โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทนายพาเจ้าทุกข์ ขึ้นศาล ลุยฟ้องธนาคาร กดลิงค์ทางไลน์ โลโก้สรรพกร โดนดูด 1.4 ล้าน

Khaosod

อัพเดต 03 ต.ค. 2565 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2565 เวลา 10.54 น.
ทนายพาเจ้าทุกข์ ขึ้นศาล ลุยฟ้องธนาคาร กดลิงค์ทางไลน์ โลโก้สรรพกร โดนดูด 1.4 ล้าน

ทนายพาเจ้าทุกข์ ขึ้นศาล ลุยฟ้องธนาคาร กดลิงค์ทางไลน์ โลโก้สรรพกร โดนดูด 1.4 ล้าน หวังเรียกเงินคืนกลับมาทั้งหมด

กรณีนางนิส ไทรงาม อายุ 63 ปี ชาวอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พร้อมด้วย น.ส.นิดา ไทรงาม อายุ 35 ปี ลูกสาว และ น.ส.ศิริวรรณ ไทรงาม อายุ 36 ปี ลูกสะใภ้ ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่า ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรแจ้งเรื่องค้างภาษี พร้อมแชทไลน์ส่งลิงค์อ้างเป็นเว็บกรมสรรพากรเข้ามา ให้ น.ส.นิดา กดเข้าไปตรวจสอบว่า มีการค้างภาษีหรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงที่จะต้องยื่นจ่ายภาษี แต่เมื่อกดเข้าไปแล้วโทรศัพท์ค้างขึ้นหน้าจอเป็นสีฟ้า มีโลโก้กรมสรรพากร พร้อมข้อความว่า “668325 อยู่ระหว่างการทำการตรวจสอบชื่อนาม-สกุล ห้ามใช้งานโทรศัพท์” และโทรศัพท์ไม่สามารถทำอะไรได้อีก

จากนั้นปรากฎว่า ในเวลาและนาทีเดียวกันกับที่โทรศัพท์ค้าง ทำธุรกรรมใดๆ ไม่ได้อีกเลย ก็ปรากฎข้อความเงินถูกโอนออกจากบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 1,458,000 บาท และธนาคารกรุงไทย จำนวน 10,000 บาท รีบประสานติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยอด ทราบเบื้องต้นว่าเงินถูกโอนเข้าบัญชีชื่อ น.ส.สุภาพร กุลอามาตย์ และทางธนาคาร ได้อายัดบัญชีแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ทันเงินถูกโอนต่อไปยังบัญชีอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

ล่าสุด น.ส.นิดา ไทรงาม อายุ 35 ปี ลูกสาวของผู้เสียหาย กล่าวว่า ในส่วนของคดีนั้น ทางตำรวจยังไม่ได้แจ้งผลความคืบหน้าใดๆ แต่ขณะนี้เรื่องได้ไปอยู่ที่ส่วนกลางแล้ว ส่วนทางธนาคารแจ้งมาว่า ได้มีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นไปแล้ว รวมทั้งไม่ได้แจ้งว่า จะชดใช้เงินที่สูญหายไปหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทางธนาคารยังไม่ได้ส่งเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ มาให้กับทางผู้เสียหายเลย แม้ทางทนายของตนเองจะมีการทวงถามไปแล้วก็ตาม โดยทางธนาคารบอกว่า จะเป็นผู้ส่งข้อมูลต่างๆ ไปให้กับทางตำรวจเอง

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตนไม่กล้าทำธุรกรรมกับทั้ง 2 ธนาคารที่เกิดเรื่อง รวมทั้งทุกๆ ธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการฝากถอนเงินสดโดยตรง หรือใช้ผ่านแอพฯธนาคาร เพราะรู้สึกกลัว และไม่มั่นใจในระบบอีกแล้ว ยอมเก็บเงินสดไว้กับตัว และให้คนที่ขายหมูมารับเงินสดที่เขียง แทนที่จะโอนผ่านแอพฯแบบเมื่อก่อน

นอกเสียจากธนาคารที่เราเงินไปฝากจะได้ออกมาแสดงความรับชอบกรณีที่เกิดเงินสูญหายไปแบบนี้ เพราะกรณีที่เกิดขึ้นตนเองยืนยันว่า ขณะนั้นไม่ได้ใช้แอพฯธนาคาร หรือกดรหัส Pin ใดๆ เลย เนื่องจากเครื่องมือถือล็อก แล้วจู่ๆ ก็มีเงินไหลออกไปจากบัญชีเลยโดยที่ไม่รู้ตัว

ส่วน นางนิส ไทรงาม อายุ 63 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีที่เงินถูกดูดไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจร้านกิ๊ฟช็อปที่ตั้งใจจะดำเนินการต้องหยุดชะงักเอาไว้ก่อน เพราะไม่มีเงินมาซื้อของเข้าร้าน โดยก่อนที่เงินจะหายไป มีการลงทุนซื้อของเข้าร้านไปแล้วประมาณ 1 แสนบาท และบางส่วนก็สั่งซื้อเพิ่มไปแล้ว แต่ของยังมาไม่ครบ เพราะเงินมีปัญหา เลยยังไม่ได้จ่ายให้เขาอีกประมาณ 3-4 แสนบาท

ด้าน นายภูภัณฑ์ ชิตชลธาร ทนายความของผู้เสียหาย กล่าวว่า เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ในการควบคุมและพัฒนาระบบแอพฯมาให้ประชาชนใช้บริการฝากถอนเงินหรือธุรกรรมอื่นใดโดยคิดค่าบริการ ซึ่งประชาชนจะไม่สามารถไปใช้แอพฯอย่างอื่นดำเนินการได้ นอกจากแอพฯที่ทางธนาคารให้ลูกค้าโหลดเข้าเครื่องมือถือเท่านั้น

อีกทั้งแต่ละธนาคารเองต่างก็พยายามแข่งขันกันในการพัฒนาระบบแอพ ฯเพื่อให้มีความปลอดภัยต่อลูกค้าที่นำเงินไปฝาก เพราะหากธนาคารใดมีระบบแอพฯที่ดีมากเท่าไหร่ ลูกค้าก็จะแห่กันไปฝากเงินกันมากเท่านั้น

ดังนั้น ทางธนาคารจึงต้องทำการป้องกันเพื่อมิให้ระบบดังกล่าวเกิดความบกพร่องหรือความผิดพลาด หรือมิให้มิจฉาชีพเข้ามาใช้ระบบแอพฯของทางธนาคารได้ อีกทั้งขณะเกิดเหตุลูกค้าของทางธนาคารรายนี้ ก็มิได้ดำเนินการใดๆ ผ่านระบบแอพฯของทางธนาคารเลย เพียงแค่ถูกมิจฉาชีพหลอกให้ดำเนินการอย่างอื่นเท่านั้น ทางธนาคารจึงไม่สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบในกรณีนี้ได้

จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องกับทางธนาคารต่อศาลในความผิดเรื่องละเมิด และผิดสัญญาฝากเงิน เพื่อเรียกเงินของลูกค้ากลับคืนมาทั้งหมด เนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นความบกพร่องระบบแอพฯของทางธนาคารเอง จึงมั่นใจว่าผู้เสียหายมีโอกาสที่ชนะในคดีนี้สูง และจะถือเป็นตัวอย่างเป็นคดีแรกของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...