgan คาดว่าดัชนี S&P 500 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50–1.00%

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การแบ่งอำนาจระหว่างสองพรรคอาจทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณปี 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดความขัดแย้งทางการเมืองและภาวะหน่วยงานรัฐบาลกลางปิดทำการชั่วคราว หรือ Government Shutdown

อย่างไรก็ดี JPMorgan ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลในอดีตมักอยู่ในวงจำกัด ขณะที่โครงสร้างสภาลักษณะดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง แม้ว่าความเสี่ยงจากการตรวจสอบทางการเมืองยังคงมีอยู่ก็ตาม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีโอกาสปรับตัวลดลง จากแนวโน้มการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ

ฉากทัศน์ที่สาม Red Wave หรือกรณีพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นเพียง 7% แต่ JPMorgan ประเมินว่าเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อตลาดหุ้นมากที่สุด โดยดัชนี S&P 500 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.00–1.25%

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและกฎระเบียบภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแลภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรครีพับลิกันอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์มีความมั่นใจมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีต่ออิหร่าน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงอาจส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น

ฉากทัศน์ที่สี่ The Other Split หรือกรณีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคเดโมแครตควบคุมวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นต่ำที่สุดเพียง 1% โดย JPMorgan คาดว่าดัชนี S&P 500 อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25–0.75%

กรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการพิจารณางบประมาณและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางชั่วคราว เนื่องจากทั้งสองพรรคไม่สามารถควบคุมกระบวนการออกกฎหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่วุฒิสภาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตยังสามารถดำเนินกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ แต่การเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีต้องเกิดขึ้นจากสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้ง 4 ฉากทัศน์ พบว่า JPMorgan ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสตอบรับเชิงบวกใน 3 กรณี ขณะที่สถานการณ์ Blue Wave ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงสุด อาจทำให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น แต่กรอบการประเมินยังสะท้อนความเสี่ยงขาลงที่ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางนโยบายการคลัง มาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน ข้อมูลวิเคราะห์ของ CNBC ซึ่งศึกษาผลตอบแทนดัชนี S&P 500 หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ รวม 23 ครั้ง ระหว่างปี 1980–2024 พบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากขึ้นเมื่อระยะเวลาหลังการเลือกตั้งยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง

สำหรับภาพรวมการเลือกตั้งทั้งสองประเภท พบว่าดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 0.2% ในวันทำการแรกหลังเลือกตั้ง และบวก 0.2% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ โดยมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 61% ของจำนวนครั้งที่ศึกษา

ส่วนระยะเวลา 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 1.1% และมีโอกาสปรับตัวขึ้น 70% ขณะที่ระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้ง ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 13.8% และมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 91%

เมื่อพิจารณาเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ พบว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นมีความโดดเด่นมากขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 0.5% ในวันทำการแรกหลังเลือกตั้ง บวก 1.0% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ และบวก 1.5% หลังผ่านไป 1 เดือน โดยทั้งสามช่วงเวลามีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 73%

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นครบทั้ง 11 ครั้ง หรือคิดเป็น 100% ของช่วงเวลาที่ศึกษา โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 13.7% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐในอดีตมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งคลี่คลายลง

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี สถิติย้อนหลังสะท้อนความผันผวนในระยะสั้นมากกว่า โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 0.1% ในวันทำการแรก และติดลบ 0.5% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังผ่านไป 1 เดือนกลับมาเป็นบวก 0.8%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 13.8% และมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 83% ของจำนวนครั้งที่ศึกษา

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งสหรัฐอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังการเลือกตั้ง ตลาดมีแนวโน้มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการภาคธุรกิจ และทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกครั้ง เนื่องจากทิศทางตลาดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การเติบโตของเศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น แม้การวิเคราะห์ของ JPMorgan และสถิติย้อนหลังของ CNBC จะสะท้อนภาพเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ผลตอบแทนในระยะต่อไปยังต้องพิจารณาควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐและภาวะตลาดการเงินโลกเป็นสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...