โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หน้าตาเมืองเชียงใหม่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ก.ย 2565 เวลา 05.12 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2565 เวลา 11.06 น.
ภาพถ่ายทางอากาศเมืองเชียงใหม่ภาพแรก โดยบุญเสริม สาตราภัย มองเห็นแม่น้ำปิงและสะพานนวรัฐ (ที่ยังเป็นสะพานเหล็ก) ถ่ายเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2496 (ภาพจาก “กบฏกริช บาหลี” สนพ.มติชน)

บุญเสริม สาตราภัย (พ.ศ. 2471-2560) เป็นชาวเชียงใหม่ บิดาของท่านเป็นนายไปรษณีย์โทรเลขคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ การเกิดและโตที่บ้านพักไปรษณีย์ ทำให้บุญเสริมคุ้นเคยกับภาพโปสต์การ์ดสวยๆ จากต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งก็เป็นรูปเหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, ขบวนแห่พระบรมศพกษัตริย์ในทวีปยุโรป ฯลฯ นี่อาจเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งให้เขาสนใจการถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพถ่ายเกี่ยวกับเชียงใหม่และล้านนาที่เขาถ่ายสะสมไว้เป็นจำนวน

แต่นอกจากภาพถ่ายแล้ว บุญเสริม สาตราภัย ยังมีงานเขียนสารคดีอีกด้วย และเคยเผยแพร่ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ 700 ปี ด้วยบทความชื่อ “เชียงใหม่เมื่อวาน” ซึ่งได้คัดย่อเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอดังนี้

…สภาพบ้านเมืองเชียงใหม่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2460 ต่อ 2470 ก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 75 มาจนถึงยุคก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วง “รอยต่อ” ของบ้านเมืองในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบัน ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ถ้าจะมองย้อนภาพเชียงใหม่ยุคก่อน เห็นจะขอเอาสะพานนวรัฐเป็นศูนย์กลาง มองย้อนไปทางฝั่งตะวันตกซึ่งถือว่าเป็นฝั่ง “ในเมือง”

สะพานนวรัฐ นี้สร้างขึ้นมาถึง 3 ยุคแล้ว สะพานนวรัฐอันแรกนั้น สร้างขึ้นมาในสมัยที่เชียงใหม่ยังใช้การคมนาคมทางน้ำ โดยอาศัยเรือหางแมงป่องบรรทุกสินค้า และคนโดยสารติดต่อธุรกิจและการค้าขายกับหัวเมืองทางภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เมื่อยังไม่มีถนนหนทางติดต่อระหว่างเมืองใหญ่ๆ และยังไม่ได้สร้างทางรถไฟขึ้นมาถึงภาคเหนือ เพราะเรือหางแมงป่องนี้สามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่าการขนส่งทางบกซึ่งอาศัยวัวต่าง ม้าต่างบรรทุกของ และเรือหางแมงป่องนี้เช่นกัน ที่ชาวเชียงใหม่ติดต่อค้าขายกับพม่า โดยนำสินค้าบรรทุกเรือไปขึ้นที่เมืองระแหง จังหวัดตาก แล้วเดินทางโดยทางบกไปยังเมืองเมาะละแหม่ง ประเทศพม่า นำสินค้าจากพม่าเข้ามาขายในเชียงใหม่ด้วย

สะพานนวรัฐอันแรกสร้างด้วยไม้สักล้วน เป็นสะพานแบบคานยื่น วิศวกรชาวอิตาเลียนชื่อ เคานต์ โรเบอร์ตี้ เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง สร้างบนตอม่อไม้สัก 6 ตอม่อด้วยกัน โครงส่วนบนสร้างด้วยไม้สักล้วน ทำเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมมีอยู่ 5 ช่วงด้วยกัน

เคานต์ โรเบอร์ตี้ ผู้นี้ยังเป็นผู้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำวังที่จังหวัดลำปางก่อนที่จะสร้างสะพานรัชฎาภิเษกขึ้นมาอีกด้วย

สะพานนวรัฐที่ 1 นี้ ไม่ใช่สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำปิงอันแรกของเชียงใหม่ หรือสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่อันแรกของประเทศไทย คือ สะพานที่วัดเกตุ เชื่อมฝั่งตะวันออกที่หลังวัดเกตุการาม กับฝั่งตะวันตกตอนเหนือตลาดต้นลำไย ออกแบบและสร้างโดย ดร.มาเรียน เอ็ม. ชิค มิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมาทำงานเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในสมัยของ ดร.แมคกิลวารี มิชชันนารีอเมริกันคนแรกที่ขึ้นมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเชียงใหม่และภาคเหนือของไทยเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว

สะพานที่วัดเกตุนี้ ไม่มีชื่อเป็นทางการ แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า “ขัวกุลา” คำว่า “ขัว” เป็นภาษาเมืองเหนือ แปลว่า “สะพาน” คำว่า “กุลา” เป็นคำที่ชาวเหนือเรียกขานชาวอินเดีย คงหมายถึงแขกบังกะลา หรือบังกลาเทศ ต่อมาเมื่อมีฝรั่งขึ้นมาเผยแพร่ศาสนามีรูปร่างสูงใหญ่ จมูกโด่ง เหมือนคนแขกอินเดีย เลยเรียกเป็น “กุลา” เช่นกัน แต่ฝรั่งมีผิวขาวผิดกับแขกอินเดียจึงเรียกว่า “กุลาขาว” ที่เรียกว่า “ขัวกุลา” ก็เพราะเป็นสะพานที่ “กุลาขาว” หรือฝรั่งสร้างนั่นเอง เพียงแต่ตัดคำว่า “ขาว” ออกให้สั้นเข้า

สะพานนวรัฐที่ 1 ซึ่งสร้างด้วยไม้สักนี้ถูกไฟไหม้เสียหายบางส่วน ต่อมาถูกซุงไม้สักจำนวนมากกระแทกพังเสียหาย กอปรกับได้มีการสร้างทางรถไฟขึ้นมาถึงเชียงใหม่ในเวลาต่อมา จึงได้รื้อออกแล้วสร้างเป็นสะพานนวรัฐที่ 2 ขึ้นมา สะพานนวรัฐที่ 2 นี้ก็ใช้ ชื่อว่า “สะพานนวรัฐ” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น เป็นสะพานโครงเหล็ก สร้างบนตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็ก 6 ตอม่อ ส่วนบนเป็นโครงเหล็กล้วนมี 5 ช่วง สร้างโดย มาควิส กัมเบียโซ่ วิศวกรชาวอิตาเลียน โครงเหล็กทั้งหมดส่งมาจากบริษัทคลิฟแลนด์ ประเทศอังกฤษ

ในยุคที่สร้างสะพานนวรัฐ หรือ “ขัวเหล็ก” นี้ ได้มีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่แล้ว สะพานนี้รับใช้ชาวเชียงใหม่ได้หลายสิบปี เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ยวดยานพาหนะมีจำนวนมากขึ้น สะพานซึ่งสร้างมานานมีความคับแคบไม่เหมาะสมกับสภาพการจราจรในสมัยนี้ ทางการจึงได้รื้อออกแล้วสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้ในปัจจุบันนี้

จากสะพานนวรัฐ ถ้าไปยืนที่เชิงสะพานฝั่งตะวันตก มองไปทางซ้ายมือ บริเวณที่เป็นสวนสาธารณะข้างบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สมัยก่อนที่นั่นเป็น “ศาลต่างประเทศ” เป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ มีใต้ถุนสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์สี่เหลี่ยม หรือกระเบื้องว่าว มีประตูด้านหน้าออกทางด้านถนนเจริญประเทศ ด้านตะวันออกจดแม่น้ำปิง ด้านเหนือจดถนนท่าแพตรงเชิงสะพานนวรัฐ ด้านใต้จดรั้วบ้านผู้ว่าฯ

ถ้าอยู่เชิงสะพานนวรัฐฝั่งตะวันตก มองไปทางขวามือ จะเห็นบ้านพักอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 5 สมัยก่อนเมื่อแรกสร้าง เป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่ ทาสีขาวตลอด หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ เรียกว่าบ้านพักข้าหลวงยุติธรรมประจำมณฑลพายัพ มีพระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) เป็นข้าหลวงยุติธรรมมณฑลพายัพเป็นคนแรก ที่ทำงานของท่านอยู่ที่ศาลมณฑล ตรงกันข้ามบ้านพักของท่านนั่นแหละ (ภายหลังจึงได้ย้ายที่ทำการศาลไปอยู่ที่ถนนพระปกเกล้า หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม หรือศาลแขวงในปัจจุบัน) เมื่อย้ายศาลไปแล้ว ตรงนั้นจึงสร้างเป็นที่ทำการธนาคารออมสิน ภาค 5 ซึ่งเปิดใช้ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่กี่เดือน ปัจจุบันธนาคารออมสินก็ย้ายออกไปอีก ที่นั่นจึงเป็นสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของเทศบาลนครเชียงใหม่จนถึงทุกวันนี้

พระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) ผู้นี้ยังเป็นคนแรกที่นำรถยนต์เข้ามาใช้ในเชียงใหม่เป็นคันแรก รถยนต์ของท่านเป็น รถฝรั่งเศส ยี่ห้อ เดอ เดียง บูตอง นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนแรกที่นำกล้องถ่ายภาพมาใช้ในเชียงใหม่อีกด้วย

ถัดจากสี่แยกพุทธสถานไปตามถนนท่าแพ ทางซ้ายมือคือวัดอุปคุตพม่า (ปัจจุบันคือบริเวณพุทธสถานเชียงใหม่)

ถ้ายืนที่สี่แยกอุปคุตหันหน้าไปทางทิศใต้ หรือทางด้านถนนช้างคลาน เดิมถนนสายนี้ปลูกต้นมะขามไว้ทั้งสองฟาก ทางตะวันตกหรือฝั่งขวามือ ตรงหัวมุมทั้งทางด้านถนนช้างคลานและถนนท่าแพ เดิมตรงนั้นเป็น “ที่ว่าการแขวงเมืองเชียงใหม่” หรือที่ว่าการอำเภอเมือง เป็นอาคารไม้ทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ที่ว่าการแขวงเมืองเชียงใหม่นี้ใช้งานมาจนถึงสมัยการปกครองแบบเทศาภิบาลมณฑลพายัพ พอยกเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาล จึงได้ย้ายไปสร้างใหม่ที่ถนนอินทวโรรส อาคารที่ว่าการแขวงเมืองเดิมจึงถูกรื้อแล้วสร้างเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวขึ้นแทนที่ (ปัจจุบันเป็นธนาคาร)

ต่อจากสี่แยกอุปคุตล่องไปตามถนนช้างคลาน ตรงใกล้ๆ กับสี่แยกนั้น เดิมเป็นที่จอดพักของรถม้าที่มาคอยรับผู้โดยสารที่ไปดูหนังที่โรงหนังพัฒนากร บริเวณนี้ถ้าเป็นฤดูฝนจะเฉอะแฉะไปด้วยโคลนเลนผสมกับอุจจาระ ปัสสาวะม้าเหม็นหึ่งทีเดียว ถัดลงไปจะเป็นห้องแถวไม้บ้าง บ้านเรือนบ้างสลับกันไปจนถึงโรงพิมพ์ “อุปติพงศ์” ของขุนอุปติพงศ์พิพัฒน์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของเชียงใหม่ คือหนังสือพิมพ์ “ดัดจริต” ซึ่งมีชื่อเสียงมากในสมัย 60-70 ปีมาแล้ว

ถัดจากโรงพิมพ์อุปติพงค์ลงไปคือโรงหนังชั้นนำของเชียงใหม่สมัยก่อน (ยุคหนังเงียบ) คือโรงหนัง “พัฒนากร” เป็นโรงขนาดใหญ่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคามุงสังกะสี โรงนี้ฉายตั้งแต่หนังเงียบมาจนถึงยุคหนังเสียงในฟิล์ม

เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงหนังนี้เปลี่ยนเจ้าของเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีเวียง” แล้วเปลี่ยนอีกเป็น “รัศมีศรีเวียง” ที่สุด จึงเปลี่ยนอีกเป็น “เวียงพิงค์” กระทั่งเลิกกิจการไป

เลยโรงหนังพัฒนากรไป จะมีบ้านเรือนและกระต๊อบของชาวบ้านอีกไม่กี่หลัง จึงถึงโรงเรียนจีนมีชื่อโรงเรียนหนึ่ง คือโรงเรียน “ฮั่วเอง” (ปัจจุบันคือบริเวณทั้งหมดของไนท์บาซาร์ ย่านการค้ามีชื่อของเชียงใหม่ที่ใครๆ ก็รู้จักดีนั่นเอง) โรงเรียน “ฮั่วเอง” นี้ ย้ายมาจากโรงเรียนเดิมที่ข้างวัดเกตุการาม เพราะที่เดิมคับแคบ เนื่องจากต่อมามีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นตามความเจริญของบ้านเมือง เพราะโรงเรียนเดิมตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2444 แล้ว

หมดเขตโรงเรียน “ฮั่วเอง” ไปแล้ว เป็นอันหมดความเจริญของถนนสายนี้ จะเป็นที่ว่างสลับกับบ้านเรือนประปรายไปจนถึงสโมสรพาณิชย์สามัคคีและสามแยกแสงตะวัน เลยสามแยกแสงตะวันไปจะเป็นทุ่งนาโดยตลอด เรียกว่า “ทุ่งช้างคลาน”

คราวนี้กลับมาตั้งต้นที่สี่แยกอุปคุตกันใหม่ เลยสี่แยกอุปคุตไปตามถนนท่าแพ ฝั่งขวามือจะมีโรงแรมมีชื่อของเชียงใหม่สมัยก่อนอยู่แห่งหนึ่ง คือโรงแรมจิ้นหน่ำ เป็นโรงแรมก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวของชาวจีน คนมาพักส่วนมากเป็นพ่อค้าชาวจีนที่มาจากกรุงเทพฯ โรงแรมนี้อยู่ใกล้ๆ กับร้านรัตนผล

โรงหนัง

โรงหนังโรงแรกของเชียงใหม่เป็นโรงหนังญี่ปุ่น ตั้งขึ้นใกล้สี่แยกป่าแพร่ง ระหว่างถนนวิชยานนท์กับถนนเมืองสมุทร โรงหนังแห่งนี้ นายเอ็น ทานาคา ชาวญี่ปุ่น เจ้าของร้านถ่ายรูปทานาคา เชิงสะพานนวรัฐ ได้ชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่น 2 คนมาตั้งขึ้นที่นั่น ฉายทั้งหนังญี่ปุ่นและหนังจีนยุคหนังเงียบ เมื่อโรงหนังพัฒนากร ตงเฮง ตงก๊ก และตงชัน เปิดดำเนินกิจการแล้ว โรงหนังญี่ปุ่นนี้ก็เลิกกิจการไปเพราะขาดทุน ชาวญี่ปุ่นทั้ง 2 คนก็ม้วนเสื่อแบกจอกลับไปกินข้าวต้มกับหัวไชโป๊ที่ญี่ปุ่นตามเดิม

บนถนนท่าแพนี้ มีโรงหนังมีชื่ออยู่ 2 โรง คือโรงหนัง “ตงเฮง” (เมื่อเลิกกิจการโรงหนังไปแล้ว จึงได้กลายเป็นโรงยาฝิ่น สำหรับให้พวกขี้ยาระดับเจ้าสัว อาเสี่ย อาเฮีย อาแป๊ะ ตลอดทั้งพวกกุลีจับกังเข้าไปสูบฝิ่นให้เป็นที่สำราญบานใจ กระทั่งเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งเลิกซื้อขายและสูบฝิ่น โรงยาฝิ่นนี้จึงเลิกกิจการไปตามระเบียบ) ต่อมาจึงได้สร้างห้างตันตราภัณฑ์ขึ้นแทนตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ยังมีโรงหนังอีกโรงหนึ่งของเชียงใหม่สมัยก่อน ซึ่งคนเชียงใหม่ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครทราบ โรงหนังนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำปิง หรือฝั่งสันป่าข่อย โรงนี้ตั้งอยู่ด้านหลังตลาดสันป่าข่อย ตรงหัวมุมระหว่างถนนนายพล กับถนนกองทราย ใกล้กับประตูค่ายกาวิละในปัจจุบัน คือโรงหนัง “ตงซัน” โรงนี้ฉายแต่หนังจีนล้วนๆ เป็นโรงสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี แต่มีขนาดเล็กกว่า “พัฒนากร” “ตงเฮง” “ตงก๊ก” เมื่อเลิกกิจการแล้วจึงกลายเป็นโรงยาฝิ่นเช่นเดียวกับ “ตงเฮง” (ปัจจุบันเป็นบริเวณตลาดสันป่าข่อย)

โรงละคร

สมัยก่อนเชียงใหม่มีโรงละครอยู่ 2 โรง โรงแรกเป็นของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นโรงไม้ขนาดใหญ่ หลังคามุงกระเบื้องว่าว หรือกระเบื้องซีเมนต์ ตัวละครส่วนมากเป็นคนในรั้วในวังของเจ้าผู้ครองนคร โรงนี้ตั้งอยู่ในบริเวณคุ้ม ปัจจุบันคือบริเวณตลาดนวรัฐ โรงนี้เลิกกิจการไปในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ต่อมาจึงได้สร้างเป็นโรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ โรงหนังนี้สร้างแบบทันสมัยที่สุดในสมัยปี พ.ศ. 2481-82 ซึ่งเข้าสู่ยุคหนังเสียงในฟิล์มเต็มตัว มีทั้งหนังฝรั่ง หนังไทย หนังจีน หนังญี่ปุ่น และหนังอินเดีย

โรงละครอีกโรงหนึ่งซึ่งคนปัจจุบันไม่ค่อยได้รู้จักกัน คือโรงละครของเจ้าไชยสงคราม ณ เชียงใหม่ ท่านบิดาของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ เจ้าคุณปู่ของท่านรัฐมนตรีช่วย ธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ส.ส. เชียงใหม่ นั่นเอง เป็นโรงไม้ขนาดใหญ่ หลังคา มุงสังกะสี ตั้งอยู่ที่ถนนท่าแพ ใกล้กับประตูท่าแพ โรงละครนี้เมื่อเลิกกิจการจึงตกเป็นของหลวงคุรุวาทพิทักษ์ อดีตเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยหลวงคุรุฯ ได้ใช้เป็นโรงงานผลิตวัสดุจากปูนซีเมนต์ และต้องเลิกกิจการไปเมื่อหลวงคุรุฯ ถึงแก่กรรม

การคมนาคมทางรถไฟ

นับตั้งแต่ได้มีการสร้างทางรถไฟไปถึงเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2464 เวลานั้นมีการเดินรถไฟไปถึงเชียงใหม่ 2 อย่าง คือ รถด่วน และรถธรรมดา

สำหรับรถด่วนใช้รถดีเซล เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่สัปดาห์ละ 2 วัน คือจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ทุกวันจันทร์ เวลา 8 น. กับถึงเชียงใหม่วันพฤหัสบดี เวลา 8 น. และออกจากเชียงใหม่ทุกวันอังคารเวลา 16 น. กับวันศุกร์เวลา 16 น. ไม่ได้มีรถด่วนเดินทุกวันเหมือนปัจจุบันนี้ รถด่วนเริ่มเปิดเดินทุกวันก่อนเกิดสงครามอินโดจีน พ.ศ. 2483 ไม่นาน

อีกขบวนหนึ่งเป็นรถธรรมดาซึ่งมีเดินทุกวัน ใช้รถจักรไอน้ำใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง เดินเป็นประจำระหว่างเชียงใหม่กับลำปางเท่านั้น รถธรรมดานี้ออกจากเชียงใหม่ตอนเช้าเวลา 7 น. ถึงสถานีปลายทางที่ลำปางเวลา 11 น. เที่ยวบ่ายออกจากเชียงใหม่เวลา 13 น. ถึงปลายทางที่ลำปางเวลา 17 น. เศษ วันเดียวกัน และออกจากลำปางตอนเช้า 7 น. ถึงเชียงใหม่เวลา 11 น. กับเที่ยวบ่าย ออกจากลำปางเวลา 13 น. ถึงเชียงใหม่เวลา 14 น. เศษ

เรื่องรถด่วนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่นี้ ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดที่สถานีเชียงใหม่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2486 สถานีรถไฟเชียงใหม่รวมทั้งโกดังสินค้า บ้านเรือนราษฎรพังพินาศเสียหายหมดสิ้น รวมทั้งชีวิตผู้คนกว่า 300 คน และยุทธสัมภาระของทหารญี่ปุ่น จนทางการรถไฟต้องงดใช้สถานีเชียงใหม่ไปปีเศษ ผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ จะไปเชียงใหม่ หรือจากเชียงใหม่จะไปกรุงเทพฯ ต้องไปขึ้นรถลงรถที่สถานีป่าเส้า ของจังหวัดลำพูน ผู้โดยสารต้องหาทางนั่งรถยนต์โดยสาร (ซึ่งหาได้ยากมากเวลานั้น) ไปเชียงใหม่เอาเอง ยิ่งเมื่อสถานีรถไฟต่างๆ ถูกระเบิดหนักเข้า รถไฟต้องเสียเวลามากกว่าจะถึงปลายทางก็เป็นเวลาค่ำมืด ทำให้การเดินทางขลุกขลักมากทีเดียว

ข่าวสาร

โดยที่สมัยก่อนมีรถด่วนจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่สัปดาห์ละ 2 วันดังกล่าว ไม่ได้มีทุกวันเหมือนปัจจุบันนี้ คนเชียงใหม่จะได้อ่านหนังสือพิมพ์รับข่าวสารต่างๆ ที่มากับขบวนรถด่วนเพียงทางเดียวนี้เท่านั้น (ไม่นับการฟังข่าวจากวิทยุกระจายเสียง ซึ่งเวลานั้นในเชียงใหม่มีเครื่องรับวิทยุไม่เกิน 30-40 เครื่อง)

หนังสือพิมพ์ที่มากับขบวนรถด่วนยุคก่อนสงครามโลกก็มีหนังสือพิมพ์ข่าวรายวัน, ศรีกรุง, ไทยราษฎร์, ไทยใหม่รายวัน, ไทยใหม่วันจันทร์, ไทยสมิต, สหายราษฎร์, ประชาชาติ, ประชามิตร, นิกร, สุภาพบุรุษ, สุภาพสตรี, หลักเมือง, ผดุงชาติ, วารศัพท์, ประมวญวัน, ประมวญสาร, ข่าวภาพ และ Bangkok Chronicle

นอกจากนั้นก็มีพวกออกรายปักษ์ รายเดือน ราบคาบ รวมทั้งหนังสือนิยายต่างๆ ทั้งไทย จีน ประเภทกำลังภายใน เช่น “ชั้นบอเหมา” เป็นต้น พอถึงวันจันทร์ กับวันพฤหัสบดี ชาวเชียงใหม่ (ส่วนมากเป็นพวกข้าราชการ) จะไปหาซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านดูข่าวสารบ้านเมือง

การไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าของเชียงใหม่โรงแรกตั้งอยู่ข้างสถานีรถไฟเชียงใหม่ ใกล้กับถังน้ำขนาดใหญ่ของรถไฟนั่นแหละ โรงไฟฟ้านี้เป็นของเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นโรงใช้เครื่องดีเซล ส่วนที่ทำการของแผนกไฟฟ้าอาศัยสถานที่เดิมของธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด ที่ถนนเจริญเมืองติดกับโรงแรมรถไฟ ตอนนั้นธนาคารสยามกัมมาจลได้ย้ายไปเปิดทำการที่ถนนบำรุงราษฎร์ เปลี่ยนชื่อเป็นไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด” ต่อมาแผนกไฟฟ้าเทศบาลนี้ได้ย้ายไปเปิดทำการที่หัวมุมสี่แยกชินทัศนีย์ด้านใต้ เป็นอาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่ และอีกไม่นานก็ย้ายอีกครั้งไปอยู่ที่บ้านเด่นจนถึงทุกวันนี้ ส่วนอาคารแผนกไฟฟ้าเดิมที่มุมสี่แยกชินทัศนีย์นั้นกลายเป็นโรงฟอกหนังไป

สำหรับเรื่องไฟฟ้านี้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนและถูกจำกัด จะเปิดไฟให้ประชาชนใช้ในเวลา 17 น. เป็นต้นไปจนถึง 3 ทุ่มจึงปิด เมื่อไฟฟ้าปิดแล้ว ใครต้องการแสงสว่างก็หาตะเกียงเจ้าพายุ หรือตะเกียงน้ำมันก๊าดมาจุดเอาเอง การใช้ไฟฟ้าในระหว่างสงครามทุกบ้านจะต้องหาผ้าสีดำ หรือสีกรมท่ามาหุ้มรอบโป๊ะไฟไว้ให้มิดชิด ป้องกันมิให้มีแสงสว่างลอดออกไปนอกบ้านเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีความผิด ทั้งนี้ที่ต้องพรางแสงไฟเพื่อป้องกันมิให้เครื่องบินข้าศึกเห็นแสงไฟได้

ยุคมาลานำไทย

ก่อนเกิดสงครามอินโดจีน พ.ศ. 2483 ไม่นาน ในสมัยของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเห็นว่าประเทศไทยใกล้จะเป็นประเทศมหาอำนาจเต็มแก่แล้ว ท่านเห็นว่าคนไทยส่วนมากยังด้อยพัฒนา ยังนุ่งผ้าโจงกระเบน ยังกินหมากอยู่ ท่านจึงสั่งให้คนไทยเลิกนุ่งโจงกระเบน เลิกกินหมาก ให้คนไทยปฏิบัติตามรัฐนิยม ให้คนไทยทุกคนต้องสวมหมวกไม่ว่าชายหรือหญิง ใครไม่ปฏิบัติตามถือว่ามีความผิด

ที่เชียงใหม่ก็เอากับเขาบ้าง ในเชียงใหม่มีการปลูกต้นหมากกันมาก โดยเฉพาะที่อำเภอสันทราย เจ้าของบ้านเจ้าของสวนหมาก พากันตัดต้นหมากเสียสิ้น ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ค่อยมีใครกินหมากกัน นอกจากคนแก่ แต่ก็ต้องแอบกินอย่าให้ตำรวจเห็น ทั่วทั้งเมืองจะเห็นแต่คนสวมหมวกกันทุกคน พวกแม่ค้าตามบ้านนอกเวลาหาบกระบุงตะกร้านำสินค้ามาขายที่ตลาด แต่บังเอิญแม่ค้าจากบ้านนอก เหล่านั้นไม่รู้ว่าทางการสั่งให้ทุกคนสวมหมวก ตัวเองไม่มีหมวกมาด้วยก็เดือดร้อน เพราะตำรวจที่อยู่หน้าตลาดไม่ยอมให้นำสินค้า เข้าไปขายในตลาด เนื่องจากแม่ค้าเหล่านั้นไม่สวมหมวก

ทีนี้เกิดมีคนหัวใสนำหมวกไปตั้งวางให้คนเช่าเพื่อสวมเดินเข้าตลาดพอให้พ้นตาตำรวจไปได้ พวกนำหมวกไปให้แม่ค้าเช่าเจ้าตลาดนี้ทำรายได้ไม่เลว พอแม่ค้าออกมาจากตลาดจะกลับบ้านก็เอาหมวกไปคืนให้คนเช่า เป็นอันเสร็จพิธีแหกตาตำรวจ วันต่อไปมาหัวเปล่าอีก ค่อยไปหาเช่าหมวกเอาที่หน้าตลาดก็แล้วกัน

ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากไม่สามารถนำมาเขียนในที่นี้ได้ เพราะหน้ากระดาษจำกัด จึงขอยุติเพียงแค่นี้ก่อน

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กันยายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...