โลกของเรากำลังเปลี่ยนสี จากสีฟ้าเป็นเขียวมากขึ้น
โลกของเรากำลังเปลี่ยนสี จากฟ้าเป็นเขียวมากขึ้น แล้วมันดีหรือว่าไม่ดีกันแน่?
ที่ผ่านมาเราได้เห็นแต่ข่าวร้ายเกี่ยวกับโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โรคระบาด สัตว์สูญพันธุ์ มลพิษ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ให้เห็นว่า เรากำลังก้าวหน้าไปสู่โลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายประเทศกำลังพยายามอย่างจริงจังเพื่อทำให้โลกสะอาดและเป็นสีเขียวในด้านต่าง ๆ เช่น
ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดี ระดับมลพิษ “ระหว่างปี 1970 ถึง 2020” กำลังลดลงตามรายงานของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA) “การปล่อยมลพิษรวม 6 ชนิด (PM2.5 และ PM10, SO2, NOx, VOCs, CO และ Pb) ลดลง 78%”
แนวโน้มที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ระหว่างปี 1970 ถึง 2016 สหราชอาณาจักรลดการปล่อยมลพิษทางอากาศทั้งหมดยกเว้นแอมโมเนียลง 60%
แต่กลับกัน ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศยังไม่ได้รับทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อใช้ลดมลพิษ เนื่องจากต้องมุ่งเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานการครองชีพ โดยให้สามารถเข้าถึงอาหารและพลังงานที่เพียงพอเป็นต้นก่อน และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตจึงจะมาจัดการกับมลพิษในภายหลัง ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นข่าวดี แต่ก็ยังน่ากังวล
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการนำประเทศออกจากความยากจนคือ การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทุกวันนี้มีพืชพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับอดีต นักพยาธิวิทยาพืช Norman Borlaug ระบุว่าจากงานวิจัยในเดือนกรกฎาคมปี 2021 พืชที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรม ช่วยเพิ่มการผลิตอาหารได้มากกว่า 40% ซึ่งช่วยโลกประหยัดมากถึง 83 ล้านล้านดอลลาร์ในการจัดการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการเกษตร
โดยเราหวังว่านวัตกรรมเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในทุก ๆ ประเทศมากขึ้น
#ป่าแอมะซอนผ่านจุดที่ถูกตัดทำลายสูงสุดมาแล้ว
นับตั้งแต่ปี 1961 พื้นที่ทางการเกษตรขยายตัวเพียง 7% ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 150% ขณะเดียวกัน โลกก็ผ่าน 'จุดตัดไม้ทำลายป่าสูงสุด' ในช่วงทศวรรษ 1980 และลดลงตั้งแต่นั้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ทว่าป่าแอมะซอนก็ยังถูกทำลายอยู่เรื่อย ๆ ในปัจจุบัน และเราต้องจัดการกับมัน
#แล้วเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศล่ะ?
แน่นอนว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ WHO และหน่วยงานอื่น ๆ เตือนถึงผลกระทบด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานของเราก็ได้รับการปรับปรุงมากยิ่งขึ้นเช่น เครื่องปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรืออาคารที่ใช้พลังงานน้อยลง ในส่วนของการเสียชีวิตเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในวงกว้างก็ลดลงเช่นกัน
เมื่อ 100 ปีก่อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติได้คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบัน ตัวเลขดังกล่าวลดอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 20,000 รายต่อปี นอกจากนี้การวิจัยล่าสุดก็ยังแสดงให้เห็นว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างเรือนกระจกก็ถูกปล่อยน้อยเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าความแตกต่างดังกล่าว “จะเพิ่มมากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า”
นักอุตุนิยมวิทยา Zeke Hausfather และ Glen Peters เขียนผ่านบทความในวารสาร Nature ว่าผลลัพธ์ “ต้องขอบคุณราคาพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงอย่างน่าประหลาดใจ การระดมงานทางการเมืองระดับโลก ภาพอนาคตด้านพลังงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และการมุ่งเน้นนโยบายที่จริงจังจากผู้นำโลก”
ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์ Julian Simon กล่าวว่า ‘ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์คือทรัพยากรขั้นสูงสุด เราเคยเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรามาโดยตลอด แต่ทว่าเราก็เก่งมากเช่นกันในการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับปัญหาเหล่านั้น’
ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย ข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่มันก็ได้เน้นย้ำว่าต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังต่อไป รวมถึงเราไม่ควรชะลอ หรือวางใจกับข่าวดีเหล่านี้
และท้ายที่สุดแล้ว เราสามารถสร้างผลกระทบกับโลกใบนี้ได้มากแค่ไหน แต่โลกจะเป็นสีอะไรก็อยู่ที่เราทุกคนเลือก
ที่มา
https://bigthink.com/the-present/planet-healthier-cleaner/
https://fee.org/…/rejoice-the-earth-is-becoming-greener/
https://www.losarbolesmagicos.es/…/rising-carbon…/