สรุปประเด็นจาก Facebook สู่ ‘Meta’ และอาณาจักร Metaverse ของ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก
มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ประกาศเปลี่ยนชื่อ Facebook สู่ ‘Meta’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากปล่อยให้โลกลือกันไปต่างๆ นานา (แต่รอบนี้ส่วนใหญ่ก็ลือถูกนะ) เป้าหมายใหม่คือการสร้างโลกที่ผสมผสานระหว่างชีวิตจริงและโลกเสมือนจริงของเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งซักเกอร์เบิร์กเชื่อว่า “มันคืออนาคตของผู้คน”
ในการประกาศเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ และการเปิดตัว metaverse มีอะไรน่าสนใจบ้าง เราสรุปมาให้แล้ว
“เรามีการพูดถึงการเปลี่ยนชื่อบริษัทเฟซบุ๊กเป็นเวลานานแล้ว ขณะนี้กระบวนการเสร็จสมบูรณ์ เราจะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ของเฟซบุ๊กเป็น 'Meta'” ซักเกอร์เบิร์กบอกไว้แบบนั้น
การเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ของเฟซบุ๊กนั้น เป็นการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ Metaverse เปรียบเสมือนยานแม่ของธุรกิจอื่นๆ ทั้ง เฟซบุ๊ก อินสตราแกรม และวอตส์แอป โดยหุ้นของเฟซบุ๊กก็จะเปลี่ยนชื่อจาก ‘FB’ เป็น ‘MVRS’ ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2021 นี้ นโยบายหลักของบริษัทจะเปลี่ยนไป จากแต่เดิมที่เน้นว่า Facebook-first ก็จะเป็น Metaverse-first
Meta ย่อมาจากคำว่า metaverse สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ซักเกอร์เบิร์กอยากจะพาบริษัทวิ่งไป โดย ‘Meta’ ในภาษากรีก แปลว่า ‘beyond’ หรือการไปได้เหนือกว่าและไกลกว่า เขาเชื่อว่าเทคโนโลยีจะไม่ได้ถูกจำกัดแค่หน้าจอเท่านั้น และธุรกิจของเฟซบุ๊กก็ไปได้ไกลกว่าการเป็นโซเชียลมีเดีย โดย metaverse จะเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกันแบบล้ำมากขึ้น
ทั้งนี้ metaverse คือนิยามของพื้นที่เสมือนที่ผู้คนจะได้เข้ามาใช้ร่วมกัน มันเป็น virtual world หรือโลกเสมือนจริง ที่ซักเกอร์เบิร์กเคยบอกเล่าไว้ว่า เขาอยากจะยกออฟฟิศ คอมมูนิตี้ต่างๆ เข้ามาไว้ในอินเทอร์เน็ต ให้ผู้คนได้เชื่อมต่อกันง่ายขึ้น คิดภาพง่ายๆ มันเหมือนวิดีโอคอลเวอร์ชั่นอัพเกรด ที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบสามมิติร่วมกับคนอื่นได้นั่นเอง
ปลายทางของ metaverse จึงไม่ได้เหมือนกับเราเอาตัวเองแทนเข้าไปอยู่ในเกม แต่คือการที่เราจะเอาตัวตนเราจริงๆ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือน และเดินทางไปพบปะผู้คนที่ไหนก็ได้ในนั้น
การทำจะแบบนั้นได้ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง? นั่นแหละ คือเทคโนโลยีที่ metaverse กำลังไปต่อ
เทคโนโลยี VR หรือ virtual reality คืออุปกรณ์ชิ้นสำคัญสำหรับการสร้าง metaverse เมื่อผู้ใช้งานสวมใส่ จะมองเห็นภาพสามมิติของสถานที่เสมือน ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ “ผู้คนเข้ามาอยู่ในโลกเสมือนเดียวกันผ่านการมองเห็น” นั่นแหละ ใครจะไปรู้ในอนาคตเราอาจจะได้ไปดูคอนเสิร์ตกับเพื่อนที่ซานดิเอโก ทั้งที่ตัวจริงเราอยู่บ้านแถวเชียงใหม่
ซึ่งเทคโนโลยี VR เคยเป็นของราคาแพง แต่ทางเฟซบุ๊กได้มีความพยายามทำให้ราคาถูกลงเพื่อทุกคนเข้าถึงได้ โดยหลายปีที่แล้ว เฟซบุ๊กได้เข้าซื้อ Oculus บริษัทพัฒนาแว่น VR เอาไว้เพื่อการนี้
อีกเทคโนโลยีคือ AR หรือ augmented reality (อธิบายสั้นๆ คือเทคโนโลยีการแสดงผลผ่านหน้าจอ ที่โชว์วัตถุเสมือนขึ้นผ่านหน้าจอ) ซึ่งเรารู้จักกันดี ในรูปแบบฟิลเตอร์มากมายในไอจี ที่ปกติมีไว้ถ่ายรูป แต่ความทะเยอทะยานของซักเกอร์เบิร์กไปไกลกว่านั้น เขาอยากให้สิ่งของรอบตัวมัน pop-up ขึ้นมาได้เพียงแค่คนเราขยับมือในโลกเสมือนจริง ทั้งการใช้สายตาโฟกัสสิ่งต่างๆ เพื่อออกคำสั่งควบคุม การพิมพ์ในอากาศ รวมไปถึงการสัมผัสกับหน้าจอเสมือนในอากาศ ซึ่งตอนนี้ทาง Meta ก็กำลังพัฒนาสายรัดข้อมือ EMG สำหรับสวมใส่ข้อมือ ซึ่งวัตถุประสงค์คือเพื่อพิมพ์ หรือหยิบจับสิ่งของในโลก metaverse นั่นเอง
ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยเปิดตัวแว่นกันแดด Rayban ที่สามารถถ่ายรูป วิดีโอ แล้วแชร์ลงเฟซบุ๊ก หรือไอจีได้ด้วย ซึ่งว้าวตรงที่มันสามารถสวมใส่ออกมาใช้งานในชีวิตจริงได้ (เทียบกับถ้าเป็น VR มันคืออุปกรณ์ที่สวมติดแล้วหลุดเข้าไปในโลกนั้นเลย ยากที่จะใช้งานตลอดเวลา) ยกตัวอย่างแว่น AR ในอนาคตอาจจะแสดงผลแผนที่ระหว่างขับรถให้เราได้ โดยที่เราไม่ต้องสลับมองถนนกับหน้าจอมือถืออีกต่อไป
โดยตัวตนของผู้ใช้งาน จะอยู่ในรูปแบบอวาตาร์ในโลก metaverse ซึ่งข้อมูลจากการแถลง ก็จะมีทั้งโหมดสมจริง โหมดการ์ตูน โดยมีเทคโนโลยีหลักคือ เทคโนโลยีตามติดสีหน้าของผู้ใช้งานให้แสดงออกได้เหมือนจริง
จากสิ่งที่ซักเกอร์เบิร์กนำเสนอ เราจะทำอะไรได้บ้างบนโลก Metaverse แห่งนี้?
Gaming: คุณสามารถเล่นเกมเหมือนพาตัวเองหลุดเข้าไปในโลกเสมือนจริง ผ่าน VR/AR โดยคุณจะทำภารกิจหรือผ่านด่านต่างๆ ร่วมกับเพื่อน ด้วยการสัมผัส คำสั่งเสียง การหยิบจับ ของคุณเอง ร่วมกับเพื่อนทั่วโลก
Working: ในยุคการทำงานที่เคลื่อนตัวสู่ไฮบริด ดูเหมือน metaverse จะตอบโจทย์มากๆ เพราะคุณจะพาตัวเองไปประชุมในห้องประชุมได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่บ้านหรืออยู่ระหว่าง workation ที่ไหนก็ตาม ผ่านรูปแบบภาพเสมือน
Entertainment: แน่นอน การดูหนัง ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ต มาแน่ สวมใส่อุปกรณ์ VR/AR แล้วพาตัวเองเข้าไปสู่โลกเสมือนจริง เหมือนเข้าไปร่วมรับรู้ทุกความรู้สึก แสง สี เสียง ด้วยตัวเอง
Education: มีการพูดถึงห้องเรียนเสมือนมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในโลก metaverse สามารถสร้างโฮโลแกรมสื่อการสอนได้ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนกายวิภาค ห้องเรียนดาราศาสตร์ ห้องเรียนผ่าตัด หรือห้องเรียนฝึกซ่อมประกอบ
โดยก่อนหน้านั้นในช่วง 2–3 ปีก่อน เฟซบุ๊กก็ได้พัฒนา metaverse แรกไว้แล้วชื่อว่า ‘Horizon’ ซึ่งประกอบด้วย Horizon Home (สร้างโลกจำลองผู้ใช้งาน) Horizon Workroom (สร้างห้องทำงานที่สามารถนั่งทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ได้) Messenger Call in VR (วิดีโอคอลผ่าน metaverse) Horizon Marketplace (ตลาดซื้อ-ขายสินค้าสามมิติ เช่น เสื้อผ้าที่เอาไว้แต่งอวาตาร์ของเราในโลก metaverse)
อีกข้อที่ปังคือการที่ซักเกอร์เบิร์กบอกว่า โลก metaverse ที่เขาปั้นอยู่จะรวมโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโตฯ และ NFT เข้าไป เบื้องต้นก็คือ บรรดาเสื้อผ้า สิ่งของใน metaverse นั่นแหละ ที่จะเทรดในฐานะ NFT
แน่นอนว่า metaverse ในวันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดูล้ำสุดๆ และหลายคนก็ยังไม่เห็นทีท่าว่ามันจะกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนไปได้อย่างไร แม้ซักเกอร์เบิร์กจะเชื่อว่าในอีก 5–10 ปีข้างหน้ามันเกิดขึ้นแน่
แต่หากคิดย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว เราก็คงมองไม่เห็นภาพคนทั่วโลกใช้งานโลกทั้งใบผ่าน ‘สมาร์ทโฟน’ เช่นกัน
metaverse ไม่เพียงตอบโจทย์ความสะดวกสบายเท่านั้น ทว่ามันอาจจะเหมาะสมกับโลกยุคสมัยใหม่ ที่โรคระบาดมาเยือนมนุษยชาติแบบไม่ทันตั้งตัว โลกเสมือนอาจจะกลายเป็นที่พักพิงใจของผู้คนในอนาคตข้างหน้าก็ได้ ใครจะไปรู้
อ้างอิงข้อมูลจาก
www.youtube.com