Wisesight สรุปเทรนด์โซเชียลครึ่งปีแรก ไทยมีดราม่าเกิด 760,000 ข้อความ รวมทั้งสิ้น 187,000,000 เอ็นเกจเมนต์
เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ทางด้าน Wisesight ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอันดับหนึ่งในประเทศไทยและมีประสบการณ์ในด้านโซเชียลมีเดียมามากกว่า 15 ปี ได้มีการรายงานสถิติและวิเคราะห์เทรนด์การทำงานและเทรนด์โซเชียลในช่วงครึ่งปีแรกของ 2565 ซึ่งก็ได้พบกับข้อเท็จจริงและสถิติที่มีความน่าสนใจมากมาย
.
โดยสำหรับเทรนด์โซเชียลครึ่งปีแรกของปี 2565 นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้วยกันนั่นก็คือ
.
1. Spectrum of Attitude
จากการรวบรวมสถิติครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เป็นแพลตฟอร์มสาธารณะที่เต็มไปด้วยความคิดเห็นจากคนหลากหลายประเภทมาหลอมรวมกัน โดยมีทั้งความคิดเห็นที่ตรงกันและต่างกันเข้าปะทะกันมากมาย จนทำให้เกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน หรือที่เรียกว่า “ดราม่า” นั่นเอง
.
โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 760,000 ข้อความ และได้รับเอ็นเกจเมนต์รวม 187,000,000 เอ็นเกจเมนต์ โดย 8 เรื่องหลักที่ทำให้เกิดดราม่า ได้แก่
.
1. สิทธิส่วนบุคคล (Privacy)
2. ความเชื่อ (Belief)
3. ปัญหาสังคม (Social Issue)
4. คุณค่าชีวิต (Life Value)
5. เพศ (Gender)
6. เชื้อชาติ (Racism)
7. สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
8. ความแตกต่างทางความคิดระหว่างหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ (Generation Gap)
.
โดยทาง Wisesight ได้มีการแนะนำแบรนด์ต่างๆ ว่าถ้าหากต้องการหลีกเลี่ยงดราม่าเหล่านี้ ก็คือ มีหลักการที่ถูกต้อง มีความถ่อมตน เปิดใจรับฟังผู้บริโภค และไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้งนั่นเอง
.
2. The norm is shifting
ข้อสังเกตจากผู้บริโภคในยุคนี้ก็คือ พวกเขากำลังเรียกร้องมาตรฐานใหม่ๆ จากแบรนด์มากขึ้น รวมถึงต้องการให้แบรนด์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากช่วง Pride Month ที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับแบรนด์ที่ส่งเสริมเรื่อง LGBTQ+ อย่างยั่งยืนมากกว่าแบรนด์ที่เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง หรือจัดแคมเปญเดินขบวนเพียงอย่างเดียว (Rainbow Washing) ทำให้สิ่งที่สำคัญเลยคือ แบรนด์ต่างๆ ต้องแสดงความจริงใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ทำตามกระแส จึงจะสามารถมัดใจผู้บริโภคได้
.
3. Short, Fast, and Repeat
ด้วยความนิยมของแพลตฟอร์ม TikTok ทำให้กระแสวิดีโอขนาดสั้นกลับมาได้รับความนิยมแพร่หลายอีกครั้ง ซึ่งตัว TikTok เอง ก็เป็นแหล่งกำเนิดเทรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเต้น เพลง รวมถึง อาหารการกิน และการรีวิวมากมาย โดยมีข้อสังเกตก็คือช่วงเวลาที่คนให้ความสนใจเทรนด์นั้นลดลง ซึ่งถ้าดูวงจรชีวิตของกระแสไวรัลในปีก่อนๆ สามารถอยู่ในความสนใจของผู้คนได้เกือบหนึ่งสัปดาห์ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่สองวันไวรัลเหล่านั้นก็หายไปแล้ว
.
ทางด้าน คุณพุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท รองผู้อำนวยการฝ่ายการบริการวิเคราะห์ข้อมูลของ Wisesight ได้กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นเลย คาแรคเตอร์ของคนบนโลกโซเชียลก็ยังคงคล้ายคลึงกับปีก่อน ทำให้เรายังไม่เห็นอะไรใหม่ ผมขอเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุค ‘Fast & Furious Consumer’ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไว และจบไวมาก แบรนด์จึงควรตั้งสติ และถามตัวเองอยู่เสมอว่าเทรนด์นี้เราควรเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยหรือไม่ หรือเทรนด์นี้ส่งผลเสียหรือดีต่อภาพลักษณ์แบรนด์มากกว่ากัน เพราะการทำอะไรตามกระแสก็ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป”
.
ส่วนด้านเทรนด์การทำงาน เสียงของคนบนโลกโซเชียลมากกว่า 64% คิดว่าการทำงานที่บ้านเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากสามารถจัดสรรเวลาการทำงานได้และทำให้เนื้องานที่ออกมามีประสิทธิภาพดีกว่า นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และมีเวลาที่เหลือทำกิจกรรมอื่นๆ กับคนในครอบครัวได้ แต่ในขณะเดียวกัน เสียงบนโซเชียลอีก 26% มองว่าการทำงานที่บ้านทำให้เสียสุขภาพกายและใจ เกิดความเครียดได้ง่าย พื้นที่แวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน รวมถึง เหงาและอยากเจอผู้คน
.
ดังนั้น หากกลุ่มคนบนโลกโซเชียลจะออกมาทำงานที่ออฟฟิศ ออฟฟิศแห่งนั้นจะต้องเป็น ‘ออฟฟิศที่อยู่แล้วสบายใจ’ มีการจัดการงานอย่างเป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ มีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม เพื่อนร่วมงานเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอย่างเข้าใจ ตัวงานมีคุณค่าและสนุกที่ได้ทำ
.
และด้วยเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนไปนี้ Wisesight ยังได้ทำการเปิดบ้านออฟฟิศใหม่ “BASE33” ที่มีความกว้าง 1,234 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการต้อนรับเทรนด์การทำงานแบบใหม่หลังยุคโควิด ที่ได้ประยุกต์แนวคิดของ Hybrid Workplace และการทำงานแบบยืดหยุ่น ไม่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลา 8 ชั่วโมง โดยพนักงานกว่า 200 คนนั้น สามารถยืน นั่ง และเดินไปทำงานตามจุดต่างๆ อย่างอิสระนั่นเอง
.
ที่มา: Wisesight
.
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#socialmediatrend
#wisesight